วันที่ อังคาร มีนาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

.....ประโคนชัย...ตอน...ตื่นเช้าสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ละเวี้ย ก่อนจะลุยดูหิน...


.

.

เรื่องราวที่ผมเล่าสู่กันฟังในบทนี้ 

เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2555 ทั้งหมดครับ

.

วันนั้น...เป็นวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ 

.

ซึ่งปรากฏผลว่า  เบอร์ 4  "กรุณา ชิดชอบ"  โกยคะแนนอย่างถล่มทลาย  เข้ามาเป็นเชียร๋ลีดเดอร์..เอ๊ย ! ! เป็นนายก อบจ.บุรีรัมย์ อีก 1 สมัย

และวันนั้น...เป็นวันที่ผมได้ลัดเลาะไปตามชุมชนต่าง ๆ ในบุรีรัมย์  จึงมีโอกาสเห็นการเมืองสนุก ๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในปราสาทหิน

.

อำเภอประโคนชัย  จังหวัดบุรีรัมย์  ผมผ่านคราใด  ต้องแวะซื้อ "กุ้งจ่อม" ทุกครั้ง    กุ้งจ่อมประโคนชัยอร่อยแค่ไหน?  ผมบอกไม่ได้เต็มปาก  รู้เพียงว่ากุ้งจ่อมประโคนชัยมีชื่อเสียงโด่งดัง  ที่สำคัญแม่ยายผมชอบทานเป็นพิเศษ

อำเภอประโคนชัย  ผมไปเที่ยวมาแล้วหลายครั้ง   มีปราสาทหินที่มีชื่อเสียงและสวยงามหลายปราสาท เช่นปราสาทหินเมืองต่ำ  ปราสาทหินบ้านบุ  ปราสาทหินหนองกงหรืออีกชื่อหนึ่งคือกุฎีฤษีหนองบัวราย   ทุก ๆ ปราสาทที่เอ่ยชื่อมาข้างต้น  ผมและชาวโอเคเนชั่นส่วนหนึ่งไปดูกันมาแล้ว  แต่มิใช่เพียงแค่นั้น  ประโคนชัย  ยังมีอีกหลาย ๆ สิ่งที่น่าสนใจ  และผมยังไม่เคยได้พบเห็น

วันเวลาที่ผ่านมา  ผมเพียงโฉบผ่านประโคนชัย  แต่ครั้งนี้ไม่เป็นเช่นนั้น  เพราะผมได้นอนพักที่บ้านละเวี้ย   โดยอาจารย์เจี๊ยบให้เหตุผลว่า  จะได้มีเวลาเดินดูปราสาทกันเยอะ ๆ

.

.

.

.

บ้านละเวี้ย (Ban Lavia)

อาจารย์เจี๊ยบบอกผมว่า.....เป็นชุมชนที่เกิดขึ้นจากการอพยพของชาวบ้านละเวี้ย ส่วนใหญ่เป็นชาวเขมรสูงหรือเขมรบุรีรัมย์ (ขแมร์ลือ) และชาวไท – ลาว (ลาวอีสาน) จากอีสานตะวันออก – เหนือ  อพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนตรงบริเวณบ้านหลักทางทิศใต้  แล้วขยับขยายขึ้นมาทางทิศเหนือตามลำเสวที่โคกเนินบ้านละเวี้ย 

.

มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า บ้านละเวี้ยก่อตั้งมานานกว่า  200 กว่าปี มีตา-ยาย คู่หนึ่ง อาศัยอยู่ที่บ้านบัวราย (บ้านหลัก)  อพยพมาแผ้วถางป่าตรงบริเวณที่ตั้งหมู่บ้านละเวี้ยในปัจจุบัน  ที่บริเวณแถบนี้มีต้นมะเดื่อขึ้นอยู่มากมาย ในภาษาขแมร์จะเรียกมะเดื่อว่า "ละเวี้ย" 

        

