วันที่ ศุกร์ มีนาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เดินเดี่ยว เที่ยวน่าน :: วัดต้นแหลง วัดไทยโบราญ ล้านนา แห่งปัว น่าน


จะว่าไปแล้ววัดที่เป็นวัดไทยล้านนาที่สำคัญในอำเภอปัวนั้น ยังอยู่อีกหลายวัด เช่นเดียวกับวัดต้นแหลงที่เรากำลังเข้ามา นมัสการแห่งนี้ "วัดต้นแหลง" เป็นวัดโบราณไทยล้านนาสันนิษฐานว่าสร้างประมาณ พ.ศ. 2127 วิหารทรงตะคุ่มหลังคาลาดต่ำ ซ้อน 3 ชั้น ลักษณะเดียวกับบ้านเรือนแบบเดิมของชาวไทลื้อแถบสิบสองปันนา ผนังเจาะช่องหน้าต่างเล็กๆ เพื่อป้องกันอากาศหนาวเย็น ประตูทางเข้าตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก เพื่อให้แสงแรกของวันสาดส่องมาต้ององค์พระประธานและเพื่อให้พุทธศาสนิกชนที่เข้ามาในวิหารมุ่งความสนใจไปที่องค์พระประธาน ทั้งยังก่อให้เกิดบรรยากาศที่สงบนิ่งเหมาะกับการน้อมจิตสู่สมาธิ

ในหนังสือเรื่องสถาปัตยกรรมวัดไทยลื้อในเขตจังหวัดน่าน จากสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวถึงวัดต้นแหลงนี้ว่า เป็นวัดโบราณ สร้างมาสมัยชาวไทลื้อที่อพยพมาจากสิบสองปันนาในรุ่นแรก ๆ เพราะมีสิ่งที่จะถือเป็นหลักฐานได้หลายแห่ง ดังนี้

1. วัดนี้ได้ย้ายจากทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ซึ่งได้ถูกน้ำท่วมเซาะตลิ่งพัง ประกอบกับหมู่บ้านนี้มีแม่น้ำล้อมรอบ จึงได้ย้ายวัดไปตั้งชั่วคราวในป่าริมหมู่บ้านหนาด ตำบลไชยวัฒนา อำเภอปัว เป็นเวลา 3 ปี ต่อมาเมื่อน้ำลดลงและไม่ท่วมเซาะพังหมู่บ้านแล้ว จึงได้มาสร้างวัดในสถานที่เหมาะสม ในกลางหมู่บ้าน คือสถานที่ตั้งวัดปัจจุบัน

2. ผู้ปฏิสังขรณ์วัดนี้สืบต่อกันมาคือใน พ.ศ. 2469 ได้มีพระครูญาณธาดา อดีตเจ้าคณะแขวงปัวเป็นเจ้าอาวาสวัดนี้ ได้พร้อมกับขุนสถาน สุทธารักษ์ อดีตกำนันตำบลสถาน และคณะศรัทธาราษฎรในหมู่บ้านพร้อมกับจ้างนายช่างมาก่อสร้างพระประธานองค์ใหญ่ มีหน้าตักกว้าง 108 นิ้ว สูง 156 นิ้ว และทำแท่นแก้วพระประธานโดยนายมอญ เป็นช่างผู้ก่อสร้าง ประมาณ 2 ปีจึงแล้วเสร็จ ได้ทำการสมโภชพุทธาภิเษกพระประธาน ต่อมา ในปีพ.ศ. 2471 ได้ขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมาและทำการผูกพัทธสีมา เมื่อ 9 มีนาคม 2474

