วันที่ อาทิตย์ มีนาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อีกข้อมูลหนึ่งที่ผมเห็นมา ก่อนแท่งปูนโฮปเวลล์ถล่ม


จากหัวข้อข่าว



โครงเหล็กนั่งร้านชานชาลาโฮปเวลล์ถล่มวินาศ



หน้าวัดเสมียนนารี 100 เมตร แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 
จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร
 ที่เกิดเหตุเป็นโครงเหล็กทำนั่งร้านก่อสร้างชานชาลาเป็นสถานีย่อยพัง 
โดยเสาพังลงมาทั้งหมด 5 ต้น
 และแท่งปูนได้หล่นลงมาทับทางเดินรถไฟขาเข้ากรุงเทพฯ 
เบื้องต้นไม่พบผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต 
เจ้าหน้าที่รถไฟจึงได้ทำการสลับราง
เพื่อให้รถไฟขาเข้าสามารถเดินรถได้ตามปกติ 
พร้อมใช้เครื่องตัดถ่างเพื่อเอาสิ่งกีดขวางออก
 

จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ให้การว่า 

ก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงคล้ายสิ่งก่อสร้างถล่ม

 จึงออกไปดูก็พบว่า โครงเหล็กที่สร้างทำนั่งร้าน

 เพื่อทำเป็นชานชาลาสถานีย่อยพังถล่มลงมา

จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เหตุให้มาตรวจสอบ

 เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า

 โครงเหล็กสร้างนั่งร้านถล่มเนื่องจากความเก่า

หลังจากมีการก่อสร้างไว้นานกว่า 10 ปี

 โดยไม่มีผู้ดูแล 

ทั้งนี้อาจเกิดจากมีมิจฉาชีพแอบเข้ามาขโมยน็อต เหล็ก เอาไปขาย 

อย่างไรก็ตาม










วสท.ออกโรงเขย่ารัฐบาลรื้อทิ้งฟอสซิล "โฮปเวลล์"





จ่อลุยพื้นที่จันทร์นี้ ชี้เหล็กเสื่อมสภาพ คนขโมยน็อต ทำคอนกรีตถล่ม 
แจงเสาตอหม้อยังปลอดภัย ขอให้ประชาชนวางใจ 
วอนภาครัฐถ้าไม่ใช้งานให้รื้อทิ้ง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ (2 มี.ค.)

 ที่วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) 

ซอยรามคำแหง 39 แยก 11 นายสุวัฒน์ เชาว์ปรีชา นายกวสท. 

และนายมั่น ศรีเรือนทอง กรรมการวิชาการสาขาวิศวกรรมโยธา-วสท. 

แถลงข่าวกรณีนั่งร้านค้ำยันคอนกรีตชานชาลาโฮปเวลล์พังถล่มลงมาเมื่อวานนี้

นายสุวัฒน์กล่าวว่า หลังเกิดเหตุทางวิศวกรได้ไปตรวจสอบสาเหตุการพังถล่ม

 พบว่าน่าจะเกิดจากนั่งร้านเหล็กที่แบกรับน้ำหนักแผ่นคอนกรีต เกิดรับน้ำหนักไม่ไหว 

โดยอาจจะเกิดจากการเสื่อมสภาพเป็นสนิมของนั่งร้าน

 เพราะสร้างมานานจนเหล็กผุกร่อน

นายสุวัฒน์กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามทางเสาตอหม้อที่มีการลงเสาเข็มไว้

 เป็นรูปตัวยูคว่ำ มีความแข็งแรงเพียงพอ 

เนื่องจากถูกออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานอย่างต่ำ 50 ปี 

หากทาง รฟท. และกระทรวงคมนาคมต้องการใช้เสาตอหม้อดังกล่าว

ในการสร้างสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ – รังสิต

 ก็สามารถก่อสร้างบนเสาดังกล่าวได้ เพียงแต่ต้องมีการบูรณะเสาดังกล่าว 

จึงฝากไปยังประชาชนที่ใช้เส้นทางดังกล่าวสัญจร

 ขอให้มีความรู้สึกปลอดภัยได้

 เนื่องจากจุดที่ถล่มเป็นจุดที่ก่อสร้างชานชาลาไม่แล้วเสร็

จและมีเพียงจุดเดียวเท่านั้นที่มีการใช้นั่งร้านค้ำยัน 

ส่วนชานชาลาที่ห่างออกไป 500 เมตรนั้น

สร้างเสร็จแล้วเป็นรูปกล่องมีความมั่นคงแข็งแรง

“ในวันจันทร์ที่ 5 มี.ค.นี้ ทาง วสท.