สองตายายมาพักอาศัยใต้ต้นมะเดื่อใหญ่ 2 ต้น  ซึ่งเป็นบริเวณที่ร่มรื่น มีสัตว์ป่านานาชนิดมาอาศัย  ในขณะที่สองตายายกำลังแผ้วถางป่า ก็ได้พบใบพัทธสีมา 8 หลัก เป็นที่ประหลาดใจกับสองตายาย เห็นว่าคงเคยเป็นโคกวัดเก่ามาก่อน  ชาวบ้านหลักจึงชวนกันอพยพมาตั้งหลักแหล่งรอบ ๆ บริเวณที่ร่มรื่นหลายครอบครัว และเรียกชื่อหมู่บ้านตามต้นไม้ใหญ่ว่า "บ้านละเวี้ย" 

.

        

ปัจจุบันยังคงเหลือใบพัทธสีมาศิลปะแบบอยุธยาตอนกลาง – ปลายแตกหักอยู่หน้าโบสถ์วัดละเวี้ย (วัดอุทุมพร) อยู่ 4 – 5 หลัก  ส่วนใบเสมาที่สวยงามสมบูรณ์ ชาวบ้านเล่าว่าถูกนำออกไปเที่ยวเมืองนอกเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว) !!!

http://www.oknation.net/blog/voranai/2011/12/11/entry-1

.

บรรยากาศยามเช้ารอบ ๆ บ้านละเวี้ยสดชื่น  บริสุทธิ์  ผมสูดอากาศเข้าเต็มปอดหลังจากการหลับสนิทมา 9 ชั่วโมงเต็ม ๆ 

การเดินทางชมปราสาทในสไตน์ของอาจารย์เจี๊ยบ  บอกตรง ๆ ว่า โหด มัน ฮา  ดูหินเป็นเรื่องใหญ่  ไม่สนใจรายละเอียดรายทาง  มองข้ามความบันเทิงเรื่องอื่น ๆ หมดสิ้น

.

.

เราร่ำลา "ครูวิยะ  ศรีพรหม" เพื่อนรุ่นน้องจุฬาฯของอาจารย์เจี๊ยบซึ่งเป็นเจ้าของบ้านตั้งแต่เช้ามืด  และแวะชมใบเสมาที่วัดละเวี๊ย

"ปัจจุบันยังคงเหลือใบพัทธสีมาศิลปะแบบอยุธยาตอนกลาง – ปลายแตกหักอยู่หน้าโบสถ์วัดละเวี้ย (วัดอุทุมพร) อยู่ 4 – 5 หลัก 

ส่วนใบเสมาที่สวยงามสมบูรณ์ ชาวบ้านเล่าว่าถูกนำออกไปเที่ยวเมืองนอกเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว) !!!  "

ผมหยิบคำของอาจารย์เจี๊ยบมาตอกย้ำอีกครั้งหนึ่ง

.

.

เรื่องใบเสมา  เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ท่านบล็อกเกอร์ "คมฉาน ตะวันฉาย" หรือพี่อัฎเคยตั้งปุจฉาไว้ว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย 

อาจารย์เจี๊ยบ  จึงเขียนสรุปเป็นข้อ ๆ เคร่า ๆ ไว้ว่า

.

เรื่องเป็นเสมา เป็นคติผสมผสาน กันหลายรอบหลายยุค

- ยุคแรก เรียกว่า "วัฒนธรรมหินตั้ง" จะเจอกระจายตัวทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยันจีนตอนใต้  ช่วงนี้ยังคงไม่ได้เรียกว่าเสมา  ใช้ล้อมพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกอุปโลกน์ให้เป็น ของชุมชนหนึ่ง

- ยุคสอง เมื่อรับพุทธศาสนาเข้ามา หินตั้ง เริ่มกลายมาเป็นใบเสมา แต่ก็ยังล้อมรอบพื้นที่วงกลม เป็นแถวเป็นแนวจำนวนมาก