3. ใีนปี พ.ศ. 2493 พระสวัสดิ์ สุภทโท เป็นเจ้าอาวาส ได้แนะนำศรัทธาราษฎรในหมู่บ้านปั้นอิฐเพื่อต่อเติมเสริมผนังซึ่งเดิมเป็นไม้ จนถึง พ.ศ. 2494 ก็ัยังไม่เสร็จและได้ลาสิกขาบทไปเมื่อ พ.ศ. 2495 เจ้าอธิการส่วย เวปุลโล ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ได้ทำการก่อสร้างฝาผนังและพระอุโบสถเพิ่มเติมที่ค้างไว้เป็นเวลาอีก 1 ปี และในปีนี้เอง ได้แนะนำศรัทธารื้อกุฏิอีก 2 หลัง ซึ่งทรุดโทรมมากและหลังเล็ก เพื่อสร้างใหม่และสร้างเสร็จในปีต่อมา พ.ศ.2499 ก็ได้ทำการบูรณะฝาผนังพระอุโบสถที่ค้างไว้จนเสร็จ

พร้อมกันนี้ได้ร่วมกับศรัทธาในหมู่บ้านทำการบูรณะหลังคาอุโบสถที่ชำรุดเป็นกระเบื้องไม้ โดยมีนายวงค์ เขื่อนธนะ มาทำการช่วยเหลือและเป็นนายช่างทำช่อฟ้า ใบระกา จนเสร็จเรียบร้อย และได้ทำการสมโภชเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2500

รูปทรงทางสถาปัตยกรรมของพระอุโบสถ

1. การวางแปลน เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 11.40 เมตร ยาว 19 เมตร พื้นอุโบสถยกสูงจากระดับพื้นดินประมาณ 1.20 เมตร มีเหตุผลที่ทำเช่นนี้เพราะบริเวณที่ตั้งวัดต้นแหลงนี้เป็นบริเวณที่ลุ่ม เมื่อถึงฤดูฝน ถ้ามีน้ำป่าหลากจะเกิดน้ำ่ท่วมขังในบริเวณนี้ จึงมีการยกพื้นให้สูงขึ้น บริเวณฐานพระอุโบสถที่ยกสูงขึ้นนี้ มีทำการแบบฐานย่อมุม ลดระดับ ซึ่งเป็นฝีมือของช่างพื้นบ้านที่ทำได้สวยงามมาก แต่ในปัจจุบันได้ชำรุดทรุดโทรมตามเวลาบ้างบางแห่ง

2. หลังคาของพระอุโบสถ เป็นหลังคาทรงสูงขึ้นเป็นชั้น ๆ 3 ชั้น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวไทลื้อที่มีความสวยงามได้สัดส่วนกับตัวพระอุโบสถ และที่สำคัญเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคนี้ จากสัดส่วนและรูปทรงของหลังคา ทำให้บริเวณภายในพระอุโบสถมีการระบายอากาศดีและเพื่อขับไล่ความชื้นอีกด้วย ส่วนหน้าต่างของพระอุโบสถ เป็นหน้าต่างขนาด 0.50 x 1.70 เมตร เปิดโล่ง มีลูกกรงทำด้วยไม้

เมื่อมองจากด้านข้างพระอุโบสถแล้ว จะเห็นถึงการออกแบบหน้าต่างให้กลมกลืนกับส่วนอื่น ๆ ได้สวยงามมาก และที่สำคัญเพื่อเป็นทางเข้าของแสงแดด เพื่อทำให้บริเวณภายในพระอุโบสถสว่างขึ้น การเจาะช่องหน้าต่างมีจำนวนไม่มากนัก เพื่อป้องกันอุณหภูมิซึ่งจะหนาวเย็นมากในฤดูหนาว

3. ผังพื้น เป็นวิหารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตัวอาคารแบ่งส่วนใหญ่ ๆ คือ บริเวณที่ตั้งฐานชุกชี ค่อนไปทางด้านหลังพระวิหาร ลักษณะฐานชุกชีตั้งลอยตัว เดินได้รอบ ด้านข้างทิศใต้ติดผนังเป็นอาสนสงฆ์ ยกพื้นสูงขึ้นมาจากพื้นวิหาร 20 เซนติเมตร ก่ออิฐลาดปูน ด้านหน้าพระประธานเป็นธรรมมาสน์ไม้ประดับกระจกสี

