วันที่ เสาร์ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรียนเพื่อเป็นเชฟอาชีพ( 2 )


   มาต่อกันนะครับ ที่ผมเขียนแยก เพราะว่ากลัวจะโพสไม่ติด เดี๋ยวจะเสียเวลาเขียนใหม่หมดน่ะครับ ที่ Le Cordon Bleu จะแยกสอนสองประเภทคือ อาหารฝรั่งเศส และ เบเกอรี่หรือเรียกแบบฝรั่งเศสให้เก๋ๆ ว่า พาติซซีรี Patisserie ทั้งสองประเภทแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ Basic, Intermediat และ Superior ซึ่งเป็นขั้นสูงสุด ท่านสามารถเลือกเรียนได้โดยไม่จำเป็นว่าต้องเรียนทั้งสามระดับ แต่ต้องเริ่มต้นที่ Basic ก่อนห้ามกระโดดไปเรียนขั้นสองขั้นสามโดยไม่ผ่านขั้นแรกก่อนไม่ได้ ไม่ว่าจะแน่มาจากไหน เคยทำงานเป็นเชฟมาก่อนก็เหอะ ต้องเริ่มปรับพื้นฐานให้เหมือนกันหมดก่อน

       ในภาพคนที่ใส่หมวกทรงสูงคือเชฟผู้สอน จะบรรยายวิธีทำหน้าห้อง ก่อนที่จะให้บรรดานักเรียนแยกย้ายกันไปทำของใครของมัน แล้วผู้สอนจะตามไปแนะนำอีกครั้ง

         และเมื่อนักเรียนเรียนจบหนึ่งระดับ ( มีสอบด้วยนะ อย่าคิดว่าผ่านง่ายๆ อิอิ) เค้าจะแจกประกาศนียบัตรให้ครั้งนึง แล้วก็มีงานค็อกเทลปาร์ตี้ให้ด้วย ใครที่เรียนสามคอร์สก็จะได้กินค็อกเทลปาร์ตี้ สามครั้ง คุ้มอยู่ล่ะครับ เพราะว่า บรรดาอาจารย์จะออกมาโชว์ฝีมือทำอาหารอร่อยๆให้ลูกศิษย์ได้ทานกัน พร้อมทั้งเครื่องดื่ม เบียร์ ไวน์ แชมเปญ ผมยังจำงานค็อกเทลปาร์ตี้ครั้งแรกที่ผมรับประกาศฯใบแรกได้ดี เมาอย่างเละ เนื่องจากประมาทไวน์ขาวออสเตรเลียมากไปหน่อย เลยเพลิดเพลินเป็นพิเศษจนแทบกลับบ้านไม่ได้ อิอิ   ออกนอกเรื่องอีกแหละ.... เอ้อ แล้วถ้านักเรียนเรียนจบทั้งสามระดับ จะมีการมอบประกาศนียบัตรที่เรียกว่า Chef Diploma เฉพาะด้านให้อีกใบซึ่งจะใหญ่เป็นพิเศษ สามารถเอามาติดฝาบ้านได้อย่างภาคภูมิใจทีเดียว แต่ยังก่อน หากใครซึ่งสามารถจริงๆ เรียนทั้งอาหารฝรั่งเศส และเบเกอรี่ จบทั้งสามระดับ ( รวมหกคอร์สซึ่งต้องสามารถจริงๆ เพราะค่าเรียนทั้งหมดหกคอร์ส สามารถซื้อรถโตโยต้าแคมรี่ได้อย่างสบายๆ ) ทางสถาบันจะมอบซูเปอร์ประกาศนียบัตรใบใหญ่ยักษ์ให้อีกหนึ่งใบ เรียกว่า Grand Diploma ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าต้องใหญ่กว่า Chef Diploma แหงๆ