- ยุคสาม  ใส่รูปพุทธะประวัติ ชาดก และรูปมงคลเข้าไว้ในหินตั้ง กลายเป็นใบเสมาขนาดใหญ่  ล้อมรอบอาคารที่ถูกสร้างขึ้น  แต่ก็ยังใช้ล้อมรอบพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่อาจเคยมีอาคารไม้ตั้งอยู่ตรงกลาง

- ยุคสี่  อาคารทางศาสนาเป็นอาคารที่สร้างขึ้นด้วยวัสดุคงทน ใบเสมาเริ่มเล็กลง ผสมผสานคติทิศมงคลทั้ง 8 และพันธสีมา จึงเริ่มมีระบบระเบียบแบบในปัจจุบัน

- ยุคห้า  ใบเสมาเดี่ยว 8 มุม  นิยมในกลุ่มวัดเถรวาท  ถ้าเป็นใบเสมาคู่  ก็หมายถึงมีการผูกพันธสีมา 2 ครั้ง ซึ่งก็อาจหมายถึงการผูกพันธสีมาวัดเก่า ขึ้นเป็นพระอารามหลวง ในอุปภัมภกของพระมหากษัตริย์ กลายเป็นใบเสมาคู่ 8 ทิศ

- ยุคปัจจุบัน - ร่วมสมัย  มีการสร้างอาคารหลังคาครอบใบเสมา หรือผังใบเสมาไว้กับผนังกำแพง นัยว่าใบเสมาจะเปียก จะสึกกร่อน เป็นของศักดิ์สิทธิ์

- จากหลักเขตโบราณที่เป็นเพียงเครื่องมือในการกำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์ วันนี้ หินตั้งหรือใบเสมาก็ยังคงทำหน้าที่เดิมอยู่ครับ

.

.

ปราสาทหลังแรกที่เราได้พบในเช้าวันนี้  คือ "ปราสาทละลมทม"

การดูปราสาทของผมกับอาจารย์เจี๊ยบ  แต่ละสถานการณ์จะไม่เหมือนกัน  บางครั้งเรามองในแง่ประวัติศาสตร์  บางครั้งเรามองในแง่สถาปัตย์กรรม  บางครั้งมองในแง่วิถีชุมชน  พูดง่าย ๆ ว่ามองไปเรื่อย ๆ  คิดไปเรื่อย ๆ ไม่ไปติดยึดกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากนัก

อย่างเช้านี้  กว่าจะหาตัวปราสาทละลมทมพบ  เราต้องขับรถไปในทุ่งนาของชาวบ้าน  สนุกสนานดีครับ

.

ปราสาทละลมทม  ตั้งอยู่ที่บ้านศรีสุข  ตำบลเขาดินเหนือ อำเภอบ้านกรวด

มีสภาพชำรุดพังลงมาทั้งหลัง  ยังไม่ได้รับการบูรณะซ่อมแซม

ดูปราสาทที่พังลงมานอนกับพื้นนี่แหละครับสนุกดี  เพราะต้องใช้จินตนาการมาก ๆ ดูแล้วจะวาดภาพเบื้องหน้าอย่างไรก็ได้  แล้วแต่เราจะคิดครับ

.

..

.

นักเดินทาง  หรือนักท่องเที่ยว  มักจะไม่ให้ความสนใจกับปราสาทที่พังกองกับพื้น  เพราะมองแล้วไม่เจริญหูเจริญตาเท่าไหร่  แต่นักสำรวจ  ชอบที่จะไปเดินย่ำอยู่ตามกองเศษหินเศษดินเหล่านี้ 

บางครั้งได้พบกระเบื้องแปลก ๆ สักชิ้นที่ไม่เคยได้เห็น  ก็มีความสุขแล้วครับ

.

.

ดูโรงงานถลุงเหล็กที่วัดโคกประเดียก

.

