วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การกลับมาของระบบการเงินอิสลาม


การกลับมาของระบบการเงินอิสลาม

บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน

ศตวรรษที่ 20 ชาวโลกคิดว่าลัทธิคอมมิวนิสต์จะช่วยให้โลกรอดพ้นจากการเอารัดเอาเปรียบจากลัทธิทุนนิยมได้ แต่แล้วไม่นาน ลัทธิคอมมิวนิสต์ก็ล่มสลาย ทำให้โลกตกอยู่ใต้อำนาจเพียงขั้วเดียว นั่นคือ ลัทธิทุนนิยม

แต่เมื่อสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในสหรัฐล้มระเนระนาดลงเมื่อเร็วๆนี้ส่งผลให้วิกฤตเศรษฐกิจพ่นพิษระบาดไปทั่วโลก ไม่เพียงแต่เฉพาะผู้นำทางเศรษฐกิจและผู้นำการเมืองของประเทศต่างๆทั่วโลกเท่านั้นที่ออกมาเรียกร้องให้มีการจัดระเบียบการเงินของโลกกันใหม่ แม้แต่ผู้นำทางศาสนาอย่างเช่นพระสันตะปาปาองค์ปัจจุบันก็ออกมาเรียกร้องเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

เมื่อเร็วๆนี้ หนังสือพิมพ์ L’Osservatore Romano ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ทางการของกรุงวาติกันได้ตีพิมพ์บทความชิ้นหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “ความคิดและข้อเสนอทางการเงินอิสลามสำหรับตะวันตกในสภาวะวิกฤต” (Islamic Finance Proposals and ideas for the West in crisis)เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์อิตาลีสองคน คือ ลอเรตต้า นะโปลีโอนี และคลาวเดีย ซีเกร โดยเนื้อหาของบทความชิ้นนี้กล่าวว่ากฎเกณฑ์พื้นฐานทางการเงินของอิสลามสามารถบรรเทาตลาดที่กำลังประสบปัญหาและโดยเฉพาะระบบการเงินระหว่างประเทศได้ บทความได้เน้นว่าอิสลามห้ามการให้กู้เงินโดยคิดดอกเบี้ย แต่ก็เสนอว่า“ศุกู๊ก”หรือพันธบัตรอิสลามซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่สอดคล้องกับกฎหมายอิสลามสามารถที่จะนำมาใช้เป็นตัวเลือกแทนดอกเบี้ยได้ และย้ำว่าศุกู๊กคือการลงทุนที่แท้จริง มิใช่การเก็งกำไร

สำนักวาติกันเองก็กล่าวว่าระบบทุนนิยมปัจจุบันนั้นล่มสลายแล้ว เมื่อเร็วๆนี้ พระสันตะปาปา เบเนดิกที่ 16 ได้วิจารณ์ระบบทุนนิยมและความโลภของเจ้าของธนาคารในตะวันตกอย่างรุนแรง เนื่องจากกรุงวาติกันเองก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตเศรษฐกิจเช่นกัน เพราะงบประมาณที่เคยเกินดุลถึง 1.8 หมื่นล้านยูโรในปี 2007 ได้ลดลงเหลือ 6 พันล้านยูโรในปลายปี 2008 และคาดว่าจะลดลงอีกในปี 2009

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฝรั่งเศสก็กล่าวว่าขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่ยุโรปจะต้องหันไปดูระบบการเงินอิสลาม

ในการประชุมขององค์การที่ประชุมอิสลาม (โอไอซี)เมื่อเร็วๆนี้ ประธานาธิบดีของอินโดนีเซียก็กระตุ้นให้ประเทศมุสลิมที่เป็นสมาชิกขององค์การหันมาใช้ระบบการเงินอิสลามเพื่อทดแทนระบบทุนนิยม

ศาสตราจารย์ รอดนี วิลสัน (Prof. Rodney Wilson) แห่งมหาวิทยาลัยเดอร์แฮม (Durham University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกาได้ตีพิมพ์บทความชิ้นหนึ่งซึ่งน่าสนใจว่า :-

