วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทุนเวียดฯผงาดในลาว-รถไฟจีนยังไม่คืบ


 

กระทรวงแผนการและการลงทุนของลาว ได้เสนอรายงานในโอกาสการเดินทางมาเยือนลาวอย่างเป็นทางการของ เจือง เติ่น ซาง ประธานาธิบดีเวียดนาม ในระหว่างวันที่ 9-11 กุมภาพันธ์นี้ว่านับตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน มีบรรดาบริษัทจากเวียดนามได้พากันหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในลาวแล้วจำนวนมากถึง 432 โครงการและคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 5,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว


โดยการลงทุนของบรรดาบริษัทจากเวียดนามในลาวดังกล่าวนี้ได้เน้นหนักทั้งในด้านการขุดค้นแร่ธาตุ ด้านพลังงานไฟฟ้า ด้านการบริการ และด้านกสิกรรม-ป่าไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพลังงานไฟฟ้านั้นก็ปรากฏว่ามีบริษัทจากเวียดนาม 7 รายที่ได้ลงทุนก่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าจำนวน 15 โครง การ ด้วยเป้าหมายที่จะส่งกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้กลับไปที่เวียดนามไม่น้อยกว่า 3,357 เมกกะวัตต์ นับจากปี 2015 เป็นต้นไป


การลงทุนของเวียดนามในการก่อสร้างเขื่อนในลาวดังกล่าวนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เวียดนามมีมูลค่าลงทุนสะสมในลาวแซงหน้าประเทศไทยขึ้นมาเป็นอันดับที่ 2 หรือเป็นรองเพียงจีนประเทศเดียวเท่านั้นในปัจจุบันนี้


โดยสำหรับเขตที่ภาคธุรกิจของเวียดนามได้ลงทุนมากที่สุดในลาวนั้นคือเขตนครเวียงจันทน์ ซึ่งคิดเป็น 52% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมดของเวียดนามในลาว ส่วนเขตแขวงชายแดนที่ภาคธุรกิจเวียดนามได้เข้ามาลงทุนมากที่สุด ก็คือแขวงเซกองติดตามด้วยแขวงจำปาสักและอัตตะปือตามลำดับ แต่เขตที่ยังไม่มีการลงทุนของเวียดนามเลยนั้นก็มีเพียงแขวงบ่อแก้วเท่านั้น แต่ทางการลาวก็เชื่อมั่นว่าภาคธุรกิจของเวียดนามจะขยายการลงทุนไปในทุกเขตแขวงทั่วประเทศลาวในเร็วๆนี้


ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าทางการของทั้งสองประเทศได้เปิดกว้างการร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันนับจากปี 1993 และได้มีการตกลงในสัญญาว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างกันนับตั้งแต่ปี 1996 เป็นต้นมาแล้ว โดยในปัจจุบัน ทางการของทั้งสองฝ่ายก็กำลังร่วมกันพิจารณาปรับปรุงสัญญาฯดังกล่าวนี้ให้มีความทันสมัยอีกด้วย ดังที่ สมดี ดวงดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแผนการและการลงทุน ได้แถลงชี้แจงว่า “...เพื่อตอบสนองการส่งเสริมการลงทุนในสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจ-สังคมอันใหม่นี้ สองประเทศพวกเรากำลังดำเนินการทบทวนสัญญาฉบับดังกล่าวร่วมกัน และคาดว่าจะให้สำเร็จในปีนี้ พร้อมเดียวกันนั้น สองฝ่ายได้เอาใจใส่กำหนดทิศละเอียด และสร้างเงื่อนไขอำนวยความสะดวกให้แก่บรรดาหน่วยธุรกิจของทุกภาคส่วนเศรษฐกิจของแต่ละฝ่าย เพื่อให้เข้าไปลงทุนในประเทศของกันและกันให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง...”


โดยภายใต้สัญญาว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนดังกล่าวนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันว่าจะส่งเสริมให้มีการพัวพันทางเศรษฐกิจหลายรูปแบบ ที่มีการอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจการค้า การลงทุน และการพัฒนาการเชื่อมต่อด้านคมนาคม-ขนส่งอย่างครบวงจรเพื่อเชื่อมโยงกันตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้ให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม


สำหรับในโอกาสการเดินทางมาเยือนลาวอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีเวียดนามในครั้งล่าสุดนี้ ทางการของทั้งสองฝ่ายยังได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการร่วมมือสร้างบุคลากรลาวในเวียดนาม แผนการร่วมมือประจำปี 2012 สัญญากู้ยืมเงินจากธนาคารหุ้นส่วนอุตสาหกรรมและการค้าของเวียด นาม สัญญาขุดค้นแร่ธาตุในแขวงคำม่วน และการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ในแขวงอัตตะปือในเขตภาคใต้ของลาวอีกด้วย


ซึ่งเมื่อประกอบกับการที่ลาวและเวียดนามมีความสัมพันธ์แบบพิเศษระหว่างกันนับตั้งแต่ปี 1977 เป็น ต้นมาแล้วนั้นก็นับเป็นความได้เปรียบที่เวียดนามมีอยู่เหนือประเทศอื่นๆในลาว โดยในที่นี้ก็รวมถึงจีนด้วย แต่ถึงกระนั้นทางการลาวก็ได้พยายามดำเนินมาตรการถ่วงดุลผลประโยชน์ระหว่างเวียดนามกับ จีน (รวมถึงไทยด้วย) ในลาวอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากการตกลงเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอย่างรอบด้านร่วมกับจีนในช่วง 5 ปีมานี้ และด้วยการเป็นหุ้นส่วนดังกล่าวนี้ก็นับเป็นที่ มาของโครงการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมต่อจากนครคุนหมิงมาที่นครเวียงจันทน์นั่นเอง


