วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

8 เขื่อนในจีนจะทำให้แม่น้ำโขงจะเป็นเพียงร่องน้ำ


 

                    


แม้ว่าประเทศที่อยู่ตอนล่างของลุ่มแม่น้ำโขงทั้งพม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม เพิ่งจะผ่านพ้นจากมหาอุทกภัยมาอย่างหมาดๆก็ตาม แต่ในเวลานี้ก็มีทีท่าว่าจะต้องมาเผชิญกับภัยแห้งแล้งที่น่าจะมีระดับของความรุนแรงไม่ด้อยไปกว่าที่เคยเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2010 ที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์ของระดับน้ำในแนวแม่น้ำโขงในเวลานี้ได้ลดต่ำลงอย่างรวดเร็วเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อนที่ยังผลทำให้ชาวนครเวียงจันทน์ต้องประสบกับความเดือดร้อนอย่างถ้วนหน้า


กล่าวสำหรับสถานการณ์ที่ชาวนครเวียงจันทน์ต่างก็ต้องประสบพบเจอเป็นครั้งแรกในช่วง 4 ทศวรรษที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านี้ก็คือการเผชิญกับปัญหาน้ำประปาไม่พอใช้อย่างรุนแรง ทั้งๆที่ในเขตนครเวียงจันทน์มีความต้องการใช้น้ำประปาโดยเฉลี่ยเพียง 180,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวันเท่านั้น ทั้งนี้โดยรัฐวิสาหกิจน้ำประปาลาวได้ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่นครเวียงจันทน์นั้นได้ลดต่ำลงมากสุดเป็นประวัติการณ์จนถึงขนาดที่ทำให้ต้องแก้ไขปัญหาด้วยการนำรถขุดลงไปตักทรายเพื่อทำ ให้พื้นที่รองรับน้ำในแม่น้ำโขงนั้นลึกลงและกว้างขึ้น ทั้งยังต้องขุดร่องเพื่อผันเอาน้ำจากแม่น้ำโขงลงสู่พื้นที่รองรับน้ำดังกล่าวอีกด้วย


ส่วนในเขตภาคเหนือของลาวนั้นก็มีรายงานข่าวจากสื่อท้องถิ่นของลาวเองว่าในช่วงเวลาเดียวกันนั้นไม่สามารถเดินเรือโดยสารในแนวแม่น้ำโขงจากเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้วไปที่ท่าเรือเมืองปากแบ่งแขวงอุดมไซ และต่อเนื่องไปที่ท่าเรือหลวงพระบางนั้นได้ตามปกติ เพราะระดับน้ำโขงได้ลดต่ำลงเป็น อย่างมาก ทั้งๆที่ในความเป็นจริงนั้นร่องน้ำในแนวแม่น้ำโขงในเขตภาคเหนือของลาวจะลึกกว่าในเขตตอนล่างก็ตาม


ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยสภาพการณ์ที่ระดับน้ำโขงได้ลดต่ำลงอย่างมากและอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ก็ยังได้ส่งผล กระทบอย่างหนักต่อการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรในลาวอย่างกว้างขวางด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อแผนการทำนาปรัง ซึ่งรัฐบาลลาวได้วางเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้เกษตกรปลูกข้าวในช่วงฤดูแล้งให้ได้บนเนื้อที่ที่กว้างขึ้นทุกปีก็ตาม


แต่อย่างไรก็ตาม จากสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวนั้น ก็ปรากฏว่าสื่อมวลชนลาวก็มิได้ให้การอธิบายว่าเป็นเพราะเหตุใด ซึ่งตรงกันข้ามกับการรายงานข่าวของสื่อมวลชนในไทยอย่างสิ้นเชิง เนื่องเพราะสื่อมวลชนในไทยไม่เพียงจะมีการฟันธงด้วยการอ้างถึงข้อมูลที่ได้รับจากองค์กรอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ที่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่ามีสาเหตุมาจากเขื่อนขนาดใหญ่บนแนวแม่น้ำโขงในเขตมณฑลหยุนหนานของจีนเท่านั้น หากยังได้พยายามเคลื่อนไหวเพื่อกดดันให้รัฐบาลไทยและประเทศที่อยู่ตอนล่างของแม่น้ำโขงนั้นต้องหาทางเจรจากับรัฐบาลจีนในเรื่องดังกล่าวนี้ให้ได้เร็วที่สุดอีกด้วย


