วันที่ จันทร์ มีนาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง ตอน ทำให้สุด ขุดให้ถึง (๓)


“ทำให้สุด...ขุดให้ถึง

มรรคผลยังไม่พ้นสมัย

คนโง่เท่านั้นที่ปฏิเสธว่า

ในพื้นดินไม่มีน้ำ

แล้วไม่ยอมขุดบ่อ”

เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมได้ไปเยี่ยมพี่แล่ม จันท์พิศาโล ที่บ้านพัก พี่แล่มได้เล่าว่าตอนที่ไปเที่ยวอังกฤษ ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมวัดไทยใกล้กรุงลอนดอน ๒ วัดคือวัดพุทธประทีปและวัดป่าสันติธรรม

วัดป่าสันติธรรมนี้ถือเป็นวัดสาขาของหลวงพ่อชา มีเจ้าอาวาสเป็นชาวอังกฤษชื่อว่า “พระภาวนาวิเทศ (พระอาจารย์เขมธัมโม)” ซึ่งท่านบอกว่าไม่อยากให้มีการพูดถึงประวัติของท่านเท่าไรนัก เพราะ ณ เวลานี้ท่านเป็น “พุทธบุตร” โดยแท้แล้ว นามฉายาของท่านคือ “เขมธัมโม” ก็ขอให้ทุกคนรู้จักท่านในชื่อนี้ก็แล้วกัน

พระอาจารย์เขมธัมโม ได้เล่าให้พี่แล่มฟังว่าท่านบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์สาเหตุที่ท่านให้ความเคารพหลวงพ่อเป็นพิเศษนั้น เพราะท่านเคยได้ยินชื่อเสียงและกิตติคุณของหลวงพ่อตั้งแต่ยังอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ดังนั้นในช่วงปีใหม่ ๒๕๑๕ ท่านจึงได้เดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อกราบนมัสการหลวงพ่อ

นอกจากนี้พระอาจารย์เขมธัมโมยังได้เขียนบันทึกน้อยเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งชื่อว่า

“รำพึงถึงความหลังกับพระอาจารย์ชา” 

ข้อเขียนของท่านในบันทึกน้อยเล่มนั้นมีเนื้อหาหลายๆ อย่างที่บอกถึงความเคารพที่ท่านมีต่อหลวงพ่ออย่างจริงใจ ตัวอย่างเช่นเมื่อท่านได้มีโอกาสเข้าพบหลวงพ่อเป็นครั้งแรก

“หลวงพ่อเดินลงบันไดมา ท่านนั่งขัดสมาธิบนม้านั่งอยู่ต่อหน้าเรา พร้อมกับจิบน้ำชาจากแก้วไปด้วย ขณะกำลังคุยกับเรา ท่าทางท่านดูเหน็ดเหนื่อย แต่ก็ยังยิ้มแย้มร่าเริง

เราได้พยายามสื่อสารอย่างเต็มที่กับท่าน โดยมีพระไทยซึ่งไม่สู้จะคล่องภาษาอังกฤษมาช่วยเป็นล่าม”

ท่านเล่าว่าเมื่อหลวงพ่อตอบรับท่านเป็นศิษย์แล้ว ท่านก็ได้ใช้ชีวิตภายใต้การชี้นำของหลวงพ่อ ซึ่งมิใช่เป็นชีวิตบนแปลงดอกกุหลาบ ท่านว่าปัญหาทุกอย่างทั้งหมดล้วนแล้วแต่เกิดจากตัวของท่านเองทั้งสิ้น

ซึ่งในเรื่องทำนองนี้มักจะเป็นสิ่งที่คนเรามองไม่เห็น ต่อมาเมื่อท่านได้ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้นจนเกิดความซาบซึ้งใจในหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างของการเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา

ท่านว่าการใช้ชีวิตอยู่กับหลวงพ่อก็มิใช่เรื่องที่ง่ายเสมอไป ท่านยังจำได้ดีถึงความอึดอัดใจที่ตัวท่านเองได้ทำอะไรที่ผิดๆ นับครั้งไม่ถ้วนต่อหน้าผู้คน ท่านบอกว่าในความเป็นพระนั้น วิธีวางตัวและปฏิบัติตัวให้เหมาะสมมีรายละเอียดที่มากมาย ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านได้ทรงบัญญัติไว้ในพระวินัยแล้ว

แต่....หลวงพ่อก็คือหลวงพ่อ

เพราะในขณะที่หลวงพ่อสามารถจะบอกได้เสมอ ว่าสิ่งที่ท่านกำลังทำอยู่นั้นมันผิดหรือมันถูก แต่หลวงพ่อก็ไม่บอกไปทั้งหมด คงปล่อยให้ท่านเรียนรู้เองและทำความเข้าใจเอง ซึ่งในกาลต่อมาวิธีการสอนในแบบของหลวงพ่อก็เป็นผลสำเร็จเมื่อตัวท่านเองเกิดความเข้าใจว่าอะไรคือผิดและอะไรคือถูก

พระอาจารย์เขมธัมโมได้กล่าวยกย่องหลวงพ่อว่า เป็นครูบาอาจารย์ที่มีลักษณะเฉพาะตนในการสั่งสอนอบรมลูกศิษย์ได้อย่างดีเลิศ สามารถทำให้ลูกศิษย์เข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างง่าย

