วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สำคัญที่เจตนา


 สำคัญที่เจตนา

บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน

ถ้าคุณสามารถรู้ถึงเจตนาที่แตกต่างกันของคนสองคนที่มีลักษณะหรือการกระทำภายนอกเหมือนกัน คุณจะพิจารณาและตัดสินคนทั้งสองอย่างไร?

ครั้งหนึ่ง ในช่วงปลายชีวิตของท่านนบีมุฮัมมัด ท่านรู้ว่าอาณาจักรโรมันไบแซนตินกำลังเตรียมทัพใหญ่ที่จะบุกเข้ามาในแผ่นดินตอนเหนือของอาหรับ ท่านจึงรีบระดมทัพใหญ่เพื่อไปต่อต้านศัตรูก่อนที่จะเข้ามารุกราน

ในการระดมทัพครั้งนั้น มุสลิมส่วนใหญ่เข้าร่วมกองทัพด้วยความเต็มใจเพราะถือว่าคำสั่งของนบีมุฮัมมัดคือคำบัญชาที่พวกเขาต้องปฏิบัติ แต่มีบางคนไม่สามารถเข้าร่วมทัพได้เพราะเหตุผลบางอย่างซึ่งในจำนวนนี้มีคนป่วยรวมอยู่ด้วยและป่วยจริงๆ มิใช่แกล้งป่วย

แต่ในบรรดาผู้ป่วยนั้น คนหนึ่งรู้สึกเสียใจที่พลาดโอกาสเดินทัพไปทำหน้าที่ป้องกันดินแดนและไม่มีโอกาสได้พลีชีพในสนามรบซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของตน ส่วนอีกคนหนึ่งป่วยเหมือนกัน แต่ดีใจที่ตัวเองไม่ต้องออกเดินทัพให้ลำบากและอาจทำให้ตัวเองบาดเจ็บหรือตาย

สองคนนี้ป่วยเหมือนกันก็จริงหากตัดสินทางภายนอก แต่ภายในจิตใจของคนทั้งสองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ศาลทหารไม่สามารถเอาผิดคนป่วยที่ไม่อยากร่วมทัพได้ แต่ก็ไม่มีสถาบันใดมอบรางวัลแก่คนป่วยที่อยากจะพลีชีพเพื่อปกป้องบ้านเมือง

แต่ในระหว่างการเดินทัพในสภาพอากาศที่ร้อนระอุกลางทะเลทรายฤดูร้อน ท่านนบีมุฮัมมัดได้เปรยกับสาวกของท่านว่า “มีพวกเราบางคนร่วมทัพมากับพวกท่านด้วย แต่ตัวเขาไม่ได้มาและก็มิได้ให้อะไรมาด้วย แต่พวกเขาก็อยู่กับพวกท่านในภารกิจนี้เช่นกัน”

สาวกจึงถามด้วยความสงสัยว่า “เป็นไปได้อย่างไร?” ท่านตอบว่า “พวกเขามาไม่ได้เพราะเหตุผลบางอย่าง แต่พวกเขาอยู่กับพวกเราเพราะเจตนาดี”

คำพูดดังกล่าวของท่านนบีมุฮัมมัดหมายความว่า ถึงแม้คนป่วยไม่อาจร่วมทัพมากับท่านได้ แต่ในใจของคนป่วยผู้นั้นมีเจตนาที่จะมา เจตนาของคนป่วยผู้นั้นจึงทำให้เขาได้รับผลบุญในการร่วมทัพมาทำหน้าที่ในการรบเหมือนกับคนอื่นๆด้วย ทั้งนี้ เพราะในอิสลาม พระเจ้าตัดสินการกระทำของมนุษย์จากเจตนา

ดังนั้น ในการกระทำอะไรก็ตาม มุสลิมจะให้ความสำคัญกับเจตนาเป็นอย่างมาก ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าการกระทำทั้งหมดขึ้นอยู่กับเจตนา และเจตนานี้เองที่จะทำให้งานของแต่ละคนเป็นที่ยอมรับจากพระผู้เป็นเจ้าและได้รับผลตอบแทนจากพระองค์หรือไม่เป็นที่ยอมรับ

