วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Ireland: กรุ่นกลิ่นหนังสือเก่า The Essence of Dublin Survival


ที่ไอร์แลนด์ มีเหนือไม่จำเป็นต้องมีใต้เสมอไป

 

คนไม่คุ้นเคยมักสับสนกับไอร์แลนด์เหนือและถามหาไอร์แลนด์ใต้อยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่ความเป็นมาจนถึงขั้นแบ่งแยกที่คนภายนอกเข้าใจไปว่าเป็นเรื่องความแตกต่างทางศาสนา และเห็นเป็นความรุนแรงของ IRA (Irish Republican Army) นั้นไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด

 

ก็คนไอริชไม่เคยยุ่งยาก ถ้าหากไม่ถูกคนอื่นมาแย่งบ้านอยู่

 

ไอร์แลนด์ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ เพื่อตัดโอกาสไปเป็นฐานให้ผู้อื่นใช้รุกรานในช่วงที่ Henry VIII ตั้งตัวเป็นอิสระจากโรม ด้วยการเปลี่ยนจาก Roman Catholic มาเป็น Church of England เพื่อเลิกการส่งส่วยและให้มีเงินในคลังพอที่จะทำสงครามและสร้างประเทศได้ ดูเผินๆ ก็เข้าใจกันไปว่าเพื่อประสงค์จะแต่งงานใหม่

ไอร์แลนด์ดูไม่น่าไว้ใจจากความเหนียวแน่นกับโรมและสเปน การจับไอร์แลนด์ไว้ให้มั่นมาสำเร็จเอาในรุ่นลูก Elizabeth และหลาน James I หลังจากนั้น มีการส่งคนอังกฤษและสก็อตติชซึ่งเป็น Protestant มากมายเข้าไปตั้งรกราก แทนที่เจ้าของผืนแผ่นดินเดิมเพื่อสร้างฐานคะคานกับคนไอริชที่เป็น Roman Catholic ต่างนิกาย

พวกอังกฤษไปตั้งรกรากมากเข้าจนเกิดชุมชน Protestant ใหญ่ทางเหนือของเกาะ และกลายเป็นไอริชไปด้วยกันแล้ว แต่ก็คิดต่างและแบ่งข้างกันชัดเจนเป็นสองพวก คือ Unionists ที่เห็นด้วยกับการคงอยู่และรักษาสัมพันธ์กับเกรทบริเทน และ Nationalists ต้องการแยกตัวออกเป็นอิสระ

 

ในประวัติศาสตร์ Nationalists มักเป็น Catholic ขณะที่ Unionists เป็น Protestant เมื่อเกิดข้อขัดแย้งใดๆ ก็เหมือนศาสนาจะถูกดึงมาเป็นเหตุร่วมของการปะทะ ทั้งที่เรื่องของศรัทธาและความเชื่อไม่ใช่ประเด็นที่ทะเลาะกัน

 

ความขัดแย้งของ Unionists และ Nationalists มีมาตลอดจนถึงจุดขาดเมื่อราวเกือบร้อยปีที่แล้ว

 

Nationalists ว่า Westminster ซึ่งเป็นรัฐบาลกลางดูแลไม่ดี ขอให้โอนอำนาจกลับคืนเพื่อมาปกครองกันเอง พวก Unionists ย่อมผวากลัวไม่ได้รับการดูแลเพราะเป็น Protestant ที่เห็นคนละฝั่ง เชื่อคนละอย่าง

ที่สำคัญ แถบทางเหนือที่ Protestant อยู่ เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมแห่งเดียวของชาติ มีรายได้มาก เกรงว่าจะถูกขูดรีดเก็บภาษีอย่างไม่เป็นธรรม จึงตั้งมั่นปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง

 

เกิดความไม่สงบเรื่อยมาจนถึงการประกาศอิสรภาพจากบริเทน ตั้งตัวเป็น Irish Republic เริ่มการสู้รบที่ประวัติศาสตร์เรียกว่า Easter Rising จนภายหลังเป็น Irish war of Independence ที่ต่อสู้ปกป้อง Irish Republic จากบริทิชด้วยกองกำลัง Irish Republican Army ที่เรียกว่า ‘Old IRA’ ให้ไม่สับสนกับ IRA กลุ่มใหม่ที่เรียกตัวเองว่า New IRA

 

 

ถึง พ.ศ. 2464 ประเทศก็ถูกแบ่งเป็น Northern Ireland และ Southern Ireland

แบ่งไปแล้วปีเศษ ข้อขัดแย้งก็ไม่หมดสิ้น รัฐบาลบริทิชกับตัวแทนไอริชจึงตกลงตั้ง Irish Free State แต่ก็ไม่จบอีก เมื่อคนใน Northern Ireland ใช้สิทธิที่มีเลือกขออยู่ต่อกับ Great Britain ทันที