การล่มสลายของสถาบันการเงินชั้นนำแห่งวอลสตรีทโดยเฉพาะบริษัทเลห์แมน บราเดอร์สซึ่งส่งผลให้เกิดวิกฤตทางการเงินทั่วโลกและการถดถอยทางเศรษฐกิจในเวลาต่อมานั้นทำให้นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกต้องหันมาพิจารณาทางเลือกใหม่ในการแก้ปัญหาทางการเงินโดยได้มีการหันไปมองระบบการเงินการธนาคารอิสลามในฐานะเป็นรูปแบบทางเลือกอีกรูปแบบหนึ่ง

บทเรียนอะไรที่เราควรจะเรียนรู้และธนาคารอิสลามมีความยืดหยุ่นอย่างไรในระหว่างวิกฤตขณะนี้ ?

หลักการธนาคารอิสลามและการกู้ยืมซับไพรม์

คำสอนทางศาสนาที่อยู่เบื้องหลังการเงินอิสลามเป็นคำสอนเรื่องความยุติธรรมในสัญญาการเงินเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดถูกเอาเปรียบ

ริบา(ดอกเบี้ย)เป็นแหล่งที่มาอย่างหนึ่งของการขูดรีดและเอาเปรียบ โดยเฉพาะในกรณีของการกู้ยืมซับไพรม์ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดแก่ผู้มีรายได้ต่ำ ธนาคารระบบดอกเบี้ยให้เหตุผลว่าการคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงเช่นนั้นเพราะมีความเสี่ยงสูง แต่คนที่มีรายได้ต่ำซึ่งมีโอกาสหางานใหม่ได้ยากกว่าไม่สามารถที่จะจ่ายดอกเบี้ยได้

แต่ระบบสินเชื่อบ้านของอิสลามเป็นเรื่องของความเสี่ยงร่วมกันระหว่างธนาคารกับลูกค้ามากกว่าที่จะโอนความเสี่ยงทั้งหมดไปให้ลูกค้าอย่างเดียว

ภายใต้สัญญาหุ้นส่วนที่ธนาคารค่อยๆลดหุ้นส่วนของตนลง(มุชารอก๊ะฮฺมุตะนากิเซาะฮฺ)ซึ่งใช้กันโดยทั่วไปนั้น ธนาคารและลูกค้าจะจับมือกันในฐานะหุ้นส่วนโดยธนาคารจัดหาเงิน 90% ของราคาซื้อและลูกค้าหามาเข้าหุ้นที่เหลืออีก 10% ธนาคารจะมีรายได้จากค่าเช่าบ้านที่ลูกค้าจ่ายให้แก่หุ้นที่ธนาคารเป็นเจ้าของ หลังจากนั้น ในระยะเวลา 10-20 ปี ลูกค้าก็จะค่อยๆซื้อหุ้นในบ้านที่ธนาคารมีกรรมสิทธิ์อยู่จนกระทั่งหุ้นของธนาคารเป็นของตัวเองทั้งหมด

ในกรณีที่มีการผิดนัดชำระ ธนาคารอาจจะให้ลูกค้ายืมเงินไปจ่ายค่าเช่าโดยไม่คิดดอกเบี้ย (เงินให้ยืมนี้ในภาษาอาหรับเรียกว่า “ก็อรฺฎ์ ฮะซัน”) เพื่อให้ลูกค้าผ่อนชำระค่าเช่าต่อไปในช่วงเศรษฐกิจถดถอยโดยคาดว่าลูกค้าจะจ่ายเงินคืนให้ครบเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น

วิธีการดังกล่าวทำให้ลูกค้ายังคงรักษาบ้านของตัวเองไว้มากกว่าที่จะต้องมาเผชิญหน้ากับการถูกไล่ออกจากบ้านเหมือนกับเหยื่อของวิกฤตซับไพรม์

เป็นเรื่องธรรมดาของธนาคารอิสลามที่จะต้องประเมินความเสี่ยงของสินเชื่อเหมือนกับธนาคารทั่วไปอยู่แล้วและจะต้องยิ่งระวังมากขึ้นกว่าธนาคารระบบดอกเบี้ยด้วยซ้ำในเรื่องเกี่ยวกับคนที่จะให้สินเชื่อ