ท่านนบีมุฮัมมัดกล่าวว่า “แท้จริงแล้ว การกระทำทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจตนาและสำหรับทุกคนก็คือสิ่งที่เขาได้ตั้งเจตนาไว้”

จากคำสอนดังกล่าว ถ้าใครถือศีลอดเพื่อลดน้ำหนักโดยมิได้ทำเพื่อพระเจ้า พระองค์ก็จะให้น้ำหนักของคนผู้นั้นลดลงตามเจตนาของเขา แต่คนผู้นั้นจะไม่ได้รับผลบุญตอบแทนการถือศีลอดจากพระองค์ เพราะเขาไม่ได้มีเจตนาทำเพื่อพระองค์

ในอีกครั้งหนึ่ง ท่านนบีมุฮัมมัดกล่าวว่า “ถ้าหากมุสลิมสองคนต่อสู้กัน ทั้งผู้ฆ่าและผู้ถูกฆ่าจะต้องตกนรก” มีคนหนึ่งกล่าวว่า “ท่านศาสนทูต นั่นเป็นเรื่องสำหรับผู้ฆ่า แต่ทำไมจะต้องเป็นผู้ถูกฆ่าด้วยเล่า?” ท่านตอบว่า “ก็เพราะเขาต้องการที่จะฆ่าเพื่อนของเขาเหมือนกัน”

นั่นหมายความว่าคนที่มีเจตนาชั่วจะต้องได้รับสิ่งเดียวกับผู้กระทำความชั่ว ทั้งหมดนี้ก็เนื่องจากเจตนาทั้งสิ้น

อิสลามให้ความสำคัญในเรื่องของเจตนาเป็นอย่างมาก เพราะเจตนาคือสิ่งผลักดันการกระทำ เจตนาเป็นวิญญาณและคุณค่าของการกระทำ ดังนั้น หากจะทำอะไร อิสลามจึงแนะนำคนผู้นั้นว่าต้องเริ่มต้นด้วยเจตนาที่ดีเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม เจตนาที่ดีจะต้องตามมาด้วยการกระทำที่ถูกต้อง นั่นคือเจตนาทำเพื่อพระเจ้าและไม่ทำในสิ่งที่ฝืนคำสั่งของพระองค์ ด้วยเจตนาและการกระทำเช่นนี้เองที่ทำให้การทำทุกสิ่งกลายเป็นการแสดงความเคารพสักการะและการเชื่อฟังพระเจ้าซึ่งจะส่งผลให้ผู้กระทำได้รับผลบุญตอบแทน

ดังนั้น เจตนาดีจึงไม่สามารถนำมาใช้เป็นเหตุผลหรือข้ออ้างในการทำสิ่งผิด หรือสิ่งที่ขัดต่อคำสั่งของพระเจ้าได้ เช่น การมีเจตนาหาทุนเพื่อสร้างหรือบำรุงโรงเรียนเป็นเรื่องดี แต่เจตนาดีนั้นไม่สามารถนำมาใช้อ้างในการจัดดนตรีหรือมหรสพเพื่อเป็นการหาเงินได้ เพราะการทำเช่นนั้นเป็นการขัดต่อคำสั่งของพระเจ้าและเป็นการส่งเสริมให้ความเสียหายแพร่ขยายกว้างออกไป ความสำเร็จในการสร้างโรงเรียนจึงไม่ใช่เกณฑ์ตัดสินที่พระเจ้าจะใช้ในการพิจารณารางวัลตอบแทนในโลกหน้า

ท่านนบีมุฮัมมัดบอกให้เรารู้ว่า “พระเจ้าไม่ทรงดูที่รูปร่างหรือความมั่งคั่งของท่าน แต่พระองค์จะดูที่หัวใจและการกระทำของท่าน”

โดย โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม

 

กลับไปที่ www.oknation.net