พื้นพระวิหารยกสูงจากพื้นดินประมาณ 1.00 เมตร เป็นปูนลาดขัดมัน ด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือ และใต้ ตรงส่วนเกือบกึ่งกลางวิหาร มีประตูทางเข้าขนาดกว้างประมาณ 1.30 - 1.50 เมตร ทางเข้าด้านหน้า เข้าตรงกึ่งกลางวิหาร ส่วนประตูทั้งหมดจะมีบานเปิดเปิดเป็นไม้ขนาด 11/2 นิ้ว - 2 นิ้วตันทึบ ใช้วงกบล่างบนเจาะรูฝังแกนหมุนรับบานปิดเปิดประตูขนาดใหญ่นี้ ด้านตะวันตกเป็นผนังทึบตลอดไม่มีหน้าต่าง

จะเห็นได้ว่าประโยชน์ใช้สอยภายในของวิหารทึบแบบไทลื้อ คือ ฐานชุกชี ธรรมาสน์ และอาสนสงฆ์ ซึ่งใช้พื้นที่น้อยมากคือประมาณ 1/4 เท่านั้น นอกนั้นเป็นห้องโถงโล่ง ๆ ซึ่งเป็นบริเวณที่ชาวบ้านหรือฆราวาสใช้ฟังธรรมและประกอบศาสนพิธีต่าง ๆ

เนื่องจากมีหน้าต่างน้อย เจาะรูหรือช่องเล็ก ๆ แสงเข้าน้อย ดังนั้น ภายในจึงมีบรรยากาศสลัว ๆ สุกสว่างเฉพาะที่องค์พระประธานภายในวิหาร เป็นการชักจูงใจและเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่องค์ประธานมากขึ้น หากจะมองจากประตูทางเข้าด้านหน้าวิหารทิศตะวันออก เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าแสงสว่างจะลอดผ่านเป็นลำพุ่งตรงจากประตู ผ่านเสาวิหารที่เรียงกันเป็นแถวทางด้านหน้า ตรงเข้าสู่พระประธานซึ่งลอยเด่นอยู่ท่ามกลางแสงสลัว ๆ ทึบ ๆ ภายในพระวิหาร

นับเป็นวิธีที่ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความปิติและศรัทธาขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว และคงจะเป็นความสำเร็จของผู้ตั้งใจสร้างวิหารหลังนี้ขึ้นมา ประกับกับลานด้านหน้าวิหารและกำแพงเตี้ย ๆ ที่กั้นเขตรอบนอกวิหาร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้วิหารมีคุณค่าในเรื่องของการจัดที่ว่างและองค์ประกอบในสถาปัตยกรรม

4. หน้าบัน การประดับหน้าบันด้วยไม้โปร่งเป็นรัศมีแฉกและแผ่นโลหะประดับสีขาว ด้วยการประดับเรียงเป็นรัศมีตรงส่วนหน้าของหน้าบันแบบชาวบ้านไทลื้อ เป็นการทำให้วิหารหลังนี้ ดูแปลกตากว่าวิหารทั่วไป

ประกอบด้วยตัวลำยอง นาค และช่อฟ้าแบบพื้นบ้าน เป็นลักษณะเริ่มต้นของศิลปะการตกแต่งแบบไทลื้อ การตกแต่งเชิงชายหรือชายน้ำด้วยไม้ซี่แหลมรอบ ๆ อาคารส่วนที่ลดชายน้ำลงมาทุกชั้นเป็นลักษณะของเมืองน่านที่พวกเขาเคยเห็นมาแล้วจนเจนตาก็เป็นได้ จากลักษณะการตกแต่งตุงและธงกระดาษสีต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบงานบุญและพิธีกรรมของชาวเมืองน่าน

