วันที่ เสาร์ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรียนเพื่อเป็นเชฟมืออาชีพ.....ต้องจ่ายแพงแค่ไหน?.


  หวัดดีคับ ...เพื่อนๆชาวบล็อคทุกท่าน  หลังจากที่ได้โพสบล็อคของผมครั้งแรกก็มีคอมเมนต์ต่างๆ ที่ให้กำลังใจและแนะนำแถมยังมีผู้รอติดตามอ่านอีก ก็ต้องขอบคุณทุกท่านทุกคอมเมนต์หรือแม้แต่ผู้ที่แวะเวียนเข้ามาอ่านนะครับ  วันนี้จะขอตั้งหัวข้อที่เป็นประสบการณ์ของตัวเองมาแนะนำ ผู้ที่สนใจในอาชีพเชฟ หรือที่เรียกกันว่า กุ๊ก ในสมัยก่อนมาบอกเล่ากัน เพราะผมเองก็เวียนว่ายอยู่ในวงการนี้มาพอสมควร อาจจะไม่ถึงกับว่าเก๋าส์มากกว่าคนอื่นที่อาจมีประสบการณ์มากกว่าผม เพียงแต่อยากจะเผยแพร่แนะนำสำหรับผู้ที่สนใจจะประกอบอาชีพนี้นะครับ

           ผมเริ่มต้นอาชีพนี้ด้วยความชอบส่วนตัว ด้วยนิสัยชอบชิม ชอบลอง ชอบทำ  ประกอบกับครอบครัวผมเองชอบทัวร์ไปทานอาหารตามที่ต่างๆ ทั้งที่คนอื่นแนะนำและแนะนำคนอื่น คนที่ถือว่าเป็นนักชิมเอกของตระกูลผม ต้องยกให้พี่สะใภ้คนเก่งของผม ที่พี่แกชอบขับรถท่องเที่ยวชิมอาหารไปเกือบทุกจังหวัดของเมืองไทย เพียงแต่ยังไม่มีเวลาเขียนไกด์บุ๊คเท่านั้นเอง  ผมจบด้านการโรงแรมและการท่องเที่ยว ซึ่งเมื่อ 17 ปีก่อน ยังไม่ป๊อบขนาดนี้ เพื่อนๆร่วมรุ่นก็จะทำงานกันด้านทัวร์หรือไม่ก็ต้อนรับ มีแต่ผมคนเดียวที่หันหลังเข้าครัว เวลาฝึกงานก็เลือกฝึกในครัวเบเกอรี่ ผมต้องขอบคุณสถาบันที่ผมจบมาจริงๆนะคับ ที่ทำให้ผมได้ค้นพบตัวเอง ทำให้ผมได้ทำงานที่ผมรัก บางคนเรียนจนจบป.ตรี แต่ยังไม่ค้นพบตัวเอง ทำงานไปก็รู้สึกฝืนไม่เป็นตัวเอง ใครที่อ่านแล้วรู้สึกอย่างนี้ ลองทบทวนตัวเองให้ดีนะครับ บางทีความสุขในการทำงานมันอาจไม่ได้อยู่แค่ค่าตอบแทนที่คุณได้รับ แต่มันจะเป็นความอิ่มอกอิ่มใจที่ได้ทำงานที่เรารักมากกว่านะครับ

