วันที่ จันทร์ มีนาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ดินพอกหางหมู ~ ตอบ Tag คำพังเพยไหนใช่คุณ


นิสัยแสนเกียจคร้าน.......จนเคย

มักผัดวันเพิกเฉย..............แช่แป้ง

แชเชือนกิจละเลย..............เรื่อยเฉื่อย

     จึงคลับคล้ายดินแห้ง...........พอกห้อยหางหมู๚ะ



ตอนแรกที่ข้าพเจ้ารับ tag จากคุณชาลีมา ก็คิดกระหยิ่มอยู่ในใจว่า ของหมูๆ

คำพังเพยไทยมีเยอะแยะ คงต้องมีซักอันสิน่า ที่ดีๆ เก๋ๆ 

พอจะเลือกที่เป็นตัวข้าพเจ้าได้

แต่เชื่อหรือไม่ ข้าพเจ้าวนเวียนเลือกกี่หนๆ 

ก็ต้องยอมรับความจริงอันน่าอับอายขายหน้าว่า

หนีไม่พ้นหมูจริงๆ ค่ะ นั่นคือ ดินพอกหางหมู 




ดินพอกหางหมู

หมายถึง การทำสิ่งใดก็ตาม ถ้ามัวแต่ผัดวันประกันพรุ่ง 

เพราะความเกียจคร้าน ไม่ทำให้สำเร็จโดยเร็ว 

ปล่อยให้คั่งค้างทับถมมากเข้า งานจะเพิ่มพูนมากขึ้นทุกที ทำเท่าไรไม่มีเสร็จ 

หรือหมายถึง หนี้สินไปก่อขึ้นไว้ทีละเล็กละน้อยจนมากมาย 

ก็เรียกว่าเป็นดินพอกหางหมูเหมือนกัน




ข้าพเจ้าเป็นคนคร้าน มักจะผัดวันประกันพรุ่ง 

กิจต่างๆ อันควรทำจึงมิได้ลุล่วงไปอย่างที่ควรจะเป็น

แต่กลับสะสมพอกพูนประหนึ่งดินพอกหางหมู รู้ตัวอีกทีก็เกาะเป็นก้อนมหึมา 

เมื่อคิดจะสะสางแต่ละครั้งก็ทำได้ยากเย็น


ตัวอย่างที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็คือ ออกทริปดูนกเดือนละ ๒-๓ ครั้ง 

ถ่ายรูปมาเป็นร้อยเป็นพัน แต่ด้วยความคร้าน รูปสวยๆ (ฮิฮิ) เหล่านั้น 

ก็ยังคงคั่งค้างอยู่ในคอมพ์ ไม่ได้กลับไปลดรูปหรือนำเรื่องราวมาเขียนบล็อกเลย

 จนไฟล์รูปล้นต้องผ่องถ่ายเอาไปเก็บไว้ใน external hard disk  อีกตัว 

ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสกลับไปเลือกดู เพราะมันเยอะเหลือเกิน

(มิหนำซ้ำ กว่าจะตอบ tag นี้ได้ ก็เอ้อระเหยเสียเกือบ ๒ สัปดาห์) 



อย่างไรก็ตาม.. เอ็นทรี่นี้เปรียบเสมือนกระสุนนัดเดียวได้นก ๒ ตัว 

คือ ทำให้ข้าพเจ้าได้พิจารณาตนเอง 

พบว่านอกจากอุปนิสัยที่สร้างดินพอกหางหมูแล้ว

หากจะเปรียบตัวเองกับหมูด้วยก็คงไม่ห่างไกลจากความจริงเท่าไหร่นัก 

คือทั้งอ้วน กินเก่ง และขี้เกียจ 

และ train of thought ก็ยังพาแล่นเตลิดไปพิจารณาถึงผลอันเกิดจากเหตุ

แบบ อิทัปปัจจยตา อีกด้วย


เหตุคือความขี้เกียจ 

เพราะขี้เกียจ จึงไม่ชอบออกกำลัง แถมกินเก่งก็เลยอ้วน 

ยิ่งอ้วน ก็ยิ่งขี้เกียจ ไม่อยากจะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวทำนู่นทำนี่ 

เพราะหาขออ้างกับตัวเองแบบคนขี้เกียจว่า.. อ้วนอะ ทำไม่ไหว! 





