วันที่ อังคาร มีนาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สวนครัวของแม่ ภาค ๒



สวนครัวของแม่ ภาค ๒

                หลังจากชาติที่แล้ว เอ้ย คราวที่แล้ว ผมเคยเขียนเรื่องสวนครัวของแม่มาครั้งหนึ่งแล้ว คราวนี้ก็สุดจะทน

                ด้วยเหตุ “มวลน้ำมหาศาล” ที่ไหลหลั่งมาเยือนแถบลุ่มน้ำ ท่วมโรงงานยังไม่พอ บ้านข้าพเจ้าก็ไม่เว้น แม้จะอยู่แถวรังสิตก็ตาม และแม้ว่า ที่บ้านไม่เคยมีศาลแต่อย่างใด “มวลน้ำก็ยังคง มหาศาล” อยู่ดี

                ปลายเดือนตุลาคม 2554 เช้าวันหนึ่ง พอตื่นมาเห็นน้ำซึม ๆ อยู่ตามถนน ทั้งที่หน้าหมู่บ้านก็มีการเข้าเวรสูบน้ำกันเป็นการใหญ่ทั้งวันทั้งคืน เห็นทีจะเอาไม่อยู่  ผมจึงตัดสินใจอพยพลูก ๆ และคุณแม่ ไปโคราชในทันใด

                หลังจากนั้นไม่ถึงวัน น้ำก็ทะลักเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และครอบครัวเราต้องจากบ้านไปกว่า 2 เดือน แต่ยังดีที่เรายังมีบ้านหลายที่ มีญาติอยู่ต่างจังหวัด ทั้ง โคราช น่าน เพชรบูรณ์ สบายเลยครับ ได้ไปอยู่โน่นนี่ แต่ลำบากคนขับรถไปส่งไปรับ ก็คือผมนี่ไงละครับ

                เมื่อน้ำลด ราวต้นเดือนธันวาคม 2554 ผมก็ไปรับครอบครัวมาที่บ้าน ไปรับหมาที่โคราชแล้วขับอ้อมโลกไปเพชรบูรณ์ แล้วก็กลับปทุมธานีเลยทีเดียว นี่น้ำท่วมอย่างเดียว มันไม่ได้ลำบากแค่ว่าบ้านอยู่ไม่ได้นะครับ การเดินทางก็แสนจะลำบาก

                เอาละ พอน้ำลด พื้นที่หน้าบ้านของเราเท่าจิ้งหรีดดีดพุง ก็ว่างลงอีกครั้ง ก่อนหน้านี้มันเป็นที่กองเฟอร์นิเจอร์ที่เน่าจมจากน้ำท่วม พอเราเก็บกวาดไปมันก็เลยโล่ง  แล้วเราก็เอาดินที่มากั้นน้ำถมขึ้นเป็นแปลงดิน  การที่น้ำท่วม ทำให้เราตัดสินใจง่ายขึ้นที่จะต้องทิ้งสิ่งของต่าง ๆ หลังจากที่วิญญาณปู่โสมเข้าสิงอยู่นานหลายปี ของเก่าแก่จะทิ้งดีหรือไม่ทิ้งดี จะใช้ก็ไม่ใช้ พอน้ำแช่อยู่เดือนสองเดือนแล้วเป็นไงครับ ขึ้นอืดกันไป ทิ้งให้หมดเลยทีนี้ ไม่ต้องเถียงกัน ไม่ต้องตัดสินใจยาก

                ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน เราก็ต้องตัดทิ้งหมด ไม้ว่ากัลปพฤกษ์ ตีนเป็ดน้ำ และจำปี คือบางต้นมันตาย แต่ที่ไม่ตายก็ตัดแต่งให้ดูดี จนหน้าบ้านเราโล่ง แดดส่องถึง

                พื้นที่ไม่กี่เมตรหน้าบ้าน แม่ก็บรรจงหว่านเมล็ดอะไรต่อมิอะไรที่แม่ชำนาญด้วยสัณชาติญาณแห่งความเป็นเกษตรกร ความสุขเล็ก ๆ ในวัย 80 ต้น ๆ ของแม่คือการได้เห็นพืชผักมันค่อย ๆ เติบโตออกดอกออกผล แม่หว่านผักกาดพื้นบ้าน ซึ่งไม่แน่ใจว่าแม่เอามาจากไหน สมัยก่อนตอนเป็นเด็ก ตอนอยู่นอกบ้าน เอ้ย บ้านนอก ผมมีหน้าที่ตักน้ำรดแปลงผักที่เนินดินเล็ก ๆ ปลายนา ก่อนที่จะไปเล่นต้องไปรดน้ำผักก่อนแทบทุกวัน ตอนนั้น ยังอายุ 6-7 ขวบ สำหรับผักกาด และ ผักฃี แม่จะปล่อยบางต้นให้มันออกดอก เพื่อเก็บไว้ทำพันธุ์ต่อไป