อาจารย์เจี๊ยบให้ความรู้กับผมอีกว่า  ในสมัยโบราณ  แถบถิ่นอิสานใต้นี้  มีการหลอมเหล็กถลุงเหล็กมาใช้กันเอง  มีเตาหลอมเหล็กมากมาย  ผมให้ความสนใจ  อาจารย์เจี๊ยบจึงพาไปดูแหล่งที่เคยถลุงเหล็ก

โดยเราแวะไปที่ "วัดโคกประเดียก"  บ้านโคกประเดียก ตำบลละเวี้ย  อำเภอประโคนชัย  สภาพพื้นที่วัดเป็นโคกสูง  มีต้นไม้ร่มรื่น  เราได้เห็นขี้ตะกรันเหล็กบนพื้นดินมากมาย

ผมจะไม่กล่าวถึงการถลุงเหล็กนะครับ  เพราะเป็นเรื่องที่ยืดยาวมากทีเดียว

นอกจากเตาถลุงเหล็กแล้ว  อิสานใต้  ยังมีเตาสำหรับเผาเครื่องปั้นดินเผาหลายแห่ง  ซึ่งเครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้  ใบที่สมบูรณ์จะอยู่ตามพิพิธภัณฑ์  ส่วนที่กอง ๆ อยู่กับพื้น  คือเศษกระเบื้องแตก ๆ หัก ๆ เท่านั้น

.

.

.

หลังจากที่ขับรถอยู่ในทุ่งนามาหลายชั่วโมง  อาจารย์เจี๊ยบหักรถเลี้ยวขึ้นถนนใหญ่  ในตอนนั้นผมเริ่มหลงทิศแล้วว่าเรากำลังจะไปทางไหนกันแน่

พลันสายตาเหลือไปเห็นป้ายข้างทาง  เขียนชัดเจนว่า "ปราสาท"

ยังงี้ต้องแวะครับ

.

ปราสาทหลังนี้  หากไม่ตั้งใจจะแวะดู  ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจนัก  เพราะเป็นเพียงเนินดินกองอยู่ข้างถนน  มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมครึ้มไปทั่ว  มีก้อนหินโผล่ให้เห็นเพียงเล็กน้อย

.

เมื่อเดินอ้อมมาอีกด้านหนึ่ง  ผมได้พบกับก้อนหินใหญ่น้อยมากมาย  ผมจินตนาการว่า  สถานที่แห่งนี้คงจะเป็นสถานที่วางรูปเคารพของชุมชนในสมัยนั้น

.

อาจารย์เจี๊ยบสอนให้ผมดูวิธีการเข้ากรอบประตูหน้าต่างของช่างโบราณ  มองแล้วน่าทึ่งมาก ๆ ครับ

.

เที่ยวชมปราสาทในหมู่บ้านจนเพลินครับ  เราหันหัวรถเข้าสู่ตัวเมืองอำเภอบ้านกรวด  ผมเริ่มรู้สึกหิว  หันไปดูป้ายชื่อหมู่บ้าน

เอ้า ! เที่ยงแล้วนี่หว่า......พักฉันเพลดีกว่า....

.

.

การชมปราสาทหินวันนี้ยังไม่จบสิ้นกระบวนความครับ  ต้องเล่ากันต่อในตอนต่อไป

เอ็นทรีขอพักไว้แค่เที่ยงวัน  หากนำเสนอยืดยาวเกินไป  เกรงใจท่านผู้อ่าน

แต่...สำหรับท่านที่มีความประสงค์จะร่วมเดินทางทัวร์วัฒนธรรมที่เรณูนคร และแขวงคำม่วนประเทศลาว  ในสไตน์อาจารย์เจี๊ยบ

ยังมีที่นั่งสำหรับท่านที่สนใจนะครับ  เต็มครบจำนวนเมื่อไหร่  ผมจะปิดทันทีครับ

http://www.oknation.net/blog/panakom/2012/03/12/entry-3

.

โดย มะอึก

 

กลับไปที่ www.oknation.net