พิจารณาจากเหตุเชื่อมโยงเหล่านี้แล้ว 

เห็นว่ากิจน้อยใหญ่(ทั้งที่ต้องใช้กำลังหรือไม่ใช้ก็ตาม)

ที่ยังคั่งค้าง ยังไม่สำเร็จเสร็จสิ้น ล้วนมีต้นสายปลายเหตุ 

ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ โดยไม่มีเหตุผล

และข้าพเจ้าได้ข้อสรุปว่า สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขตนเอง 

ต้องรีบขจัดความคร้านให้สิ้นไป


ซึ่ง.. น่าจะเริ่มได้ในไม่ช้านี้! 


..........


หมายเหตุ :


เนื่องจากข้าพเจ้าทำเป็นวางภูมิอ้างหลัก อิทัปปัจจยตา

ดังนั้น เพื่อเป็นคุณแก่ตนเองและเป็นสาระแก่เอ็นทรี่กระจิริดนี่

จึงขอยกความหมายของคำนี้จากวิกิพีเดียมาวางเพิ่มไว้ด้วยดังนี้


อิทัปปัจจยตา เป็นหลักการทางพุทธศาสนา

กล่าวถึงความเกี่ยวเนื่องกันของเหตุและผล เมื่อมีเหตุย่อมมีผล 

และเมื่อเหตุดับผลก็ดับ คือเมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้ย่อมมี 

เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป


อิทัปปัจจยตา ถือเป็นหัวใจของปฏิจจสมุปบาทเป็นกฎเหนือกฎทั้งปวง 

เป็นพุทธธรรมอันติมะหรือสัจธรรมความจริงแท้ ที่สุดของพุทธศาสนา 

และเชื่อมโยงคำสอนทั้งปวง ของพระพุทธเจ้าว่า ล้วนเป็นไปตามหลักธรรม 

หรือกฎของอิทัปปัจจยตาทั้งสิ้น


หลักอิทัปปัจจยตาซึมซ่านอยู่ในเหตุปัจจัยแห่งการก่อเกิด 

การดำรงอยู่ การมีปฏิสัมพันธ์ และเสื่อมสลาย ของสรรพสิ่งในจักรวาล 

รวมถึงเป็นวิธีคิด ทางทฤษฎีวิทยาศาสตร์ทุกสาขาด้วย 

ครอบคลุมทั้งปัจจัยส่วนวัตถุ จิตใจ สังคมและอื่นๆทั้งหมด 

ส่วนปฏิจจสมุปบาทหมายถึงแต่สิ่งมีชีวิตที่มีจิต


อิทัปปัจจยตาในทางพุทธศาสนามักใช้ในการอธิบายในรูปแบบปรัชญา

ใช้อธิบายสิ่งต่างๆแบบเชื่อมโยง เช่น เสาเป็นปัจจัยของหลังคา ถ้าไม่มีเสา 

หลังคาก็อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีหลังคา เสาก็ไม่มีประโยชน์ 

ทั้งเสาและหลังคาเป็นปัจจัยของกันและกัน 

คือ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาลอยๆโดยไม่มีเหตุผล 

บางเหตุการณ์ประกอบด้วยหลายเหตุปัจจัย เช่น ร้องให้เพราะเจ็บ 

เจ็บเพราะหัวแตก หัวแตกเพราะหกล้ม หกล้มเพราะถนนลื่น ถนนลื่นเพราะฝนตก




โดย อังศนา

 

กลับไปที่ www.oknation.net