        หันมาดูที่ค่าเรียนสิครับ ว่าเท่าไหร่ สำหรับใบเบิกทางในอาชีพเชฟ สนนราคาสำหรับอาหารฝรั่งเศสนั้น คอร์สแรกอยู่ที่ประมาณ 7000 เหรียญออสเตรเลีย ( เอา 28 คูณสิครับแล้วจะรู้) ก็หลายสิบหมื่นอยู่นา ค่าเรียนเบเกอรี่นั้นจะถูกกว่าหน่อยนึงประมาณ 6000 เหรียญ ทั้งสามระดับราคาจะไล่เลี่ยกัน แต่จะแพงที่คอร์ส Superior ในส่วนของอาหารฝรั่งเศสนั้น 9000 เหรียญ เบเกอรี่ ก็ 8500 เหรียญ ค่าเรียนนี่ยังไม่รวมอุปกรณ์เครื่องมือส่วนตัวของนักเรียน ยูนิฟอร์ม ที่ตัองซื้อครั้งแรกอีกคนละประมาณ 1500 เหรียญ แล้วยังต้องซื้อเพิ่มเติมอีก หากจำเป็น ( นักเรียนคนไหนบ้าพลัง ใช้ของดี ของแพง ก็ต้องจ่ายแพงกว่าอยู่แล้วอ่ะครับ)

                               งานช็อคโกแลตของผมเองครับ บทเรียนที่ต้องใช้ไอเดียส่วนตัว

 

                  แต่ต้องยอมรับว่า ค่าเรียนแพงก็ย่อมได้ของดี วิชาดีมาแน่นอนครับ อุปกรณ์และเครื่องไม้เครื่องมือที่สถาบันให้นักศึกษาใช้นั้น ไม่ด้อยไปกว่าของโรงแรมห้าดาวเลย วัตถุดิบที่ใช้ล้วนแต่ชั้นยอด เกรดเอ ช็อคโกแลตให้ใช้ทำกันอย่างไม่อั้น ( ใช้ของยี่ห้อ Varohna จากฝรั่งเศส สุดยอดจริงๆ กิโลละ 500 กว่าบาท ) ผลไม้เมืองหนาวอย่างสตรอเบอรี่นี่ถือว่าเด็กๆ ราสเบอรี่ใส่กันตู๊ม ตู้ม ไม่เห็นเค้าว่าอะไร ทั้งนี้ทั้งนั้นผมว่าวิชาที่เรียนนั้นจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อนักศึกษาต้องสนใจและเอาใจใส่จริงๆ เมื่อกลับไปแล้วต้องหาโอกาสทบทวนฝึกหัดครับ จึงจะเกิดผล ไม่มีสถาบันไหนหรอกครับที่สอนแล้วเป็นเชฟได้เลย ทุกอย่างต้องฝึกฝนและต้องเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นดีที่สุดครับ

             สำหรับผมนั้นการได้ไปเรียนที่ Le Cordon Bleu ถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตมีค่ามาก ทั้งการได้ไปใช้ชีวิตในต่างแดน ได้พบปะเพื่อนต่างชาติ และสังคมเชฟมืออาชีพ ก่อนไปเรียนบางสิ่งบางอย่างที่ผมรู้มาจากการฝึกฝนด้วยตัวเอง พอไปเรียนแล้วก็เพิ่งรู้ว่าที่เราทำไปนั้นไม่ถูกขั้นตอน บางเรื่องเหมือนเส้นผมบังภูเขา หรือ อุปมาดั่งตาบอดคลำช้าง พอเรียนแล้วก็กระจ่าง อ้อลืมบอกไปว่าก่อนที่จะเรียนเชฟ ก็ต้องกวดภาษากันหน่อยเพราะเรื้อไปนาน เบาะๆก็ติวไปสามเดือนแสนกว่าบาท ดีที่ยังไม่คืนอาจารย์ไปหมด ไม่งั้นคงต้องเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มจนหงอกแน่ ถ้าความรู้ภาษาอังกฤษไม่ดี คุณก็เรียนไม่รู้เรื่อง ทั้งหมดที่กล่าวมาบางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องของการลงทุน แน่นอนครับ ถ้าเป็นการลงทุนก็ต้องเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าถ้าได้นำกลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์ แต่ถ้าไปเรียน Le Cordon Bleu แล้วกลับมาเปิดร้านส้มตำ ผมว่าคงจะเหมือนขี่ช้างจับตั้กแตนซะมากกว่า