5. หลังคา หลังคาที่มุงด้วยแป้นเกล็ด (กระเบื้องไม้) ซึ่งแต่เดิมในประวัติกล่าวว่าทรุดโทรมหมดสภาพเสื่อมอายุ มุงใหม่เมื่อปี พ.ศ.2499 เพราะเหตุที่ไม้เป็นวัสดุที่หามาทำแป้นเกล็ดได้ง่ายในสมัยนั้น เมื่อประกอบเป็นรูปร่างแล้ว ดูเข้ากับสภาพเชิงผนังตอนล่างที่ทำอิฐก่อเป็นลวดบัวไปตามแนวยาวรอบ ๆ วิหารตอนเชิงล่างทั้งหมด

ดังนั้น จะเห็นว่า หน้าบัน ช่อฟ้า ใบระกา ป้านลม และชายน้ำ กับการประดับตกแต่งต่างๆ ในวิหารหลังนี้สร้างทำขึ้นคนละสมัยตามสภาพการใช้สอย และความชำรุดทรุดโทรมของวัสดุก่อสร้างที่เสื่อมและหมดสภาพการใช้งาน ก็ถูกนำมาสร้างขึ้นใหม่เพื่อให้คงสภาพการใช้งานได้ต่อไป แต่แม้ว่าจะคนละสมัยแต่ก็ดูออกว่าเป็นงานช่างไทลื้อที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนของเก่า ผนังเดิมที่เป็นไม้ก็ถูกเปลี่ยนเป็นผนังอิฐก่อ ของเดิมวิหารตอนบนอาจไม่มีหน้าต่างเลยแบบวัดในรัฐสิบสองปันนาและที่เชียงตุงซึ่งเป็นของดั้งเดิมของไทลื้อ

ส่วนตกแต่งที่สำัคัญของวิหารคือ การตกแต่ง หน้าบัน ชายน้ำ ช่อฟ้า หางหงส์ และลวดบัวที่เชิงฐานของวิหาร เป็นการตกแต่งแบบชาวบ้าน เป็นฝีมือของช่างแบบไทลื้อ เพราะทำแบบง่าย ๆ ตามความจำเป็นจริง ๆ ตามสายตาแบบคนเมืองอาจจะรู้สึกว่าไม่สวยนัก แต่งานเหล่านี้คือสิ่งสะท้อนความรู้สึกนึกคิดที่เป็นความจริง ซื่อสัตย์ และดูงามแบบที่เป็นเนื้อแท้ของช่างไทลื้อ

ความเป็นจริงเหล่านี้เป็นเรื่องที่บางครั้งก็ยากที่จะอธิบายว่างามอย่างไร เพราะความเหมาะสมขึ้นอยู่กับผู้ใช้และหมู่ชนที่ได้ใช้สอยอาคารเหล่านั้น ในสมัยและเวลาที่เหมาะสมของตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งเหล่านั้นอาจพ้นสมัยหรือจะต้องปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งใหม่ในเวลาต่อไปของอนาคต

แต่อดีตคือฐานที่จะรองรับความเชื่อที่จะยืนยันถึงปัจจุบันว่า มีความต่อเนื่องกันหรือไม่ รูปร่าง ลักษณะแผนการใช้สอย ฯลฯ จะต้องมีของเดิมหลงเหลืออยู่และพอจะมองออกได้ว่าอะไรคือที่มาของรูปลักษณะเหล่านั้น ความสละสลวยหรือไม่ ไม่ใช่ปัญหาที่จะต้องชอบหรือไม่ชอบ เพราะความถูกต้องจะต้องมาก่อน ขนบธรรมเนียมประเพณีและความเคยชินของผู้ใช้ในชนบทท้องถิ่นและสภาพแวดล้อมอันเป็นกฎเกณฑ์ที่มีผลในการตัดสินใจเลือกใช้ให้เหมาะกับเวลาในอดีตมากกว่าหลักเกณฑ์อื่น