ทางการลาวเชื่อมั่นว่าจะได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาลจากโครงการดังกล่าวนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมสะหวาด เล้งสะหวัด รองนายกรัฐมนตรี ผู้ชี้นำนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลลาวนั้น ถึงกับได้แถลงยืนยันว่าโครงการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมต่อระหว่างลาวกับจีนจะส่งผลดีต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของลาวในระยะยาว


ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าการเชื่อมต่อทางรถไฟความเร็วสูงกับจีนดังกล่าวนี้ไม่เพียงจะเป็นการตอบสนองต่อแผนการพัฒนาให้ลาวไปเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อทางด้านคมนาคม-ขนส่งในเขตลุ่มแม่น้ำโขงเท่านั้น หากยังจะทำให้ลาวเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีระบบรถไฟความเร็วสูงอีกด้วย ดังที่ สมสะหวาด ได้กล่าวว่า


“โครงการสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อลาว-จีนนี่เป็นเส้นทางที่มีความหมายประวัติศาสตร์อันจะนำเอาผลประโยชน์มาสู่ประเทศเราอย่างมหาศาล พร้อมกันนั้น กะเป็นการเฮ็ดให้ประเทศลาวเป็นใจกลางของการเชื่อมต่อกับบรรดาประเทศในอนุภาคพื้นให้ปรากฏเป็นจริง ด้านหนึ่งอีก กะเป็นการยกสูงบทบาทอิทธิพลของประเทศเรา เพราะว่าประเทศเราจะเป็นประเทศตำอิดอยู่ในเอเชียอาคเนย์ที่มีรถไฟความไวสูงตามมาตรฐานสากล”


โดยทางการลาวและจีนได้ตกลงในบทบันทึกความเข้าใจร่วมกันไว้ว่าจะร่วมกันก่อตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบในการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อจากจีนมายังลาว โดยที่รัฐบาลลาวจะถือหุ้นลงทุนในสัดส่วน 30% ในขณะที่ทางการจีนนั้นก็จะถือหุ้นในสัดส่วน 70% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด


แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากว่าการก่อสร้างทางรถไฟส่วนใหญ่ในลาวนั้น จะต้องผ่านเขตภูเขาสูง จึงทำ ให้ต้องมีการเจาะอุโมงก์คิดเป็นระยะทางรวมถึง 190 กิโลเมตรและยังจะต้องก่อสร้างสะพานอีกหลายแห่งที่มีความยาวรวมกันถึง 90 กิโลเมตรด้วยนั้น ซึ่งคาดว่าการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเฉพาะที่อยู่ในเขตลาวนี้จะต้องใช้เงินลงทุนมากถึง 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กล่าวคือทางการลาวจะต้องร่วมลงทุนด้วยคิดเป็นมูลค่าถึง 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเชื่อว่าทางการลาวนั้นจะได้มาจากการกู้ยืมจากทางการจีน และการตีราคาจากที่ดินในลาวที่จะนำมาใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างทางรถไฟและสถานีรถไฟในตลอดเส้นทางนั่นเอง


ทั้งนี้โดยการก่อสร้างทางรถไฟเฉพาะในเขตลาวนั้นจะมีระยะทางยาวกว่า 420 กิโลเมตร โดยเริ่มจากชายแดนระหว่างลาวกับจีนที่ด่านบ่อเต็นในแขวงหลวงน้ำทาเรื่อยลงมาจนถึงนครเวียงจันทน์ ซึ่งตามแผนการที่วางไว้นั้นจะมีการก่อสร้างสถานีใหญ่ 5 แห่งคือที่ด่านบ่อเต็น อุดมไซ หลวงพระบาง วังเวียง และนครเวียงจันทน์ นอกจากนั้น ก็ยังจะมีสถานีย่อยอีก 16 แห่งที่อยู่ระหว่างสถานีใหญ่ทั้ง 5 แห่งดังกล่าวอีกด้วย

โดยล่าสุด ก็มีรายงานว่าทางการจีนได้เริ่มลงมือก่อสร้างทางรถไฟตามโครงการเชื่อมต่อทางรถไฟกับลาวนับตั้งแต่ปลายปี 2010 เป็นต้นมาแล้ว โดยเป็นการเริ่มก่อสร้างจากเขตสิบสองปันนาในมณฑลยูนนานเพื่อที่จะต่อมายังชายแดนลาวที่ด่านบ่อเต็นในระยะต่อไป


แต่สำหรับการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงในเขตประเทศลาวนั้นก็ยังไม่เริ่มลงมือก่อสร้างแต่อย่างใด เนื่องจากว่าทางการลาวและจีนนั้นยังไม่สามารถตกลงเกี่ยวกับการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับการตีราคาค่าที่ดินที่ทางการลาวจะจัดสรรให้กับโครงการนั้นยังมีการเจรจาต่อรองกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้


นอกจากนี้ก็มีรายงานด้วยว่าทางการจีนต้องการที่จะได้ที่ดินที่มีหน้ากว้างถึง 2 กิโลเมตรในตลอดเส้นทางที่มีระยะทางยาวกว่า 420 กิโลเมตรดังกล่าว ซึ่งหมายความว่าทางการลาวจะต้องจัดสรรที่ดินให้กับโครงการคิดเป็นเนื้อที่รวมที่กว้างกว่า 840 ตารางกิโลเมตรนั่นเอง ในขณะที่ทางการลาวนั้นเห็นว่า ที่ดินที่มีหน้ากว้าง 800 เมตรในตลอดเส้นทางนั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้จนถึงเวลานี้ แต่ด้วยการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ฯ ก็เชื่อว่าทางการลาวและจีนจะสามารถตกลงกันได้ในเร็วๆนี้อย่างแน่นอน!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net