            เพื่อนๆชาวบล็อกอ่านแล้ว อาจจะคิดว่าค่าใช้จ่ายแสนแพง จะเป็นเชฟทั้งทีทำไมจ่ายเยอะอย่างนี้ แล้วถ้าไม่เรียนเมืองนอก เมืองไทยจะมีมั้ย ก็ขอตอบว่ามีครับ แนะนำกันเลยว่า ตอนนี้ Le Cordon Bleu ได้มาเปิดสอนที่เมืองไทยแล้ว โดยร่วมกับวิทยาลัยดุสิตธานี ที่ข้างๆซีคอนสแควร์นั่นแหละครับ เดือนสิงหาคมนี้จะเป็นคอร์สแรกที่เปิดสอนในเมืองไทย แว่วๆมาว่าหลักสูตรเดียวกับที่ผมไปเรียนมาซะด้วย ทั้งอาหารฝรั่งเศสและเบเกอรี่ ราคานั้นไม่แพงอย่างที่ออสเตรเลียหรอกครับ อีกทั้งไม่ต้องเสียค่าเดินทางกินอยู่อย่างกับไปเมืองนอก แต่ก็ติดแสนเหมือนกันนะ??? คาดว่าคอร์สแรกในเมืองไทย คงจะมีไฮโซเรียนกันคึกคัก  อ้าว...แล้วถ้าคุณไม่ใช่ไฮโซล่ะ อยากเรียนงี้อ่ะ ก็มีที่ย่อมเยากว่านี้ ก็ที่วิทยาลัยดุสิตธานีอีกนั่นแหละครับ มีทั้งคอร์สระยะสั้นและคอร์สระดับปริญญาตรีด้านบริหารครัวและภัตตาคาร อาจจะออกวิชาการไปบ้าง แต่จัดได้ว่าเป็นสถาบันที่สอนให้เป็นเชฟที่ใกล้เคียงกับของเมืองนอกมากที่สุดแห่งนึง ค่าเรียนก็ลดลงมาหน่อย แต่ก็จัดว่าสูง หากจะกู้ กยศ มาเรียนคงจ่ายคืนกันหงอกกิน  นอกจากนี้ยังต้องมีค่าอุปกรณ์ส่วนตัวอีกเช่นกัน ( ของใครของมันครับ ถ้าไม่อยากต้องรอคิวใช้มีดกันต้องซื้อมาใช้เองสิครับ ) อีกแห่งคือ OHAP ของโรงแรมโอเรียนเต็ล ซึ่งรับประกันคุณภาพเช่นกัน นอกนั้นคงจะต้องเรียนสายคหกรรม ซึ่งอาจจะไม่ตรงสายนั้นเพราะเรียนคหกรรมนั้น จะครอบจักรวาลไปทั้งหมดทั้งอาหารคาวหวาน เสื้อผ้า ถักทอ ( จบแล้วไม่รู้จะทำไรเพราะเรียนไม่ลึกซักอย่าง )  ถ้าจะให้ใกล้สายเชฟมาอีกนึดก็เรียนการโรงแรมฯ สถาบันไหนก็ได้ครับ แล้วเวลาเลือกฝึกงานก็ลงฝึกครัวมันซะ จะเอาครัวไหนก็ได้เอามันซํกครัว จะครัวร้อน ครัวเย็น เบเกอรี่ ทำอาหารไทย จีน ฝรั่ง ก็เอามันซักอย่าง เชื่อผมเถอะครับไม่มีอะไรดีไปกว่าประสบการณ์จริงที่เราได้รับจากการทำงาน ขอให้เราตั้งใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ เปิดใจให้กว้าง อดทน ฝึกฝนตนเองเสมอ ความฝันที่จะเป็นเชฟมือทองคงไม่ไกล

                  หวังว่าบทความนี้คงจะได้เป็นแรงบันดาลใจ หรือจุดประกายให้ใครที่สนใจทางด้านนี้ได้ลองค้นคว้าเป็นข้อมูลได้นะครับ  บทความของผมต่อๆไป คงจะมาเล่าเรื่องสนุกๆ เกี่ยวกับการบริการลูกค้า ปะทะลูกจ้าง ในชิวิตธุรกิจอาหารของผมมาให้ฟัง หรืออาจจะเป็นเรื่องการทำงานในร้านอาหารไทยในซิดนีย์กัน ผสมกับเกร็ดความรู้เรื่องขนมนมเนยและอาหารบอก ยังงัยก็คอยติดตามนะครับผม  

โดย Sydneychocolatier

 

กลับไปที่ www.oknation.net