                พืชผักที่แม่ปลูกในครั้งนี้ ผมก็ไม่ได้เฝ้าดูมันทุกวันเหมือนแม่ เพราะผมต้องไปทำงาน และไปนอนค้างที่โน่นเป็นอาทิตย์ ๆ จะได้กลับมาก็ช่วงวันหยุด และแทบที่จะไม่ได้อยู่บ้าน ที่มาสังเกตุในทุกวันนี้ เพราะตกงานนั่นเอง

                ผักกาดที่แม่ปลูกตั้งแต่ปลายเดือนธันวา นั้นมันหมดอายุขัยไปแล้ว แม่เก็บมาแกง เก็บมาทำผักกาดส้ม ก็คือ ผักกาดที่เอามาดองไว้สองสามวัน จนมีรสเปรียวนั่นเอง

                จะว่าไปแล้ว แม่มีวิธีถนอมอาหารที่แปลกออกไปอีก วันหนึ่ง กลับมาบ้าน แม่เอาผงอะไรเขียว ๆ ใส่ถ้วยเล็ก ๆ มาตั้งไว้บนโต๊ะอาหาร เอาข้าวเหนียวปั้นจิ้ม ผมก็ลองดู ปรากฎว่ามันมีรสชาติเปรี้ยว ๆ ผงอะไรเหมือนชา แต่มีรสเปรี้ยว เมื่อสอบถามจึงได้ความว่า แม่เอาผักกาดพันธุ์พื้นเมืองของแม่ที่ปลูกไว้ ต้นโตเต็มที่แล้ว ก็เก็บใบมันมาดองไว้สองสามวันเมื่อได้ที่แล้ว ก็เอาไปตากแดด จนแห้งกรอบ แล้วก็เอามาตำให้ละเอียด ใส่กระปุกเก็บไว้กินได้ตลอด นี่เป็นการถนอมอาหารแบบ 2 ชั้น ที่คาดไม่ถึง แม่เอาผักไปดอง ผักดองอาจจะเก็บยาก กินลำบาก แม่เลยเอาไปตากแห้งทำเป็น “ผักดองผง” อยากกินเมื่อไหร่ก็ตักมากินได้ หรือเอาวางไว้บนโต๊ะอาหารนั่นแหละ กินได้ทุกวัน  ต้องพาแม่ไปจดลิขสิทธิ์เสียแล้วกระมัง

                ผ่านมาได้ 2-3 เดือนแล้ว ผักที่มีวงจรอายุสั้น ๆ มันก็หมดไปรอบหนึ่งแล้ว เมื่อวานซืนตั้งแต่ไม่ได้ไปทำงานวันแรก (อยู่บ้าน) ก็เลยได้ไปสำรวจ “สวนครัวของแม่” อย่างละเอียด จำได้ว่า ครั้งก่อนที่ผมได้เขียนเรื่องสวนครัวของแม่ไปนั้น ตอนนั้นยังไม่ได้จัดรูปแบบการปลูกเหมือนครั้งนี้ เพราะอะไร ๆ ก็ถูกโละไป แล้วจัดระเบียบใหม่

                แม่ปลูกผักปัง ซึ่งเป็นผักที่กินได้ทั้งดอก ยอด ใบ และผลหนุ่ม ๆ เป็นพืชเลื้อย ปลูกให้ขึ้นกับต้นตีนเป็ดน้ำและรั้ว มันแตกยอดอย่างรวดเร็วจนเต็มรัวและคลุมต้นตีนเป็ดที่เราตัดยอดมันทิ้งหมด ผักปังออกดอกแล้วตอนนี้ ผักชนิดนี้ถ้าจะให้อร่อยต้องแกงใส่ “จี้นส้ม” ก็คือพวกแหนมหมูนั่นเอง

                พริกที่ขึ้นนั้น ทั้งปลูกและขึ้นเอง คือเวลาทำอาหารแล้วเอาเมล็ดพริกที่เหลือไปทิ้ง ๆ ไว้เลยขึ้นกันใหญ่

                ผักกวางตุ้ง ออกดอกและเก็บกินจดหมดไปรอบหนึ่งแล้วเหลือนิดหน่อย

                ผักกาดขาว กินหมดแล้วครับ

                ผักกาดพันธุ์พื้นเมือง แม่ยังคงปลูกไว้สำหรับรอบใหม่

                ผักคราด เอาไว้ใส่แกงแคครับ เคยพูดถึงแกงแคของภาคเหนือแล้วนะครับ คือแกงที่ใส่พักหลายชนิด และใส่ข้าวคั่วด้วย ส่วนจะเป็นแกงแคอะไรก็สุดแท้แต่ เช่น แกงแคเนื้อ แกงแคหมู แกงแคกบ แกงแคปลาไหล แกงแคหอยขม

