วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไทยขาดดุลการค้าต่อพม่ากว่าแสนล้าน


           

แม้ว่าทุกประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงต่างต้องเผชิญกับผลเสียหายจากมหาอุทกภัยในปีที่แล้วอย่างถ้วนหน้าก็ตาม แต่สำหรับในด้านการค้าชายแดนและผ่านแดนระหว่างประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงด้วยกันแล้วกลับดูเหมือนว่าแทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากมหาอุทกภัยในครั้งดังกล่าวนี้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากพิจารณาจากสภาวะการค้าชายแดนและผ่านแดนระหว่างไทย กับอีก 5 ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงด้วยกันก็ปรากฏว่าสภาวะการค้ารวมในปีที่แล้วยังขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 22.37% เมื่อเทียบกับปี 2010 และไทยยังเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าในมูลค่ารวม 101,576.89 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นถึง 48% เลยทีเดียว


ทั้งนี้โดยจากสถิติของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ของไทยนั้นก็ได้แจกแจงอย่างชัดเจนว่าไทยได้เปรียบดุลการค้าชายแดนต่อกัมพูชามากถึง 60,694 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นเกือบ 30% เมื่อเทียบกับปี 2010 และในขณะเดียวกัน ก็ได้เปรียบดุลการค้าชายแดนต่อลาวถึง 52,565 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นมาก กว่า 28% ส่วนการค้าผ่านแดนกับจีนและเวียดนามนั้นไทยก็ยังเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าคิดเป็นมูลค่ากว่า 17,590 ล้านบาทและมากกว่า 7,120 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นกว่า 52% และ 31% ตามลำดับ


แต่สำหรับการค้าชายแดนกับพม่านั้นถือเป็นข้อยกเว้น เนื่องจากว่าพม่าที่มีชื่อใหม่อย่างเป็นทางการว่าสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์นั้นถือเป็นประเทศเดียวในลุ่มแม่น้ำโขงที่ไทยต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้าชายแดนนับเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 1 ทศวรรษมาแล้ว ทั้งก็ยังเป็นการเสียเปรียบดุลการ ค้าชายแดนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย


กล่าวสำหรับในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานี้ ก็ปรากฏว่าไทยต้องเผชิญกับสภาวะขาดดุลการค้าชายแดนต่อพม่าคิดเป็นมูลค่ารวมถึง 122,115 ล้านบาท ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าในขณะที่ไทยส่งสินค้าออกไปพม่าคิดเป็นมูลค่ารวม 154,055 ล้านบาทนั้น แต่กลับได้นำเข้าสินค้าจากพม่าคิดเป็นมูลค่ารวมถึง 276,170 ล้านบาท ซึ่งในนี้ก็เป็นการนำเข้าแก๊สธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนที่มากกว่า 96% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด และสภาวการณ์เช่นนี้ก็ได้เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมาแล้ว


ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่ารัฐบาลทหารพม่า (ที่แปลงร่างมาเป็นรัฐบาลพลเรือนในเวลานี้) ได้ส่งแก๊สธรรมชาติจากแหล่ง YADANA ที่อ่าวเมาะตะมะ (MATABAN) ในเขตทะเลอันดามันของพม่ามาขายให้ไทยในปริมาณเฉลี่ย 500 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน นับตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมาแล้ว ซึ่งทำให้รัฐบาลพม่าได้รับผลประโยชน์จากการขายแก๊สฯดังกล่าวให้กับไทยมากกว่า 8 หมื่นล้านบาทในปี 2010 และเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 93,820 ล้านบาทในปี 2011 ทั้งก็ยังมีแนวโน้มที่จะทะลุหลักแสนล้านบาทในปีนี้อีกด้วย เพราะว่าราคาแก๊สฯไม่เพียงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น หากแต่ความต้องการใช้แก๊สฯในประเทศไทยก็ยังมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นย่อมจะทำให้ไทยต้องนำเข้าแก๊สฯจากพม่ามากขึ้นด้วยนั่นเอง


กล่าวสำหรับการลงทุนในภาคพลังงาน น้ำมันและแก๊สธรรมชาติในพม่าจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ปรากฏว่ามีมูลค่ารวมกันมากถึง 32,690 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนเพื่อการสำรวจขุดค้น หาน้ำมันและแก๊สธรรมชาตินั้นถือเป็นภาคการลงทุนที่มีแนวโน้มจะแข่งขันกันอย่างดุเดือดมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากรายงานของ MOGE ของรัฐบาลพม่าเองก็ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าในปัจจุบันนี้ได้อนุมัติให้สัมปทานในการสำรวจขุดค้นหาน้ำมันและแก๊สธรรมชาติทั้งบนบก และในทะเลที่เป็นเขตน่านน้ำของพม่าไปแล้วมากกว่า 100 พื้นที่