ทั้งนี้ก็เนื่องจากกลุ่มองค์การอนุรักษ์ฯทั้งในไทยและพันธมิตรที่อยู่ในต่างประเทศนั้นต่างเชื่อว่าสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดต่ำลงอย่างมากจนผิดปกติเช่นนี้ก็เป็นเพราะว่าเขื่อนขนาดใหญ่ 4 แห่งบนแนวแม่น้ำโขงในเขตมณฑลหยุนหนาน กล่าวก็คือเขื่อนมันวาน เขื่อนต้าเฉาซาน เขื่อนเชียงรุ่งและเขื่อนเสี่ยววานนั้นได้ปิดประตูเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำไว้สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าและสนองน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรในมณฑลหยุนหนานเป็นสำคัญ


โดยเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 4 แห่งนี้จะต้องกักเก็บน้ำไว้ในปริมาตรรวมกันมากกว่า 17,600 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งก็ถือว่าไม่มากเลยถ้าหากเป็นในช่วงฤดูน้ำหลาก แต่ปัญหาสำหรับในช่วงเวลานี้ก็อยู่ที่ว่าน้ำที่หล่อเลี้ยงแม่น้ำโขงส่วนใหญ่นั้นมาจากการละลายของหิมะจากเทือกเขาทิเบตเท่านั้น ครั้นเมื่อมีเขื่อนขนาดใหญ่ถึง 4 แห่งที่มาขวางกั้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และเพื่อสนองน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรในจีนเป็นด้านหลัก รวมทั้งยังต้องมีการกักเก็บน้ำไว้เพื่อหล่อเลี้ยงตัวเขื่อนเพื่อไม่ให้เกิดการแตกร้าวด้วยนั้น จึงทำให้การ ไหลของน้ำที่มาจากการละลายของหิมะดังกล่าวจะสามารถไหลลงมาสู่เขตตอนล่างได้ก็ต่อเมื่อมีการปล่อยน้ำออกจากเขื่อนในจีนเท่านั้น


แต่ถึงกระนั้น ทางการจีนก็ได้ตอบโต้การกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอดว่า ไม่เป็นความจริงเลยที่เขื่อนขนาดใหญ่ของจีนนั้นคือต้นเหตุของภัยแห้งแล้งในเขตตอนล่างของแม่น้ำโขง เพราะปริมาตรน้ำที่ไหลจากเขตจีนลงสู่แม่น้ำโขงทั้งสายนั้นคิดเป็นสัดส่วนเพียง 16% ของปริมาตรน้ำทั้งหมดตลอดปีเท่านั้น


ยิ่งไปกว่านั้น ทางการจีนก็ยังได้เน้นย้ำด้วยว่าเขื่อนในจีนสามารถที่จะช่วยบรรเทาภัยแห้งแล้งและภัยน้ำท่วมให้กับเขตตอนล่างอีกต่างหาก เพราะเขื่อนในจีนสามารถที่จะกักเก็บน้ำไว้ได้ในปริมาตรมากๆ โดยไม่ปล่อยน้ำลงมายังเขตตอนล่างในฤดูน้ำหลาก ส่วนในช่วงหน้าแล้งก็ยังจะสามารถปล่อยน้ำลงมาสู่เขตตอนล่างได้อีกต่างหาก เพราะฉะนั้นเขื่อนในเขตจีนจึงมีผลประโยชน์ต่อเขตตอนล่างมากกว่าผลกระทบในด้านลบนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม สภาพของระดับน้ำที่ลดต่ำลงอย่างมากในเขตตอนล่างของแม่น้ำโขงในเวลานี้ ก็น่าจะสามารถลบล้างการกล่าวอ้างถึงสรรพคุณดังกล่าวของเขื่อนในเขตจีนได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าจนถึงทุกวันนี้จะยังคงไม่มีใครหรือฝ่ายใดได้ทำการศึกษาหาความจริงที่โต้เถียงไม่ได้ก็ตาม