 จะไปตรวจที่เกิดเหตุดังกล่าว เพื่อดูเรื่องการรื้อซากปรักหักพัง 

ประเมินไว้ว่าน่าจะใช้เวลาไม่นาน แต่ไม่สามารถระบุชัดได้ 

เพราะขอไปตรวจที่เกิดเหตุก่อน 

และหากมีเวลาจะตรวจสอบเสาโฮปเวลล์ทั้งหมดอย่างเข้มงวดตามหลักวิศวกร 

เพื่อดูความแข็งแรงของเสาทั้งหมด ตนอยากฝากถึงภาครัฐว่า

 ถ้าเสาต้นใดไม่ใช้ในการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง ก็ขอให้รื้อทิ้งจะดีกว่า” 

นายสุวัฒน์กล่าว














................................................................
ข้อมูลโครงการโฮปเวลล์


 


 
โครงการโฮปเวลล์


โครงการโฮปเวลล์ หรือ โครงการระบบการขนส่งทางรถไฟยกระดับในกรุงเทพมหานคร (

โครงการก่อสร้างประกอบด้วย โครงสร้างยกระดับทางรถไฟขึ้นไปเหนือผิวการจราจร เพื่อลดจุดตัดกับทางรถยนต์ (Grade Crossing) เพื่อลดปัญหาการให้รถยนต์ต้องหยุดรอรถไฟ ก่อสร้างคร่อมทางรถไฟที่มีอยู่ในปัจจุบัน ระยะทางทั้งสิ้น 60.1 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 80,000 ล้านบาท และให้ผลตอบแทนรายปี 30 ปี รวม 53,810 ล้านบาท โดยโฮปเวลล์จะได้รับสิทธิสร้างถนนยกระดับ เรียกเก็บค่าผ่านทาง คู่ขนานกับทางรถไฟยกระดับ และได้รับสัมปทานเดินรถบนทางรถไฟยกระดับด้วย และสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ใต้ทางรถไฟยกระดับ และอสังหาริมทรัพย์สองข้างทาง คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ [1]



ประวัติ

โครงการโฮปเวลล์เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ 

โดยมีการเปิดประมูลสัมปทานก่อสร้างทางยกระดับ เพื่อแก้ปัญหาการจราจร

 โดยผู้รับสัมปทานจะมีรายได้จากค่าโดยสารรถไฟฟ้า ค่าผ่านทาง 

และรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ตลอดเส้นทาง 

ผลการประมูล บริษัทโฮปเวลล์โฮลดิงส์ ของนายกอร์ดอน วู 

เป็นผู้ชนะเหนือคู่แข่งคือ บริษัทลาวาลิน (SNC-Lavalin) จากแคนาดา 

มีการลงนามในสัญญาโดย

นายมนตรี พงษ์พานิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 

จากพรรคกิจสังคม 

กับบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย)

 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2533 [2] 

อายุของสัมปทาน 30 ปี 

มีกำหนดตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2534 – 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542

 ในระยะแรกใช้ชื่อโครงการว่า

 Railways Mass Transit (Community Train) and Urban Free System (RAMTUFS)

แผนงานการก่อสร้าง 

แบ่งเป็น 5 ระยะ ระยะทางรวมทั้งสิ้น 60.1 กิโลเมตร

 ประกอบด้วย [3]

การก่อสร้างโครงการโฮปเวลล์ เป็นไปอย่างล่าช้า 

เนื่องจากประสบปัญหาในการส่งมอบพื้นที่บริเวณริมทางรถไฟ 

ประกอบกับเศรษฐกิจของไทยไม่เติบโตเท่าที่ควร

 เหมือนในช่วงแรกของรัฐบาลชาติชาย 

ทำให้แนวโน้มการลงทุนธุรกิจในอสังหาริมทรัพย์ซบเซาลง

 ปัญหาเรื่องจุดตัดกับโครงการถนนยกระดับวิภาวดีรังสิต

 (ดอนเมืองโทลล์เวย์)

