วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ฮูสกัด"ไวรัสหวัดนก"...ผลิตอาวุธเชื้อโรค


 "ผมนึกไม่ออกว่ามีเชื้อโรคตัวไหนน่ากลัวเท่านี้มาก่อน แอนแทรกซ์ไม่ได้น่ากลัวอะไรเลยเมื่อเทียบกับมัน"

พอล เคียม (Paul Keim) ผู้เชี่ยวชาญด้านเชื้อโรค กล่าวในที่ประชุมองค์การอนามัยโลก(ฮู) เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ด้านไข้หวัดนกกลุ่มหนึ่งต้องการเผยแพร่ผลงานวิจัยชิ้นใหม่ที่ค้นพบรายละเอียดการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดนกซึ่งทำให้ติดต่อจากนกมาสู่มนุษย์ได้ แต่ถูกคัดค้านโดย "เอ็นเอสเอบีบี" หรือคณะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงทางชีวภาพแห่งชาติของสหรัฐ (NSABB) เนื่องจากกลัวว่า กลุ่มก่อการร้ายจะนำไปดัดแปลงผลิตเป็น “อาวุธเชื้อโรค”

งานวิจัยเสี่ยงอันตรายข้างต้นนั้น ไม่ได้มีแค่เพียงชิ้นเดียว แต่มีห้องทดลองทำสำเร็จพร้อมกัน 2 คนคือ นายรอน โฟวเชียร์ (Ron Fouchier) จากศูนย์การแพทย์เอราสมุส ประเทศเนเธอร์แลนด์ และนายโยชิฮิโระ คาวาโอกะ (Yoshihiro Kawaoka) จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา ขณะนี้ผู้แทนหน่วยงานความมั่นคงหลายแห่งร่วมมือกันต่อต้านการเผยแพร่งานวิจัยของทั้ง 2 คน เพราะกลัวว่ากลุ่มผู้ก่อการร้ายจะนำข้อมูลไปดัดแปลงทำเป็นอาวุธชีวภาพร้ายแรงจากเชื้อไข้หวัดนก เชื้อตัวนี้หากเข้าไปในร่างกายมนุษย์แล้ว จะทำให้ตายได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงและยังไม่มีวัคซีนป้องกันด้วย

งานวิจัยทั้ง 2 ชิ้นแสดงวิธีการอย่างละเอียดเพื่ออธิบายให้รู้ว่าทำไมไข้หวัดนก "สายพันธุ์ เอช 5 เอ็น 1" (H5N1) ที่ระบาดในสัตว์ปีกมานานถึงได้แพร่กระจายข้ามสปีชี่ส์มายังมนุษย์ มียีนตัวไหนทำให้เกิดมิวเตชั่นหรือผ่าเหล่ากลายพันธุ์ ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิจัยด้านไวรัสวิทยาและวัคซีน ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ยอมรับว่า เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ถูกห้ามเผยแพร่ข้อมูลงานวิจัยระดับโลก เหตุเกิดจากหลายปีที่ผ่านมามีนักวิจัยหลายกลุ่มพยายามทำการทดลองเพื่ออธิบายปรากฏการณ์แพร่กระจายของเชื้อเอช 5 เอ็น 1 แต่ยังไม่สำเร็จเพราะต้องทดลองจากยีนจำนวนหลายพันตำแหน่ง จนกระทั่งมี 2 สถาบันทำสำเร็จ โดยทดลองในตัวเฟอร์เรตหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมคล้ายพังพอน ถือเป็นผลงานวิจัยสำคัญมาก ทำให้แกะรอยได้ถึงความเป็นมาของการแพร่กระจายเชื้อโรคชนิดนี้

 เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการนำไปทำอาวุธเชื้อโรคนั้น ดร.อนันต์ยอมรับว่า หากมีการเผยแพร่รายละเอียดของนักวิทยาศาสตร์ข้างต้นจริง ห้องทดลองระดับมาตรฐานหลายแห่งทั่วโลกสามารถนำไปดัดแปลงสร้างไวรัสไข้หวัดนกเชื้อรุนแรงทำให้ติดต่อจากคนสู่คนได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับว่าผู้ก่อการร้ายจะมีเครือข่ายกับห้องแล็บมากขนาดไหน อย่างเช่นประเทศไทยมีห้องแล็บหลายแห่งก็จริง แต่สามารถผลิตไวรัสไข้หวัดนกได้มีเพียงไม่ถึง 5 แห่งเท่านั้น

“ถือว่าเป็นงานวิจัยที่มีประโยชน์มาก เพราะทำให้ทราบว่าการเปลี่ยนแปลงยีนตรงไหน ทำให้ เอช 5 เอ็น 1 สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ หากไวรัสดังกล่าวเกิดขึ้นโดยธรรมชาติอีกครั้ง เราสามารถเตรียมการไว้ล่วงหน้า แต่ถ้าไม่มีการเตรียมการ อาจทำให้เกิดโรคระบาดใหญ่รุนแรง เหมือนตอนหวัดใหญ่สเปนปี ค.ศ.1918 ได้ ส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่ควรปิดกั้นงานวิจัยชิ้นนี้ เพราะเมื่อเผยแพร่ออกไปจะทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกนำไปต่อยอดความรู้ได้ สามารถผลิตวัคซีนป้องกันไว้ได้ด้วย แต่ถ้าปิดบังเป็นความลับหากกลุ่มผู้ก่อการร้ายเพียงไม่กี่กลุ่มได้ความลับเรื่องนี้ไป แล้วเอาไปผลิตอาวุธเชื้อโรคจริง พวกเราจะไม่สามารถผลิตวัคซีนขึ้นมาป้องกันได้ทัน” ดร.อนันต์ แสดงความเห็น