สรุปลักษณะสถาปัตยกรรมที่เด่นชัดและสำคัญของวัดต้นแหลง

1. การวางหลังคารูปทรงตะคุ่ม ลาดต่ำ และลดหลั่นกันลงมาทีละชั้นจนถึงชั้นล่าง เป็นลักษณะที่วิวัฒนาการมาจากรูปแบบเดิม ที่มีความลาดเอียงมาก การแก้รูปทรงของผืนหลังคาซึ่งแผ่กว้างให้เป็นส่วนย่อยลงมา วิธีวางหน้าจั่วเน้นทิศตะวันออกและตะวันตกเป็นส่วนสำคัญของวิหารทรงตะุคุ่มแบบนี้

2. การวางรูปทรงวิหารให้เตี้ยแจ้ โดยใช้บัวที่ฐานประดับตกแต่ง ลดความสูงรูปด้านลงพร้อมกับเจาะช่องหน้าต่างเล็ก ๆ แคบ ๆ ให้ความสำคัญกับรูปด้านซึ่งเป็นลักษณะของ "วิหารทรงโรง" อันเป็นลักษณะพิเศษของสถาปัตยกรรมล้านนา ซึ่งเป็นแบบเฉพาะของไทลื้อ รูปทรงและการใช้ลวดบัวฐานตกแต่งนี้ มีใช้ไปถึงรัฐสิบสองปันนาในประเทศจีน


3. การเปิดประตูกว้างด้านทิศตะ วันออก และประตูเล็กทิศเหนือและใต้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าความเชื่อเรื่องทิศที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย การเน้นทางเข้าด้านหน้าด้วยบันไดและประตูกว้างเพื่อให้แสงรุ่งอรุณสะท้อนเข้ามาภายในวิหาร พุ่งตรงไปยังพระประธาน นับเป็นวิธีพิเศษที่สำคัญประการหนึ่งของช่างไทลื้อ ประตูออกด้านข้างสองด้านสำหรับพระภิกษุสงฆ์และชาวบ้านเป็นการแสดงประโยชน์ใช้สอยที่ลงตัวสมบูรณ์ เหมาะกับสภาพการใช้งานดี

ด้วยความเป็นมา ความสำคัญ และลักษณะสถาปัตย์กรรมดังกล่าว จึงส่งผลให้วัดต้นแหลงเป็นวัดไทยโบราญ แบบล้านนาที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นต่อไปได้ศึกษาถึงความเจริญรุ่งเรือง ความเป็นชาติ และองค์ความรู้ในอดีต

การก่อสร้างบ้านเรือน สิ่งก่อสร้าง ที่ปัจจุบันมักจะละทิ้งรูปแบบ ๆ เดิม ๆ ที่ควรอนุรักษ์ไปสู้รูปทรงสมัยใหม่กันจนดาษดื่น แม้นรูปแบบสถาปัตย์กรรมเหล่านั้น จะดูไม่เหมาะกับภูมิประเทศ และภูมิอากาศแบบบ้านเรา แต่นั่นก็พอเข้าใจได้ว่า มันเป็นความนิยมในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ดี ของเก่าอันทรงไว้ซึ่งรากเหง้าของความเป็นไทย ของแผ่นดินเกิด ก็ควรรักษาเอาไว้ให้เป็นมรดกแก่คนรุ่นหลังสืบต่อไป

ฉันออกเดินทางด้วยเจ้าสองล้อคู่ใจ จากวัดต้นแหลงอำเภอปัว เพื่อเดินทางรวดเดียวกลับไปยังตัวเมืองจังหวัดน่าน ระยะทางกว่า ๖๐ กิโลเมตร ฉันรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นไทย ความเป็นคนมีอารยะธรรมที่ยาวนาน จากในอดีต สู่ปัจจุบัน และกำลังจะสืบต่อไปยังอนาคตต่อไป

 เรื่องที่เกี่ยวข้อง

รวม Link "เดินเดี่ยวเที่ยวน่าน" เที่ยววัดในจังหวัดน่าน
http://www.oknation.net/blog/swongviggit/2012/05/19/entry-1

โดย สายลมที่ผ่านมา

 

กลับไปที่ www.oknation.net