ธนาคารในสหรัฐคิดค่าธรรมเนียมการจัดการในอัตราสูงสำหรับผู้กู้ซับไพรม์ที่ต้องจ่ายเงินสมนาคุณให้แก่คนที่นำลูกค้าใหม่มา

เนื่องจากการจำนองบ้านได้ถูกขายให้แก่เฟรดดี แมคและแฟนนี เม ผู้จัดเตรียมเรื่องนี้จึงไม่ห่วงว่าผู้กู้ซับไพรม์จะไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาทางการเงินของตนได้ มีการจัดหาของขวัญให้เพื่อชักจูงลูกค้าที่อ่อนแอทำสัญญาจำนองและมูลค่าจำนองก็สูงกว่าราคาทรัพย์สิน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือธนาคารกลายเป็นเพียงตัวแทนจองโดยไม่ต้องมีความผูกพันระยะยาวกับลูกค้าแต่ประการใด

แฟ้มประวัติธนาคารอิสลาม

ในทางตรงข้ามกับธนาคารระบบดอกเบี้ย ไม่มีธนาคารอิสลามแห่งใดเคยล้มและต้องการให้รัฐบาลเข้ามาเพิ่มทุนซึ่งในที่สุดแล้วก็กลายเป็นภาระต่อผู้จ่ายภาษีที่จ่ายภาษีหนักอยู่แล้ว

ธนาคารอิสลามทุกแห่งปฏิบัติตามข้อกำหนดทุนสำรองบาเซิล 2 ( Basel II Capital adequacy Requirements) และคณะกรรมการบริการทางการเงินอิสลาม (Islamic Financial Services Board) ซึ่งเป็นองค์กรที่แนะนำผู้กำกับในเรื่องการเงินอิสลามได้วางแนวทางไว้ให้ปฏิบัติ คณะกรรมการชุดนี้มีความสัมพันธ์กับธนาคารเพื่อการหักหนี้ระหว่างประเทศซึ่งเป็นสถาบันที่พัฒนามาตรฐานบาเซิลและจะต้องให้คำปรึกษาเพราะแนวทางบาเซิล 3 เพื่อความพอเพียงของทุนกำลังถูกร่างอยู่และจะถูกนำมาใช้ทั่วโลกในทศวรรษที่จะมาถึงนี้

ความเข้มแข็งของธนาคารอิสลามอยู่ตรงความจริงที่ว่าธนาคารอิสลามใช้รูปแบบการธนาคารชั้นสูงโดยการนำเงินฝากมาให้สินเชื่อมากกว่าที่จะหาเงินทุนมาโดยการยืมจากตลาดใหญ่ (Wholesale Market)

ผลที่ตามมาก็คือเมื่อเกิดภาวะสินเชื่อมีปัญหาและการยืมจากตลาดใหญ่หยุดลง ธนาคารอิสลามก็ไม่ประสบปัญหาอะไร อย่างไรก็ตาม ธนาคารอิสลามก็ไม่ปลอดพ้นไปจากผลกระทบที่เกิดจากการถดถอยทางเศรษฐกิจทั่วโลกและการตกต่ำของราคาน้ำมันก็มีผลกระทบในทางลบต่อธนาคารอิสลามในประเทศบริเวณอ่าวเปอร์เซียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สถานการณ์จะเป็นอย่างไรนั้นจะเห็นได้ชัดเจนขึ้นเมื่องบการเงินในเดือนกุมภาพันธ์ปรากฏออกมา

สถาบันการเงินอิสลามที่ให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสองแห่งคือ อัมลัก และตัมวีล ได้ควบรวมเข้าด้วยกันเพราะทั้งสองสถาบันนี้เผชิญปัญหาที่เกิดจากตลาดหลักทรัพย์ดูไบ