นอกจากนี้ จะต้องไม่ลืมด้วยว่าทางการจีนไม่ได้มีเพียงเขื่อนขนาดใหญ่ 4 แห่งที่ว่านี้เท่านั้น หากยังได้วางเป้าหมายที่จะก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่บนแนวแม่น้ำโขงในเขตจีนเพิ่มขึ้นอีก 4 โครงการเป็นอย่างน้อยเพื่อทำให้สามารถผลิตพลังงงานไฟฟ้าให้ได้รวมกันทั้งสิ้นถึง 25,000 เมกกะวัตต์อีกด้วย

โดยที่นับว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือการก่อสร้างเขื่อนขนาดยักษ์ที่กำลังดำเนินการอยู่ในเวลานี้ กล่าวก็คือเขื่อนนูจ้าตู้ ซึ่งจะสามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ในปริมาตรรวมกันมากกว่า 40,000 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือมากกว่าปริมาตรน้ำที่เขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 4 แห่งสามารถกักเก็บไว้ได้ในเวลานี้เกินกว่า 10 เท่าเลยทีเดียว


กล่าวสำหรับเขื่อนเสี่ยววานที่เพิ่งจะเดินเครื่องผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากถึง 4,200 เมกกะวัตต์นั้นนับเป็นเขื่อนที่หวาดหวั่นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นเขื่อนที่สูงกว่าระดับน้ำปกติในแนวแม่น้ำโขงถึง 292 เมตรเพื่อทำให้เขื่อนสามารถที่จะกักเก็บน้ำให้ได้ในปริมาตรถึง 15,000 ล้านลูกบาศก์เมตร


ส่วนเขื่อนนูจ้าตู้นั้น ถึงแม้ว่าจะไม่สูงเท่าเขื่อนเสี่ยววานก็ตาม แต่การที่วิศวกรของจีนได้ตั้งเป้าหมายที่จะทำให้เขื่อนแห่งนี้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าให้ได้ถึง 5,500 เมกกะวัตต์นั้นก็จำเป็นที่จะต้องกักเก็บน้ำไว้ในปริมาตรรวมไม่น้อยกว่า 43,000 ล้านลูกบาศก์เมตรเลยทีเดียว


ทั้งนี้โดยเขื่อนยักษ์ทั้ง 2 แห่งดังกล่าวของจีนต้องใช้งบประมาณคิดเป็นมูลค่ารวมกันมากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐหรือเกือบ 2 เท่าของมูลค่าผลผลิตมวลรวมภายใน (GDP) ของลาวเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าใครหรือฝ่ายไหนจะวิพากษ์วิจารณ์และโจมตีโครงการเขื่อนยักษ์บนแนวแม่น้ำโขงในเขตจีน อย่างไรก็ตาม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่ทางการจีนจะออกมาตอบโต้ด้วยการชี้แจงถึงสรรพคุณของเขื่อนยักษ์ของจีนทุกครั้งไป


ยิ่งไปกว่านั้น ก็คือว่าการที่ทางการจีนไม่เคยแสดงท่าทีที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกในคณะกรรมาธิการแม่ น้ำโขง (Mekong River Commission—MRC) ร่วมกับประเทศไทย ลาว กัมพูชาและเวียดนาม ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นนับตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมาแล้วนั้น ก็เพราะว่าจีนต้องการที่จะสร้างเขื่อนตามความต้องการของตน โดยไม่ต้องไปมีพันธะผูกพันในอันที่จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากน้ำในแม่น้ำโขงร่วมกับประเทศใดๆเลย


ซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากจีนยังคงมีอิสระที่จะสร้างเขื่อนและกักเก็บน้ำได้ตามใจชอบเช่นนี้ต่อไปย่อมหมายถึงการกักเก็บน้ำไว้ในปริมาณมากในช่วงหน้าแล้งอันจะทำให้แม่น้ำโขงกลับกลายเป็นเพียงร่องน้ำอันตื่นเขินเท่านั้น แต่ในทางตรงกันข้ามเขื่อนยักษ์เหล่านี้ของจีนกลับจะยังผลให้เกิดน้ำท่วมที่หนักมากขึ้นในช่วงหน้าฝน เนื่องเพราะจะต้องมีการปล่อยมวลน้ำอย่างมหาศาลลงมาในเขตตอนล่างนั่นเอง!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net