ทั้งนี้ "อาวุธเชื้อโรค" หรือ "อาวุธชีวภาพ" (Biological Weapon) คือ การนำเชื้อโรคหรือเชื้อจุลินทรีย์ชนิดร้ายแรง มาใส่หรือผสมลงในอาวุธประเภทต่างๆ เช่น หัวกระสุนปืน หัวจรวด ฯลฯ เป้าหมายคือยิงไปยังพื้นที่ของศัตรูแล้วปล่อยให้เชื้อโรคกระจายออกไปเป็นวงกว้างมากที่สุด ในอดีตมีการนำสัตว์เลี้ยงที่ติดโรคร้ายแรงไปปล่อยปะปนไว้ในหมู่บ้านเป้าหมาย เพื่อให้สัตว์แพร่กระจายเชื้อไปสู่สัตว์เลี้ยงตัวอื่นก่อนแพร่ติดไปยังมนุษย์

 ผศ.ดร.สมชาย เชื้อวัชรินทร์ ภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล แสดงความเห็นเรื่องการเผยแพร่งานวิจัยเจ้าปัญหาข้างต้นว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีการห้ามนักวิทยาศาสตร์เผยแพร่งานวิจัยมาก่อน ถือเป็นครั้งแรกที่โดนแทรกแซง ซึ่งในอีกประมาณ 2 เดือนข้างหน้าจะมีการพิจารณาอีกครั้งว่าจะยอมให้เผยแพร่ในวารสารวิทยาศาสตร์หรือไม่ แต่ถ้าไม่ยอม นักวิจัยคงมีหนทางเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์หรือเครือข่ายออนไลน์อื่นๆ

 ผศ.ดร.สมชาย กล่าวด้วยว่า โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกกังวลกับเรื่องนี้พอสมควร เพราะหากมีผู้ไม่ประสงค์ดีนำไปดัดแปลงเป็นอาวุธเชื้อโรคจริง จะสร้างปัญหาวุ่นวายมาก แต่ก่อนจะทำการดัดแปลงเชื้อไข้หวัดนกเป็นอาวุธเชื้อโรคแล้วแพร่ระบาดออกไปนั้น กลุ่มก่อการร้ายจะต้องทำวัคซีนป้องกันให้สำเร็จ เพราะไม่เช่นนั้นเชื้อก็จะแพร่กลับมาโดนกลุ่มที่ใกล้ชิดกับอาวุธร้ายตัวนี้ก่อนคนอื่น

 "อาวุธเชื้อโรค" ในประวัติศาสตร์

เชื้อแอนแทรกซ์ (anthrax) :

สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกนำมาผลิตเป็นอาวุธเชื้อโรค ด้วยวิธีผลิตเป็นหัวรบของอาวุธ หรือใช้เครื่องบินฉีดพ่น มีบันทึกว่าญี่ปุ่นเคยใช้เชื้อแอนแทรกซ์กับประเทศจีน ผู้ใดหายใจเอาเชื้อแบคทีเรียร้ายแรงชนิดนี้เข้าร่างกาย จะเกิดอาการเลือดออกทางปาก จมูก ทวาร หากรักษาไม่ทันจะเสียชีวิตในเวลาไม่กี่วัน

เชื้อคลอสทริเดียม เพอร์ฟริงเกนส์ (Clostridium perfringens) :

 เป็นแบคทีเรียทำให้อาหารเน่าเสีย หากติดไปยังบาดแผลตามร่างกาย จะทำให้แผลบวมและเนื้อเน่าตาย เมื่อปี พ.ศ.2539 องค์การสหประชาชาติตรวจพบเชื้อนี้ในประเทศอิรักระหว่างเข้าทำลายแหล่งอาวุธชีวภาพเมืองอัลฮากัม ใกล้กรุงแบกแดด

เชื้อพิษไรซิน (Ricin) :

สกัดจากเมล็ดละหุ่งผลิตเป็นยาปราบศัตรูพืช สารไรซินจะยับยั้งการผลิตโปรตีนของเซลล์ในร่างกาย ผู้ที่ได้รับพิษนี้จะเสียชีวิต เพราะร่างกายสร้างโปรตีนไม่ได้ และไม่มีวิธีรักษา ในอังกฤษมีบันทึกคดีฆาตกรรมที่เหยื่อถูกแทงตายด้วยปลายร่มเคลือบสารไรซิน

//////////

รายงานพิเศษ คมชัดลึก 27/02/2012

โดย A.punnee

 

กลับไปที่ www.oknation.net