สำนักงานสถิติแห่งชาติ UK กำหนดให้ Northern Ireland เป็นหนึ่งในสี่ Country ที่ประกอบกันเป็น United Kingdom มีฐานะ ‘ประเทศ’ เท่าเทียมกับ England, Scotland และ Wales มีเมืองหลวงชื่อ Belfast ประชาชนถือสองสัญชาติทั้งไอริชและบริทิช ตามสิทธิ์โดยกำเนิด นิยมเรียกตัวเองว่าบริทิช นอร์ทเทิร์นไอริช หรือไอริช ตามพื้นเพว่าเป็น Protestant หรือ Catholic 

‘The North / เหนือ’ เคยเป็นคำขัดหูของผู้คน จึงเหมาะกว่าที่จะเรียก ‘นอร์ทเทิร์นไอร์แลนด์’ โดยไม่ต้องแปล

 

Northern Ireland เผชิญกับช่วงขัดแย้งอีกนาน ไม่ต่างจาก Irish Free State ที่ผ่านการต่อสู้และสงครามการเมือง กว่าจะกลายเป็นประเทศชื่อ Ireland ที่สงบสุขในปัจจุบัน    

ผลพลอยได้จากการต่อสู้ที่ยาวนาน ช่วยหล่อหลอมลักษณะความเป็นคนไอริชที่ ช่างจด ช่างจำ และมีบันทึกในทุกรูปแบบ ให้กลายเป็นศิลปินทั้งเขียน วาด ปั้น หนัง และเพลง มีฉากแสดงผลงานเกลื่อนไปทั่วเมือง โดยเฉพาะที่ Dublin 

แต่สิ่งที่มีอิทธิพลต่อวิธีคิดและความเป็นไปในสังคม กลับเป็นเรื่องศาสนา ที่บงการวิถีชีวิตของคนไอริชเกือบทุกจังหวะในประวัติศาสตร์

Roman Catholic Church กดให้คนไอริชมีชีวิตเคร่งและตึงจนขยับไม่ได้ มีกฎระเบียบต้องปฏิบัติสารพัด ทั้งห้ามหย่าร้าง คุมกำเนิด ทำแท้ง โดยเฉพาะกฎเข้มงวดว่าเด็กที่เกิดจากการแต่งงานระหว่าง Catholics และ Protestants ต้องถูกเลี้ยงให้เป็น Catholic เท่านั้น

สิ่งที่ Catholic Church ไม่เห็นชอบก็ใช้วิธีตรวจและห้ามการรับรู้ Censoring & banning ทั้งจากหนังสือ หนัง ควบคุมเรื่องการศึกษา กีดกันการเรียนรู้ในสถาบันที่มีรากฐานมากจาก Protestant

ช่วง พ.ศ. 2500 Protestant ไอริชกว่าครึ่งอพยพออกนอกประเทศ นักเขียนอีกมากหนีไปอยู่ที่อื่น เช่น ฝรั่งเศส ซึ่งเป็น Secular State ที่ Church ไม่สามารถมีอิทธิพลต่อสังคม

แม้กระนั้นก็ตาม สถาบันจากรากเหง้า Protestant ที่มีบทบาทต่อการเรียนรู้ของคนไอริชก็เกิดขึ้นจนได้

 

Trinity College Dublin เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2135 ตามบัญชาของ Elizabeth I มีประสงค์ให้เป็นลักษณะเดียวกับ University of Oxford และ University of Cambridge ซึ่งประกอบด้วยคอลเลจหลายแห่ง ที่กำหนดหลักสูตรและการบริหารอิสระแยกจากกัน (Collegiate University)

 

แม้ในที่สุดจะมีเพียง Trinity College Dublin แห่งเดียว ชื่อ University of Dublin ก็ถูกใช้ร่วมกันมาตลอด และคงสถานะหนึ่งในเจ็ดมหาวิทยาลัยเก่าแก่จากยุค Medieval อย่างสมศักดิ์ศรี

 

ไม่ทันครบสิบปีของการก่อตั้ง มีบันทึกรายชื่อหนังสือ เอกสารต้นฉบับต่างๆ ให้เห็นเป็นหลักฐานว่า Trinity College Library Dublin ได้เกิดขึ้นแล้ว

 

ถึง พ.ศ. 2275 ก็เกิดเป็นห้องสมุดที่สมบูรณ์ จำลองหน้าตาจาก Trinity College, Cambridge ที่ออกแบบโดย Sir Christopher Wren ตั้งชื่อว่า The Long Room มีความยาวสมชื่อถึง 64 เมตร กว้าง 12 เมตร

 

เมื่อเกรทบริเทนรวมกับไอร์แลนด์ใน พ.ศ. 2344 Copyright Act พลอยข้ามมามีผลให้ Trinity College Library กลายเป็น Copyright Library หนึ่งในหกแห่งของเกรทบริเทนไปด้วย มีสิทธิ์ครอบครองหนังสือทุกเล่มที่พิมพ์ขึ้นมาในสหราชอาณาจักร

 

ภายหลัง แม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงให้ Ireland พ้นจากอกและข้อกฎหมายของเกรทบริเทน แต่อภิสิทธินี้ยังคงอยู่แก่ Trinity College Library ซึ่งถูกขยายต่อเติมออกไปอีกมาก จนพอต่อการเป็นที่รับรองหนังสือจำนวนถึงห้าล้านเล่มในปัจจุบัน

 

