วันที่ เสาร์ กุมภาพันธ์ 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รัฐบาลรบ เอกชนรวย!


รัฐบาลรบ เอกชนรวย!

บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน

ในคาบสมุทรอาหรับก่อนหน้าสมัยอิสลาม สังคมชาวอาหรับเป็นสังคมเผ่าที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของตระกูลต่างๆ แต่ละเผ่าจะมีหัวหน้าเผ่าเป็นผู้นำและเมื่อหัวหน้าเผ่าให้ความคุ้มครองใครในเผ่า สมาชิกของเผ่าต้องให้ความคุ้มครองคนผู้นั้นด้วย เผ่าใดที่ใหญ่กว่าและเข้มแข็งกว่า เผ่านั้นถือว่าเป็นเผ่าที่มีอิทธิพลและผู้คนเกรงขาม หากเผ่าเล็กๆเกรงว่าเผ่าของตนจะถูกรุกราน เผ่านั้นจะต้องทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับเผ่าใหญ่เพื่อได้รับความคุ้มครอง

เนื่องจากสังคมอาหรับไม่มีกษัตริย์หรือผู้นำสูงสุดและชาวอาหรับขึ้นชื่อในเรื่องความดุดันห้าวหาญ ดังนั้น เผ่าต่างๆจะทำสงครามกันด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆ

เมื่อต้องทำสงคราม ชาวอาหรับที่ออกรบต้องนำอาวุธ สัตว์พาหนะ เสบียงและผู้คนในครอบครัวของตนออกไปเอง เพราะไม่มีกระทรวงกลาโหมจัดเตรียมอาวุธให้ การรบไม่มีกติกาใดๆนอกจากก่อนประจันหน้ากัน สองฝ่ายจะส่งนักรบฝีมือดีออกมาต่อสู้กันแบบตัวต่อตัวก่อน หลังจากนั้นนักรบของทั้งสองฝ่ายจึงออกมาต่อสู้กัน

ระหว่างการรบ ต่างฝ่ายต่างพยายามฆ่าฝ่ายตรงข้าม อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ตกในสนามรบใครเก็บได้ก็เก็บไปเป็นสมบัติของตนในฐานะเป็นผลตอบแทนการลงทุนในการทำสงคราม ใครถูกจับเป็นเชลย อนาคตก็คือถูกประหารหรือไม่ก็ตกเป็นทาส ความเป็นอิสระมีเพียงหนทางเดียวเท่านั้นคือ ญาติพี่น้องนำเงินมาไถ่ตัวไปจากผู้จับตัวเชลยไว้

ดังนั้น การทำสงครามของชาวอาหรับในยุคก่อนอิสลามจึงไม่ต่างอะไรจากการปล้นและฆ่าเพื่อผลตอบแทนทางวัตถุ และด้วยผลตอบแทนนี้เองที่ทำให้มีการทำสงครามเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาจนแผ่นดินอาหรับไม่มีความปลอดภัย นอกจากในช่วงเดือนแห่งพิธีฮัจญ์และหนึ่งเดือนก่อนและหลังเดือนแห่งพิธีฮัจญ์ ซึ่งชาวอาหรับถือเป็นเดือนต้องห้ามในการรบพุ่ง

เมื่อท่านนบีมุฮัมมัดเริ่มเผยแผ่อิสลามในนครมักก๊ะฮฺและถูกชาวอาหรับต่อต้านจนต้องอพยพไปอยู่ที่เมืองมะดีนะฮฺ แต่กระนั้นการรุกรานกดขี่มุสลิมก็ยังไม่ยุติ หัวหน้าเผ่าต่างๆในมักก๊ะฮฺได้นำกำลังคนตามไปราวีมุสลิมถึงเมืองมะดีนะฮฺ ด้วยเหตุนี้ท่านนบีมุฮัมมัดจึงได้รับคำบัญชาจากพระเจ้าให้ต่อสู้ผู้รุกราน

แต่เนื่องจากชาวอาหรับที่หันมารับอิสลามใหม่ๆในเวลานั้นอาจเคยชินกับประเพณีการรบแบบเดิมๆ ท่านนบีจึงเกรงว่ามุสลิมจะทำการรบเพราะความแค้น ท่านจึงเริ่มวางระเบียบการทำสงครามให้มุสลิมทุกคนปฏิบัติ เช่น