ในอิหร่านซึ่งสถาบันการเงินดำเนินการตามหลักชะรีอ๊ะฮฺมาตั้งแต่งกฎหมายธนาคารปลอดดอกเบี้ยถูกนำมาใช้ตั้งแต่ ค.ศ.1983 ธนาคารได้รับการป้องกันให้พ้นจากวิกฤตการเงินมาได้ทั้งนี้เพราะการคว่ำบาตรของสหรัฐ ซึ่งหมายความว่าธนาคารในอิหร่านไม่สามารถทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินอย่างเลห์แมน บราเดอร์สที่พยายามจะสร้างหนี้ร้ายก้อนใหญ่ให้แก่ธนาคารตะวันออกกลาง

ดังนั้น การคว่ำบาตรของสหรัฐต่ออิหร่านจึงเป็นสิ่งดีงามสำหรับอิหร่าน ถึงแม้ว่าธนาคารอิสลามที่นั่นจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันตกต่ำก็ตาม

ด้วยการที่เป็นธนาคารของรัฐ สถาบันการเงินอย่างเช่น ธนาคารมิลลีซึ่งเป็นธนาคารอิสลามที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็พร้อมที่จะฝ่ามรสุมการเงินโลก เพราะด้วยสินทรัพย์ที่มีมากกว่า 5 หมื่นล้านดอลล่าร์และกำไรในปี 2007 เกินกว่า 540 ล้านดอลล่าร์ ธนาคารเมลลีมีทรัพยากรมากเกินพอที่จะจัดการกับปัญหาได้

เสถียรภาพทางการเงินอิสลาม

ธนาคารอิสลามมีตัวสร้างเสถียรภาพภายในที่ช่วยให้ธนาคารแก้ไขปัญหาความตกต่ำทางเศรษฐกิจได้ เพราะแทนที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากให้แก่ผู้ฝาก ผู้ที่ฝากบัญชีร่วมลงทุน(บัญชีมุฎอรอบ๊ะฮฺ)จะได้รับส่วนแบ่งจากผลกำไรของธนาคาร ดังนั้น ถ้าความสามารถในการทำกำไรลดลงในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้ฝากก็จะได้รับผลตอบแทนต่ำลงด้วยเช่นกัน แต่ถ้ามีกำไรมาก ผู้ฝากในฐานะผู้ร่วมลงทุนก็จะได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลสูงขึ้นเช่นกัน

การแบ่งผลกำไรช่วยลดความเสี่ยงให้ธนาคารและหมายความว่าธนาคารอิสลามไม่น่าที่จะล้มละลาย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากธนาคารอิสลามกันสำรองกำไรไว้ซึ่งสามารถนำมาจ่ายในระหว่างปีที่เศรษฐกิจตกต่ำได้ ผู้ฝากในบัญชีร่วมลงทุนก็ยังได้รับผลตอบแทนจากการคุ้มครองดังกล่าวในระหว่างช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ

ปีที่แล้วเป็นปีที่ยากลำบากสำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นเพราะราคาหุ้นตกต่ำทั่วโลก บรรดานักลงทุนในหุ้นที่สอดคล้องกับหลักชะรีอ๊ะฮฺก็ประสบปัญหาเช่นกัน แต่ก็ยังน้อยกว่าผู้ลงทุนที่ถือหุ้นในระบบเก่าเพราะนักลงทุนเหล่านี้มิได้ลงทุนซื้อหุ้นของธนาคารระบบดอกเบี้ยซึ่งราคาตกฮวบไปในระหว่างที่เกิดความปั่นป่วนทางการเงินทั่วโลก

นักลงทุนที่มองหาหลักทรัพย์ตามหลักชะรีอ๊ะฮฺได้หันมาถือหุ้นในภาคเศรษฐกิจที่ดีกว่า เช่น หุ้นของสถาบันดูแลสุขภาพ หรือสาธารณูปโภคที่ยังคงมีรายได้อยู่เรื่อยๆแม้ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ

ช่องทางข้างหน้าสำหรับการเงินอิสลาม

ธนาคารอิสลามมีช่องทางเลือกที่สามารถอยู่รอดและเติบโตได้ดีกว่าธนาคารระบบดอกเบี้ย และมีความเสี่ยงน้อยกว่า การขยายตัวของการเงินอิสลามเข้ามาสู่ตลาดตะวันตกแสดงให้เห็นว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ผู้กำกับนโยบายการเงินและรัฐมนตรีคลังได้หันมาเอาจริงกับเรื่องนี้