ส่วน The Long Room โถงยาวสูงของ The Old Library อาคารดั้งเดิม ต้องขยายถึงขั้นยกระดับเพดาน แล้วเรียงรายด้วยตู้ไม้โอ๊กจนเต็มพื้นที่ แปรสภาพเป็นส่วนอนุรักษ์หนังสือโบราณสองแสนเล่ม รูปปั้นหินอ่อน Bust ของนักคิด นักเขียน และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ Trinity College Dublin อีกจำนวนมาก ตั้งแต่ Homer, Plato, Aristotle จนถึง Shakespeare

 

ในบรรดาหนังสือโบราณที่ The Old Library ครอบครองนั้น มีหลักฐานล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ชื่อว่า The Book of Kells ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 1343 บันทึกเป็นภาษาละติน บนหนังวัว 340 ชิ้น อิงรายละเอียดของ 4 Gospels ซึ่งหมายถึงบันทึกเรื่องราวของ Jesus โดยลูกศิษย์ (Disciple) 4 คนอันได้แก่ Matthew, Mark, Luke and John

 

The Book of Kells ถูกจารึกเป็นอักษรและสัญลักษณ์อย่างวิจิตรบรรจง งดงามด้วยสีและลายทอง กระทั่งใครก็ตามแม้ต่างศาสนาและความเชื่อ ย่อมเห็นถึงความมหัศจรรย์แห่งศรัทธาและความสามารถของคนยุคพันกว่าปีก่อนได้

 

 

 

แต่สำหรับคนไอริชแล้ว มีสิ่งสำคัญต่อจิตวิญญาณของความเป็นชาติ National Treasures อีกสองชิ้นที่ The Long Room

 

 

การอ่านแถลงการณ์ Proclamation of the Irish Republic 1916 ที่หน้าไปรษณีย์ General Post Office ในวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2459 เป็นทั้งการเริ่มต้นของ Easter Rising การต่อสู้นองเลือดที่นำมาสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญของไอร์แลนด์ และการบอกความเป็นไทแก่ตนเองของ Irish Republic

ประกาศสำคัญฉบับที่อ่านโดย Pádraig Pearse นั้นถูกเก็บรักษาให้คนรุ่นหลังได้เห็น พร้อมกับ Harp ฮาร์พ พิณที่เก่าแก่ที่สุดในไอร์แลนด์ ทำจากไม้โอ๊กและวิลโลว์

 

ฮาร์พ หนึ่งเดียวนี้ มีตำนานประกอบว่าเป็นสมบัติของ Brian Boru ผู้เป็น King of Ireland ที่สิ้นไปในการศึกเมื่อ พ.ศ. 1557 ความประณีตในการประดิษฐ์ไม่เพียงทำให้เครื่องดนตรีไอริชนี้เป็นของโบราณชิ้นพิเศษ แต่ยังถูกนำมาใช้เป็นต้นแบบของตราประจำชาติ เหรียญสตางค์ รวมทั้งจุดประกายให้สัญลักษณ์ Guinness เบียร์ Stout แห่งชาติด้วย

แม้สิ่งล้ำค่าจาก The Long Room จะเป็นหลักฐานชั้นเยี่ยมของความร่ำรวยทางวัฒนธรรมที่สวนทางกับความเป็นอยู่อันจำกัดแล้ว เมื่อ Dublin เมืองหลวงแห่งประเทศเล็ก คนน้อยกลายเป็นเมืองที่สี่ที่ UNESCO มอบรางวัลเกียรติยศ City of Literature ให้ใน พ.ศ. 2553 จึงยิ่งสะท้อนภาพความอุดมสมบูรณ์ทางสติปัญญาของไอริชให้สัมผัสและจับต้องได้มากขึ้น

 

 

หากประวัติศาสตร์เป็นบทบันทึกประสบการณ์ของสังคม

ในขณะที่วัฒนธรรมและสังคมเป็นตัวสร้างประวัติศาสตร์

จึงมีบันทึกทางสังคมที่สร้างประวัติศาสตร์ให้ไอร์แลนด์ชัดเจน และบทประพันธ์ในโลกวรรณกรรมให้นานาประเทศได้ร่วมอิ่มเอม โดยนักคิด นักเขียนสัญชาติไอริชอีกหลากหลาย ที่ผลงานเป็น Living art ร่วมสมัยให้ฐานะ City of Literature ของ Dublin สมเหตุสมผลยิ่ง

 

 

* * * * * * * * *

คราวหน้า ... พบกับนักคิด นักเขียนไอริช

The Dubliners - Dublin In The Rare Oul' Times

Uploaded by originalboland

Remarks & references:

The countries of the UK by UK Government

7 Ancient universities of the UK (founded from 1096 – 1592):

University of Oxford, University of Cambridge, University of St Andrews, University of Glasgow, University of Aberdeen, University of Edinburgh and Trinity College, Dublin

UK Copyright Libraries:

The British Library, The Bodleian Library at Oxford, Cambridge University Library, The National Library of Wales (Aberystwyth), The National Library of Scotland (Edinburgh) and Trinity College Library, Dublin

The Old Library, Trinity College, Dublin 

 

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net