 และการก่อสร้างล่าช้าจนอัตราคืบหน้าของงานไม่เป็นไปตามสัญญาที่ทำไว้กับรัฐบาล

ภายหลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2534 รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน

 ได้เข้ามาตรวจสอบสัญญาสัมปทานทั้งหมดที่มีเงื่อนไขการผูกขาด 

โครงการโฮปเวลล์ ก็เป็นโครงการหนึ่งที่ถูกตรวจสอบ

โดยนายนุกูล ประจวบเหมาะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น

 และได้ประกาศล้มโครงการโฮปเวลล์ พร้อมกับโครงการรถไฟฟ้าลาวาลิน

 และจัดตั้งองค์การรถไฟฟ้ามหานคร ขึ้นมาดำเนินการแทน เมื่อ พ.ศ. 2535

ในรัฐบาลชวน หลีกภัย สมัยที่ 1

 โครงการโฮปเวลล์ได้รับการผลักดันต่อโดยพันเอกวินัย สมพงษ์ 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

 แต่ยังประสบปัญหาสำคัญ 2 ประการ 

คือ ปัญหาเรื่องเงินทุน แหล่งเงินกู้ หลักทรัพย์ค้ำประกันสัญญา

 และปัญหาเรื่องแบบก่อสร้าง ระยะห่างระหว่างรางรถไฟ กับไหล่ทางมีน้อยเกินไป

เพราะข้อจำกัดของพื้นที่ และไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยสากล [ต้องการอ้างอิง]

ต่อมาในรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2540 

ให้ความเห็นชอบบอกเลิกสัญญากับโฮปเวลล์

 หลังจากบริษัทโฮปเวลล์หยุดการก่อสร้างอย่างสิ้นเชิง

 ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2540[4]



โครงการการก่อสร้างโครงการโฮปเวลล์

 สิ้นสุดลงในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัยสมัยที่ 2 

หลังดำเนินการก่อสร้างเป็นเวลา 7 ปี 

มีความคืบหน้าเพียง 13.77 % 

ขณะที่แผนงานกำหนดว่าควรจะมีความคืบหน้า 89.75% 

กระทรวงคมนาคมได้บอกเลิกสัญญาสัมปทานอย่างเป็นทางการ

 เมื่อวันที่ 20 มกราคม พศ. 2541

 โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

 และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วย 

ภายหลังจากบอกเลิกสัญญา

 การรถไฟแห่งประเทศไทยถือว่าโครงสร้างทุกอย่างตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟ

 และได้มีความพยายามนำโครงสร้างที่สร้างเสร็จแล้วมาพัฒนาต่อ

 จากผลการศึกษาสรุปว่า

จะนำโครงสร้างบางส่วนมาใช้ประโยชน์ในรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้มช่วงบางซื่อ-รังสิต


บริษัทโฮปเวลล์โฮลดิ้ง ได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในการยกเลิกสัญญาจากกระทรวงคมนาคม

 และการรถไฟแห่งประเทศไทย

 เป็นค่าใช้จากการเข้ามาลงทุนเป็นเงิน 56,000 ล้านบาท 


ในขณะที่การรถไฟฯ ก็เรียกร้องค่าเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จากโครงการ

 เป็นเงินกว่า 200,000 ล้านบาท

คณะอนุญาโตตุลาการประกอบด้วย นายสมศักดิ์ บุญทอง รองอัยการสูงสุด

 ในฐานะตัวแทนจากการรถไฟแห่งประเทศไทย,

 รองศาสตราจารย์วีระพงษ์ บุญโญภาส

 อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 เป็นตัวแทนจากโฮปเวลล์ฯ 

และนายถวิล อินทรักษา อดีตผู้พิพากษา เป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการ [5]

 ได้วินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 

ให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย คืนเงินชดเชยให้โฮปเวลล์โฮลดิงส์

 เนื่องจากการบอกเลิกสัญญาไม่เป็นธรรม เป็นเงิน 11,888.75 ล้านบาท 

ประกอบด้วยเงินค่าก่อสร้าง 9,000 ล้านบาท 

เงินค่าตอบแทนจากการใช้ประโยชน์ที่ดินที่บริษัทชำระไปแล้ว 2,850 ล้านบาท

 และเงินค่าออกหนังสือค้ำประกัน 38,749,800 บาท

 พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี 

และคืนหนังสือค้ำประกันมูลค่า 500 ล้านบาท ให้กับบริษัท 


........................................................................................................................
 