ในลอนดอนมีธนาคารอิสลามอยู่แล้ว 5 แห่งและธนาคารอิสลามแห่งแรกในฝรั่งเศสได้เปิดขึ้นใน ค.ศ.2009 จากการประเมินแบบอนุรักษ์ของนายธนาคารในเดือนตุลาคม ค.ศ.2008 สินทรัพย์การเงินอิสลามทั่วโลกมีเกินกว่า 5 แสนล้านดอลล่าร์ซึ่งตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทศวรรษที่จะมาถึง

ประสบการณ์ของการธนาคารอิสลามในสหราชอาณาจักรเป็นไปในทางที่ดี ธนาคารอิสลามแห่งอังกฤษได้เปิดดำเนินงานในลักษณะธนาคารย่อยมาเป็นเวลากว่าสี่ปีและดึงดูดลูกค้ากว่า 40,000 คน เอชเอสบีซี อะมานะฮฺซึ่งเป็นหน่วยงานย่อยภายใต้ธนาคารเอชเอสบีซีก็เปิดดำเนินการมาแล้วเป็นเวลาสิบปีในลอนดอนโดยเน้นลูกค้าที่เป็นสถาบันและสินเชื่อธุรกิจเป็นหลัก

อัลบุรอกซึ่งเป็นหน่วยงานการเงินอิสลามภายใต้บรรษัทธนาคารอาหรับ (Arab Banking Corporation) ก็เป็นผู้นำตลาดสำหรับการให้สินเชื่อบ้านตามหลักการชะรีอ๊ะฮฺในสหราชอาณาจักร สถาบันการเงินเหล่านี้ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินของโลกเลยและความยืดหยุ่นของการธนาคารอิสลามก็เป็นตัวส่งสัญญาณถึงอนาคตที่ดีด้วย

ศุกู๊กคือสินทรัพย์ที่แท้จริง

นอกจากการธนาคารแล้ว การออกหลักทรัพย์ศุกู๊ก(พันธบัตร)อิสลามก็มีศักยภาพสำคัญด้วยเช่นกัน ศูกู๊กแตกต่างไปจากพันธบัตรและตราสารในระบบเดิมตรงที่มันมีสินทรัพย์ที่แท้จริงหนุนหลังอยู่ซึ่งเป็นหลักประกันให้แก่ผู้ลงทุน

ถึงแม้ตลาดศุกู๊กโลกจะได้รับผลกระทบจากการถดถอยทางเศรษฐกิจทั่วโลกใน ค.ศ.2008 แต่ช่องทางระยะยาวดูจะดีกว่าเพราะเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของสหราชอาณาจักรกำลังส่งเสริมให้ลอนดอนเป็นศูนย์กลางสำหรับการออกศุกู๊กแข่งกับบาห์เรน ดูไบและกัวลาลัมเปอร์

ตลาดศุกู๊กริงกิตมาเลเซียส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับผลกระทบจากความตกต่ำทางเศรษฐกิจทั่วโลกในตลาดหลักทรัพย์และผู้ออกศุกู๊กอย่างเช่น ซาอุดิอารเบีย เบสิค อินดัสตรี คอร์ปอเรชั่น หนึ่งในผู้ผลิตปีโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดของโลกก็มองว่าศุกู๊กเป็นเครื่องมือที่จะนำมาใช้หาทุนเพื่อการขยายโรงงานได้

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการเงินอิสลามจะมีอนาคตที่น่าตื่นตาตื่นใจ นอกจากนี้แล้ว ความพยายามแสวงหาระบบการเงินที่วางพื้นฐานอยู่บนคุณค่าทางศีลธรรมมากกว่าความโลภและความกลัวคือปัจจัยที่จะทำให้การเงินอิสลามขยายตัวไปในระบบโลก

โดย โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม

 

กลับไปที่ www.oknation.net