                ผักโขม ชนิดนี้ ไม่รู้ว่าแม่เอาพันธุ์มาจากไหน แต่เห็นมีขายกันตามร้านผักปลอดสาร

                ตำลึง นี่ขึ้นปนกับผักปังตามรั้ว และกำแพงบ้าน

                ถั่วฝักยาว แม่ทำร้านให้มันขึ้น ตอนนี้ออกดอกและมีฝักให้กินกันแล้ว แต่แม่ชอบปล่อยให้มันแก่ มีเม็ดข้างใน พอแก่ได้ที่ก็เอาไปนึ่งกินกับน้ำพริกอร่อยดี

                ถั่วพลู ชนิดนี้ ยังไม่ออกผล มีแต่ดอก ร่วงไปบ้าง แต่ขึ้นปนกับถั่วฝักยาว ส่วนอีกด้านหนึ่งให้ขึ้นกับร้านที่แม่ทำไว้ต่างหาก

                มะเขือเทศ เวลาทำส้มตำ ก็ทิ้งเมล็ดมันไว้ หรือแม่เอามาเพาะเองบ้าง มันออกลูกดกเต็มต้นเลย มีหลายต้นด้วย

                มะเขือ มีหลายต้น แต่มันเพิ่งขึ้น

                มะเขือเสวย แม่เรียกกระเจี๊ยบเขียวว่าอย่างนี้ ตามภาษาถิ่น มีต้นเดียวครับ

                แคขาว ต้นเล็กๆ แต่มีดอกแล้ว ต้นสูงแค่เอว ดอกเต็มต้น

                มะกรูด ข่า ตะไคร้ จำพวกนี้ ควรมีคู่บ้าน แต่ต้นมะกรูดเรามีอยู่แล้ว รอดมาจากน้ำท่วม ส่วนข่าเพิ่งเอามาปลูกใหม่ ต้นเก่าตายไปแล้ว ตะไคร้นั้น ยังไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่

                ผักฃีลาว แม่หว่านไว้ในกระถาง เพิ่งขึ้น

                ผักสระแหน่ มีหลายกระถางครับกำลังงามเลยทีเดียว ก็เพราะบ้านเรากินผักเก่งครับ

                ผักไผ่ ผักแพว หรือ พริ่กม้า นี่เราก็ปลูกไว้เป็นเครื่องเคียงครับ ดับคาวได้ดี

                พลู แม่เคี้ยวหมากด้วย แต่พลูต้นก่อน ตายไปกับน้ำเรียบร้อย คราวนี้ไปได้ต้นพันธุ์จากโคราช เพื่อนบ้านเขาเอามาให้

                โหรพา ใบกะเพรา นี่ก็ขาดไม่ได้ครับ เป็นผักสามัญประจำบ้าน

                ผักอื่น ๆ ถ้าขึ้นแล้ว แต่กินได้ แม่ก็จะปล่อยมัน เลี้ยงน้ำมันไปเรื่อย ๆ แม้ไม่ได้ปลูกก็เถอะ

                ผักพวกนี้ ใช่ว่า จะปลูกไว้ขาย หรือไว้กิน บางทีมันก็พอกินบ้าง เหลือกินก็ให้เพื่อนบ้านไป แต่แม่คงจะมีความสุขที่ได้ดูแลมัน ได้เก็บกินตามสมควร

 

                ความจริง ในแต่ละวันมันจะมีความหมายก็ตรงที่ว่า เราได้ทำอะไรลงไปบ้างเท่านั้นเอง วันไหนที่ผ่านไปโดยที่เราไม่ได้ทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน รู้สึกไหมครับว่า ตัวเราไม่ได้ทำประโยชน์ใดให้ได้น่าภาคภูมิใจเลย แม่ก็คงเป็นเช่นนั้น อายุมากแล้ว มีอะไรทำแก้เหงาก็คงได้รับความสุขกันไปตามอัตภาพ ได้เห็นพืชผักของตัวเองที่ปลูกไว้งดงาม ได้รดน้ำ ได้เก็บมันมาทำอาหาร มันอิ่มอกอิ่มใจอะไรเช่นนี้...

เรื่องที่เกี่ยวข้อง (ภาค แรก)

http://www.oknation.net/blog/kintaro/2011/02/18/entry-1











































 

โดย มัชฌิมาปกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net