        หลังจากที่ผมจบการศึกษาด้านการโรงแรมแล้ว ตามประสาคนไฟแรงอยากทำงานอย่างที่ตัวเองเรียนมา แต่ก้อไม่มีโอกาส เพราะว่าที่บ้านผมไม่อยากให้ผมไปเป็นลูกจ้างใคร ด้วยคุณพ่อคุณแม่ท่านซาบซึ้งถึงการเป็นลูกจ้างเป็นอย่างดี ประกอบกับอยากให้ลูกชายสุดที่รักอยู่ใกล้ๆ ท่านก็เลยถามความต้องการของผมว่าผมอยากทำอะไร ถ้าไม่เป็นลูกจ้างคนอื่น ผมตอบอย่างไม่ลังเลว่า ผมอยากเปิดร้านอาหาร  ซึ่งพ่อแม่ผมก็ช่างดีเหมือนรายการฝันที่เป็นจริงเลยครับ ผมเปิดร้านอาหารเมื่ออายุ 22 ปี ไม่มีประสบการณ์ มีแค่ประสบการณ์ที่ฝึกงานมา ก็ไม่ใช่งานทำอาหารแต่เป็นครัวเบเกอรี่ แต่เมื่อเปิดร้านมาแล้วก็ต้องพากันให้รอด โดยมีคุณแม่เป็นแบ็คอัพที่สำคัญ ฝ่าฟันอุปสรรคนานา จนเริ่มเป็นที่รู้จักของเมืองหาดใหญ่ อยากจะบอกว่า การเป็นเจ้าของร้านอาหาร มันแสนสาหัสกว่าเป็นลูกจ้างคนอื่นเสียอีกครับ ผมต้องทำให้เป็นทุกอย่าง ตั้งแต่ ทำอาหาร ซึ่งก็พอเป็นอยู่บ้างแล้ว แต่ต้องหัดทำหัดประดิษฐ์อาหารใหม่ๆอีก แล้วยังต้องเรียนรู้จากบรรดาแม่ครัวที่มาเป็นลูกจ้างของผม ไปซื้อกับข้าว ทำบัญชี ทำเครื่องดื่มได้ ต้อนรับลูกค้า เสริฟและรับออร์เดอร์ แนะนำอาหารแก่ลูกค้า รวมถึงการปกครองลูกจ้าง แก้ปัญหากับลูกค้า  ทุกๆอย่างที่ผ่านมาตลอดสิบปีทีทำอาชีพนี้มา ได้ให้ประสบการณ์และความแกร่งกับผมอย่างมาก  ผมเปิดร้านอาหารเมื่อปี 35 แล้วมาเลิกเมื่อปี 46 เหตุที่เลิกเพราะว่า เหนื่อยมากๆ 10 ปีเต็มที่ผ่านมาทั้งจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดในธุรกิจนี้มา ผมถามตัวเองว่า เลิกแล้วจะไปทำไรต่อ....เออนั่นสินะ  ถ้าเลิกแล้วไปขายประกัน หรือ ค้าขายอย่างอื่นได้ก็คงไม่มาเขียนบทความนี้แล้วอ่ะครับ เพราะว่า อาหารมันเข้าไปอยู่ในเส้นเลือดแล้วน่ะสิครับ ถึงได้ไปเรียนต่อ ไปเรียนเป็นเชฟเบเกอรี่ครับ

                             

             ที่ๆผมไปเรียน มีชื่อว่า Le Cordon Bleu Institute of Culinary  เป็นโรงเรียนเชฟของฝรั่งเศส ก่อตั้งมาร่วมร้อยปีแล้ว สำนักงานใหญ่อยู่ที่ ปารีส ฝรั่งเศส แต่ผมไม่ได้ไปเรียนถึงฝรั่งเศสหรอกครับ สถาบันนี้มีสาขาหลายแห่ง ทั้งที่ ลอนดอน โตเกียว ลิมา เบรุต ซิดนีย์ ฯลฯ และที่ซิดนีย์ออสเตรเลียนี่แหละครับที่ผมไป 

            บางคนคงได้ยินมาบ้างว่าโรงเรียนนี้ มีไฮโซคนไทยไปร่ำไปเรียนจบกันมาหลายคน หลายท่านที่จบมาบ้างก็เปิดร้านอาหาร หรือ เบเกอรี่กันมากมาย บ้างก็เรียนประดับความรู้กันเฉยๆ แต่จริงๆแล้วที่นี่สอนนักเรียนเพื่อให้เป็นเชฟอาชีพ ในหลักสูตรที่เขาสอนก้อจะเน้นในการประกอบอาชีพในอุตสาหกรรมโรงแรมหรือ ภัตตาคาร มากกว่าจะสอนแม่บ้านทำกับข้าวนะครับ ฉนั้นที่นี่นักเรียนทุกคนจึงต้องคิดต้องทำอย่างมืออาชีพ  ผมไม่แปลกใจเลยที่ในเวลาพัก เพื่อนๆร่วมสถาบันจะมานั่งคุยกันแต่เรื่องอาหารการกิน เทคนิคการทำอาหาร สารพัดเรื่องที่คุยไม่พ้นจากโต๊ะอาหารเลยจริงๆ  

โดย Sydneychocolatier

 

กลับไปที่ www.oknation.net