.
.
.
 

@...ความคิดเห็นและข้อมูลบางส่วนจากผมเอง...
.
.
.


1.ผมอยู่แถวๆวัดเสมียนนารีตั้งแต่ปี 2528  
ดังนั้นผมพอจะคุ้นเคยสภาพบรรยากาศบริเวณละแวกนั้นดี
 แม้ว่าปัจจุบันผมไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว
 ย้ายมาเป็นคนนนท์เมือ่ปี 2551 
แต่ผมยังทำงานอยู่ที่เดิม คือซอยวิภาวดี42 
ซึ่งอยู่ตรงข้ามวัดเสมียนนารีนั้นเอง..

 

 

 


2. โครงการโฮปเวล์ ผมเองก็เป็นสกรู น๊อตตัวเล็กๆตัวหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ 

 คือเมื่อประมาณปี 2537 ผมเป็นลูกมือของทีมเซอร์เวย์

ที่จะส่องตำแหน่งเวลาลงเสาเข็มแต่ละเสา แต่ละตอหม้อ 

  ผมไม่ได้จบทางนี้หรอกครับ  

อย่างที่บอกเป็นลูกมือคอยแบกขากล้องเซอร์เวย์ 

ยกป้าย ยกมือชี้ซ้ายขวา ในการลงเสาเข็มแต่ละครั้ง ประมาณนั้น 

 ที่ทำงานผมก็บริเวณหน้าวัดเสมียนนารีนั้นแหละครับ  

ผมทำได้ประมาณ 1 ปี  ก่อนที่ตอนหลังโครงการเขาจะหยุด...

 

 

 3.ยุคนั้นผมดีใจมากที่จะมีโฮปเวลล์ผ่านหน้าบ้านผม และมีสถานีที่หน้าผมด้วย

  ยิ่งยุคนั้นผมต้องเดินทางไปทางเส้น หลักสี่ ,ดอนเมือง

 เพื่อเรียนหนังสือเป็นประจำ 

 

ตอนแรกตอนที่เกิดเหตุการณ์แผ่นปูนถล่มลงมา

 เป็นช่วงผมเข้างานกะเช้าจึงไม่รู้ข่าวเลย 

ทั้งๆทำงานอยู่ละแวกนั้น  มาทราบข้อมูลในเวปในช่วงเย็นๆค่ำๆ

 


 
 
 

 

รู้เพียงว่าถล่มแถวๆวัดเสมียนนารี ผมนึกถึงสถานีที่จะสร้างตรงแถวบ้านผม

 ซึ่งทำเป็นรูปกล่องไว้แล้ว 

 (ถ้าหันหน้าเข้าวัดเสมียนนารี 

 สถานีนี้จะอยู่ทางซ้ายมือของแยกวัดเสมียนนารี) 

ผมเลยโทรถามเพื่อน 

 เพื่อนก็ไม่อยู่ในเหตุการณ์เพราะออกมาทำงานแล้ว 

เลยไม่ทราบข้อมูลเช่นกัน

4. ผ่านไป 2 วัน ขณะเลิกงานเย็น นั้งรถเมล์กลับบ้านนนทบุรี จากถนนวิภาวดีรังสิต(ฝั่งขาออก) 

ก่อนถึงสถานีรถไฟบางเขน ผมจึงเห็นภาพแผ่นปูนที่พังลงมา

ผมจึงทราบทันทีว่าไม่ใช่สถานีแถวบ้านเพื่อนผมที่พังลงมา 

 เป็นอีกสถานีที่อยู่ทางขวาของวัดเสมียนนารีนี่เอง..

 
5.   ผมจะบอกข้อมูลตรงนี้ที่แตกต่างจากสื่อต่างๆที่ลงข้อมูลว่า หนึ่งในสาเหตุเพราะ...
 
ทั้งนี้อาจเกิดจากมีมิจฉาชีพแอบเข้ามาขโมยน็อต เหล็ก เอาไปขาย
 

หรือมีคนขโมยน็อตที่เชื่อมนั่งร้านออกไป 
อีกทั้งจุดก่อสร้างดังกล่าวเป็นจุดก่อสร้างที่สร้างไม่เสร็จ
ก็เกิดกรณีพิพาทขึ้นก่อน จึงต้องใช้นั้งร้านค้ำไว้
 
.
.