โดยผู้ที่ได้รับสัมปทานนั้นก็มีทั้งบรรษัทจากจีน ฝรั่งเศส อินเดีย รัสเซีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ฮ่องกง และไทย ส่วนสหรัฐฯและอังกฤษนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ลงทุนโดยตรงก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วก็เข้าไปในฐานะผู้ร่วมลงทุนอยู่แล้ว ดังเช่นในกรณีของ Chevron Corporation ได้ร่วมลงทุนในสัด ส่วน 25.5% ในโครงการขุดค้นและท่อส่งแก๊สธรรมชาติจากแหล่ง YADANA ที่อ่าวเมาะตะมะในเขตทะเลอันดามันของพม่า มาขายให้ไทยในปริมาณเฉลี่ย 500 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน นับตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมาแล้ว ซึ่งทำให้พม่าได้รับผลประโยชน์จากการขายแก๊สฯให้กับไทยมากกว่า 8 หมื่นล้านบาทในปี 2010 และเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 9 หมื่นล้านบาทในปี 2011 นี้


แน่นอนว่าผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดนั้น ก็คงจะไม่มีใครเกินบรรษัทข้ามชาติของจีนอย่าง China National Petroleum Corporation (CNPC) และ China National Offshore Oil Corporation (CNOOC) ไปได้ แต่การที่รัฐบาลพม่าเชื่อว่าในเขตอธิปไตยของพม่าทั้งบนบกและในทะเลนั้นยังคงมีทรัพยากรน้ำมันและแก๊สฯอีกอย่างมหาศาลหรือมากกว่าที่สำรวจพบแล้วในเวลานี้นับร้อยเท่า จึงทำให้รัฐบาลพม่าต้องการที่จะดึงการลงทุนทั้งจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ตลอดจนอาเซียนด้วยกันให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้ โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างผลประโยชน์จากการส่งออกน้ำมันและแก๊สฯให้ได้ถึง 2 หมื่นล้านดอล ลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2020 นั่นเอง


ซึ่งด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใดที่บรรษัทข้ามชาติในธุรกิจด้านพลังงานทั้งหลายอย่างเช่น CHEVRON Corp. จากสหรัฐฯ TOTAL S.A. จากฝรั่งเศส PETRONAS จากมาเลเซีย DAEWOO จากเกาหลีใต้ ONGC จากอินเดีย DANFORD EQuities จากออสเตรเลีย SUN ITERA จากรัสเซีย และ PTT-EP จากไทยได้เตรียมแผนการที่จะขยายการลงทุนในพม่าเพิ่มมากขึ้นในเร็วๆนี้

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลพม่ายังได้ฝากความหวังในการพัฒนาทางเศรษฐกิจแห่งชาติไว้กับ Mega-Project อย่างโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ทวาย ที่จะต้องใช้เงินลงทุนมากถึง 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้ตกลงในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับรัฐบาลไทยตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมาแล้วอีกด้วย โดยถ้าหากว่า Mega-Project ที่ใหญ่กว่ามาบตาพุดของไทยถึง 7 เท่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จริงเมื่อใด ก็ไม่เพียงจะทำให้พม่ากลายเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อการค้าทางทะเลระหว่างเอเชีย-ยุโรปและแอฟริกาเท่านั้น หากยังจะทำให้พม่ากลายเป็นศูนย์กลางการค้าด้านพลังงานที่สำคัญของโลกอีกด้วย


ซึ่งด้วยผลประโยชน์อย่างมหาศาลเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกันที่รัฐบาลพม่าได้พยายามกระทำในทุกวิถีทางเพื่อทำให้นานาชาติเกิดความมั่นใจในแนวทางปฏิรูปไปสู่การเป็นประชาธิปไตยทางการเมืองในพม่าและก็ดูเหมือนว่าจะได้รับการตอบสนองจากนานาชาติเป็นอย่างดียิ่ง ดังจะเห็นได้จากการได้รับฉันทานุมัติจากประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกันให้เป็นเจ้าภาพซีเกมส์ในปี 2013 และเป็นประธาน เวียนของกลุ่มอาเซียนในปี 2014 และนั่นก็หมายความว่าผู้นำของประเทศคู่เจรจาทั้งหลายของอาเซียน อย่างสหรัฐฯและสหภาพยุโรปนั้นก็จะเดินทางไปกรุงเนปิดอว์ของพม่าด้วยนั่นเอง


โดยรายงานล่าสุดของกระทรวงแผนการและการพัฒนาเศรษฐกิจของพม่า ได้ระบุว่าการลงทุนของต่างประเทศในพม่ามีมูลค่าสะสมเกินกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมาโดยประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนในพม่ามากที่สุดและก็ได้แซงหน้าประเทศไทยไปอย่างไม่เห็นฝุ่นแล้วก็คือการลงทุนจากประเทศจีน


กล่าวคือในขณะที่การลงทุนของไทยในพม่ายังคงย่ำอยู่ที่มูลค่าสะสม 9,568 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น แต่สำหรับการลงทุนของจีนในพม่ากลับได้ทะยานไปถึงระดับ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้วในเวลานี้ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าบรรษัทข้ามชาติทั้งหลายจากจีนนั้นได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการลงทุนทั้งในภาคพลังงาน น้ำมันและแก๊สธรรมชาติในพม่ามากเป็นพิเศษ ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากโครงการวางแนวท่อส่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติจากท่าเรือน้ำลึกที่อ่าวเบงกอลในเขตน่านน้ำของพม่าที่มีจุดหมายปลายทางที่หยุนหนาน กวางสี และเสฉวนของจีนหรือที่เรียกว่า Sino-Burma Natural Gas and Oil Pipelines ที่มีมูลค่าก่อสร้างรวมกันมากถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนั่นเอง