-คนที่จะออกรบต้องไม่มีเจตนาแก้แค้นหรือมุ่งหวังผลประโยชน์จากการรบ แต่ทำเพื่อตอบสนองคำบัญชาของพระเจ้า

-การต่อสู้เป็นหน้าที่ทางศาสนาของทุกคนเมื่อถูกรุกรานหรือข่มเหง

-ห้ามทำร้ายนักบวช ผู้หญิง คนแก่ เด็กและผู้ที่มิได้มีส่วนในการรบ

-ห้ามฆ่าสัตว์ ตัดต้นไม้ ทำลายพืชผลและใส่ยาพิษในบ่อน้ำ

-ห้ามสับหรือฟันหรือเผาหรือทำสิ่งที่เป็นการเหยียดหยามศพของศัตรู

-เมื่อศัตรูเสนอการหยุดรบหรือสันติภาพ ต้องตอบรับ

-ห้ามเก็บทรัพย์สิน อาวุธ สัตว์พาหนะและจับเชลยไปเป็นสมบัติของตัวเอง แต่ต้องนำทั้งหมดไปให้ท่านนบีมุฮัมมัดเพื่อทำการจัดแบ่งแก่ผู้เข้าร่วมสงครามตามความเหมาะสม ในเรื่องการจัดแบ่งทรัพย์ที่ได้จากการรบ บทบัญญัติในคัมภีร์กุรอานได้กำหนดไว้ว่าสิ่งที่ได้จากสนามรบทั้งหมดจะถูกแบ่งให้ท่านนบีมุฮัมมัดหนึ่งในห้าเพื่อให้ท่านนำไปเลี้ยงดูครอบครัวของท่าน แม่ม่าย เด็กกำพร้า คนยากจนและคนพลัดถิ่น ส่วนที่เหลืออีกสี่ในห้าจะถูกจัดสรรไปในหมู่ผู้เข้าร่วมทำการรบ

-เชลยสงครามต้องได้รับการปฏิบัติด้วยดีและมีมนุษยธรรม

เนื่องจากกฎดังกล่าวถูกกำหนดโดยท่านนบีมุฮัมมัด กฎเหล่านี้จึงถือเป็นกฎทางศาสนาที่ถูกใช้ในยามสงครามที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เหมือนกับหายนภัยอย่างหนึ่งซึ่งมนุษย์ไม่ต้องการให้เกิด แต่สงครามก็เกิดขึ้นมาโดยตลอด

ปัจจุบันสถานการณ์แตกต่างไปจากอดีต เพราะในปัจจุบัน ผู้ออกรบคือทหารประจำการที่มีทั้งทหารรับจ้างและอาสาสมัครหรือถูกเกณฑ์ ทหารเหล่านี้คือ ลูกหลานประชาชนที่รัฐบาลจัดเงินเดือนและเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ ส่วนงบประมาณที่นำไปใช้ในการจัดเตรียมกองทัพและอาวุธนั้นมาจากภาษีประชาชนตาดำๆจ่ายให้รัฐบาล

ถ้าบ้านเมืองสงบ ทหารประจำการจะได้รับเงินเดือนเป็นปรกติ แต่ในสถานการณ์สงคราม ทหารจะได้รับเบี้ยเลี้ยงพิเศษเพิ่มเติม งบประมาณในการซื้ออาวุธจะเพิ่มขึ้น โรงงานอุตสาหกรรมกลาโหมและบริษัทค้าอาวุธก็ร่ำรวยมั่งคั่งขึ้นจากการขายสินค้ามรณะและผู้สั่งซื้อก็จะได้รับค่านายหน้าตอบแทนตามมูลค่าของการสั่งซื้อ

ในสหรัฐอเมริกา รัฐบาลใช้ภาษีประชาชนส่งทหารไปทำสงครามทั่วโลก ลูกหลานชาวอเมริกันถูกส่งออกไปรบในนามของรัฐบาลจนรัฐบาลเป็นหนี้มากมายมหาศาล แต่คนที่รวยจากสงครามคือ บริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจกลาโหมและบริษัทเหล่านี้มีผู้วางนโยบายของรัฐบาลสหรัฐถือหุ้นอยู่ด้วย

มองเห็นหรือยังครับว่าทำไมสงครามจึงต้องเกิดขึ้นที่นั่นที่นี่ทั่วโลก?

โดย โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม

 

กลับไปที่ www.oknation.net