นั้นคือหนึ่งในข้อมูลที่ทางสื่อต่างนำมาบอกกล่าว
ที่บอกว่าขโมย "น๊อต" สำหรับผมหมายถึงน๊อตหาย


(ภาพร่างนั้งร้านมีเสาเหล็กยันน้ำหนักถึงพื้น...
ก่อนถูกขโมยเสาเหล็กไป)
v
v

 

 แต่โครงสร้างนั้งร้านอยู่ครบ  น้ำหนักคงฟังไม่เพียงพอเท่าไหร่..
ที่จะทำให้เกิดการพังถล่มในครั้งนี้

.
.

ผมจะบอกว่า หากวันไหนผมได้ขึ้นรถเมล์ 
แล้วมีโอกาสได้นั้งริมหน้าต่างฝั่งทางรถไฟ 
 ผมจะมองเห็นสถานีโฮปเวลล์นี้ที่ก่อสร้างไม่เสร็จบ่อยๆ..
.
.


 

 
ภาพที่เห็นคือ..นั้งร้านถูกถอด ถูกขโมยชั้นล่างทั้งหมด 
จะมีเพียงนั้งร้านที่ลอยจากพื้นที่เหลือทั้งหมด ซึ่งพวกเขา
(พวกขโมย)คงไม่สามารถขึ้นไปถอดลงมาได้
 
จึงปล่อยให้นั้งร้านลอยไม่ติดพื้น  ซึ่งไม่รู้เป็นเช่นนี้นานกี่ปีมาแล้ว
(เนื่องจากอาจเห็นจนชินตา)
จึงทำให้ไม่การรับน้ำหนักจากนั้งร้านเลย..
 
ยังจำได้ว่าสัปดาห์ก่อนยังมอง ยังสังเกตุภาพที่นั้งร้านลอยอยู่เลย
  ก่อนมันพังลงมาไม่กี่วัน

 
.
.
 
 

ดังนั้นข้อมูลต่างๆนานาเป็นเพียงสันนิษฐานถูกบ้าง เพี้ยนบ้าง
 
ตรงนี้ผมเพิ่มข้อมูลให้ถูกต้องครับ..
 
ว่าปัญหาทั้งหมด  ขาดการดูแลเอาใจใส่ 

ถามว่า

 การรถไฟจะไม่ทราบเหรอที่ผ่านมา นั้งร้านถูกถอดให้ลอยกลางอากาศเฉยๆ

ทำไมพวกผม ผ่านไปผ่านมาแถวนั้นจึงรู้ล่ะ..


 ปล่อยทิ้งไว้จนเกิดพังลงมาจนได้
 
นี่หากมีคนบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจะคุ้มกับความไม่ใส่ใจของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือไม่?
 
จะบอกว่า แต่ละจุดของสถานีร้างเป็นที่พักของพวกเร่ร่อน 
 
"ชีวิตเขาไม่ไร้ค่านะครับ"
 
ขอ "วัวหายล้อมคอก"ครั้งสุดท้ายใด้ไหม ? รวมทั้งหลายๆโปรเจคโครงการต่างๆ
โปรโมทสร้างเพื่อเม็ดงินที่หว่านมโหฬาร  ก็ควรใส่ใจความปลอดภัยด้วย...
 
หรือว่าเสาโฮปเววล์เหล่านี้กำลังอยู่ชั้นศาล  ไม่มีเจ้าของแน่นอน 
จะปล่อยให้ชีวิตต้องมาเสี่ยงและตายฟรีโดยไม่มีเจ้าของรับผิดชอบดูแลเหรอครับ?????
 
 

 


6. พอโครงการถูกยกเลิก  
จากความภูมิใจที่จะได้มีรถไฟโฮปเวลล์หน้าบ้าน
กลายเป็นต้องอดทนเห็นภาพบาดหูบาดใจ 
 ทิ่มแทงหัวใจทุกๆครั้งที่ผ่านเสาที่ผมมีส่วนร่วม..

 

.

.

 


ขอบคุณข้อมูล และภาพประกอบจาก...



http://kunginternews.blogspot.com/2012/03/2.html


http://talk.mthai.com/topic/67098


http://www.siamzone.com/board/view.php?sid=2224180



โดย ความทรงจำเก่าๆ

 

กลับไปที่ www.oknation.net