โดยถึงแม้ว่าโครงการดังกล่าวนี้จะเป็นการร่วมลงทุนระหว่าง China National Petroleum Corporation (CNPC) กับ Myanmar Oil and Gas Enterprise (MOGE) ของรัฐบาลพม่าในสัดส่วน 50.9% ต่อ 49.1% ตามลำดับก็ตาม แต่สำหรับในส่วนของรัฐบาลพม่านั้นก็ให้ตีมูลค่าของพื้นที่และแก๊สธรรมชาติที่แหล่งสัมปทาน “ฉ่วย” ในอ่าวเบงกอลนั้นเป็นการร่วมทุนกับจีนและสำหรับส่วนต่างที่เกินกว่ามูลค่าของการร่วมทุนไปแล้วนั้นจึงจะเป็นผลประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายจะแบ่งกันตามสัดส่วนของการร่วมทุนดังกล่าว


อย่างไรก็ตาม สำหรับในส่วนของท่อส่งน้ำมันนั้น MOGE ของรัฐบาลพม่าจะได้รับส่วนแบ่งเฉพาะในส่วนที่เป็นน้ำมันดิบที่ขุดค้นได้จากแหล่งสัมปทานในพม่า ซึ่งประมาณการว่าจะมีปริมาณเฉลี่ยไม่เกินกว่า 180,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะว่าการวางแนวท่อส่งน้ำมันดังกล่าวนี้ ทางการจีนได้มุ่งเน้นที่จะใช้พม่าเป็นเพียงพื้นที่สำหรับการวางแนวท่อส่งน้ำมันเท่านั้น ในขณะที่น้ำมันดิบส่วนใหญ่ที่จะมีปริมาณเฉลี่ยมากถึง 12 ล้านตันต่อปีนั้น จีนจะนำมาจากตะวันออกกลางและแอฟริกาเป็นหลัก


เพราะฉะนั้น ผลประโยชน์ที่ MOGE ของรัฐบาลพม่าจะได้รับอย่างเป็นกอบเป็นกำนั้น จึงอยู่ที่การส่งแก๊สธรรมชาติจากพม่าไปจีนในปริมาณเฉลี่ยที่มากถึง 12,000 ล้านลูกบาศก์เมตรในแต่ละวันเป็นเวลา 30 ปีติดต่อกัน โดยเริ่มจากปี 2013 เป็นต้นไป ซึ่งมากกว่าปริมาณแก๊สธรรมชาติที่พม่าส่งขายให้ไทยในแต่ละวันถึง 24 เท่าเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไม?มูลค่าการลงทุนของจีนในพม่าถึงแซงหน้าไทยไปได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้


แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลพม่าจะยอมตกเป็นเบี้ยล่างของจีนแต่อย่างใด เพราะการที่รัฐ บาลทหารพม่าได้แสดงท่าทีโอนอ่อนผ่อนตามกระแสเสียงจากภายนอกมากขึ้น โดยนับจากการจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปลายปี 2010 ต่อด้วยการจัดตั้งรัฐบาลพลเรือน (ทหารแปลงร่าง) ในต้นปี 2011 นี้ และล่าสุดก็ยังยอมรับการจดทะเบียนของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ซึ่งถือเป็น การเปิดทางให้ นางอองซาน ซูจี สามารถลงสมัครแข่งขันในการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาแห่งชาติที่จะมีขึ้นภายในเดือนเมษายน 2012 รวมถึงให้การต้อนรับ นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เดินทางไปเยือนพม่าเป็นคนแรกในรอบกึ่งศตวรรษด้วยแล้ว ย่อมนับเป็นสัญญาณที่จะส่งผลดีอย่างยิ่งต่อการหลั่งไหลเข้าไปในพม่าของบรรษัทข้ามชาติทั้งหลายในระยะต่อไปนี้


ครั้นเมื่อแนวโน้มของการลงทุนจากต่างประเทศที่จะเข้าไปในพม่ามากขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ แน่นอนว่าในด้านหนึ่งก็ย่อมจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวพม่าให้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้นก็หมายถึงการที่ไทยจะต้องขาดดุลการค้าต่อพม่ามากขึ้นจากการนำเข้าแก๊สฯและทรัพยากรอื่นๆจากพม่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย ส่วนที่จะต่างไปจากช่วงที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง ก็คือความยากลำบากจากการที่ไทยจะต้องแข่งขันกับบรรษัทข้ามชาติทั้งหลายของประเทศมหาอำนาจที่กำลังหลั่งไหลเข้าไปในพม่าอย่างไม่ขาดสายในเวลานี้ ซึ่งนั่นก็หมายถึงโอกาสที่จะคับแคบลงสำหรับทุนไทยในพม่าด้วยเช่นกัน!!!


ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net