“เมื่อหลายปีผ่านไป อาตมาก็หันมานิยมชมชื่นตัวหลวงพ่อมาก อาตมาได้เรียนรู้และซึมซาบจากท่านมาขึ้นทุกทีๆ ความรักของอาตมาที่มีต่อหลวงพ่อนั้นเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ทว่ามันเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ”

พระอาจารย์เขมธัมโม เล่าถึงบรรยากาศในขณะนั้นว่า หลวงพ่อชอบเดินเล่นรอบๆ วัดในตอนเช้า หลังจากออกบิณฑบาต บางครั้งเมื่อหลวงพ่อเดินอยู่ตามลำพังท่านก็มักจะกวักมือเรียกใครสักคนให้เดินไปกับท่าน เพื่อสนทนาธรรมไปในตัว

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ท่านกำลังสับสนบางอย่างเกี่ยวกับคำสอน หลวงพ่อจึงได้พาท่านเดินไปด้วยอยู่สองสามวัน เพื่อจะช่วยหาทางแก้ปัญหาให้ จนวันหนึ่งมีกิ่งไม้หนักขวางทางอยู่ หลวงพ่อได้ยกท่อนไม้นั้นขึ้นและบอกให้ท่านช่วยยกอีกข้าง แล้วถามว่า

“หนักไหมล่ะนี่

และเมื่อได้ช่วยกันเหวี่ยงไม้ท่อนนั้นเข้าไปในป่าแล้วหลวงพ่อก็ถามขึ้นอีกครั้งว่า

“ตอนนี้ล่ะเป็นไง หนักไหม  และสอนว่า

“ธรรมะเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว ให้รู้จักการปล่อยวาง ถ้าทำได้ก็จะเบาตัว”

ครับ..ในเรื่องของการปล่อยวางนี้ เป็นตัวอย่างของการสอนในแบบฉบับของหลวงพ่อ คือสอนด้วยการทำให้ดู อันเป็นการสอนในลักษณะของภาษาธรรม ซึ่งพระอาจารย์เขมธัมโมก็ไม่ได้เป็นพระฝรั่งองค์เดียวที่เคยถูกสอนด้วยภาษาธรรม เพราะในครั้งหนึ่งเคยมีชาวตะวันตกที่หวังแจ้งเกิดในหลักธรรมได้ยิงคำถามตรงประเด็นแบบไม่ถนอมน้ำใจคนที่ต้องตอบว่า

 “ศาสนาพุทธ สอนอะไร

แทนการตอบคำถามหลวงพ่อท่านได้ชี้นิ้วไปที่ก้อนหินเขื่องบนดาน

“ยกก้อนหินนั้นขึ้นมาสิโยม”

ฝรั่งนายนั้นทำตามที่หลวงพ่อบอก

“หนักไหม” ท่านถาม

“หนักครับ” ฝรั่งเจ้าของปุจฉาที่ตนเองคิดว่าลึกล้ำร้องตอบ

หลวงพ่อเจ้าปัญญาจึงไขปริศนาธรรมนั้นว่า

“อะไรมันหนัก ก็วางลงเถิด สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน มีเพียงเท่านี้”

ครับ “ก้อนหินก้อนนั้น” เปรียบเสมือน “กิเลสและตัณหา” ที่เกาะติดตัวเราอยู่ ถ้าเรารู้จักการปล่อยวางเสียบ้าง เราก็คงจะเบาสบายตัวอย่างที่พระพุทธองค์ท่านทรงตรัสไว้แหละครับ

นอกจากนี้พี่แล่มได้เล่าความประทับใจส่วนตัวเกี่ยวกับพระอาจารย์เขมธัมโมว่า ในช่วงที่หลวงพ่ออาพาธและช่วยตัวเองไม่ได้เลยนั้น พระอาจารย์เขมธัมโมได้เดินทางจากอังกฤษมาเยี่ยมหลวงพ่อทุกปี ซึ่งหลวงพ่อได้กล่าวกับท่านว่า

“นี่เป็นกรรมของท่านและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำอะไรกับมัน”

และในบันทึกน้อยตอนท้ายของหนังสือ พระอาจารย์เขมธัมโม ท่านได้บันทึกไว้ว่า

“หลวงพ่อต้องอยู่กับเตียงและเก้าอี้ตลอดเวลา ต้องอาศัยผู้อื่นให้ทำทุกอย่างเกี่ยวกับร่างกายของท่านเป็นเวลาเกือบ ๑๐ ปี ก่อนที่ท่านจะมรณภาพไป”

“เราไม่อาจทราบได้ว่า ในช่วงเวลานั้น(หลวงพ่อชา)ท่านทำอะไรบ้างหรือทำไมมันจึงต้องเป็นแบบนั้น แต่หลังจากที่ท่านได้มีเวลาให้กับตนเอง

บางทีท่านอาจจะได้สำเร็จในกิจภาระของตัวท่านเองแล้ว เราไม่มีทางรู้เลย แต่เราก็หวังว่าท่านได้จบชีวิตลงเมื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว....”

เรื่องราวข้างต้นทั้งหมดนี้คือเหตุการณ์บางส่วนที่บอกให้พวกเราทราบถึงความเป็นพระผู้มากด้วยปัญญาของ  “พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)” อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง ตำบลโนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

หลวงพ่อชา สุภทฺโท ท่านเป็นพระสังกัดมหานิกายที่ยึดวัตรปฏิบัติและธรรมเนียมปฏิบัติในแบบของวัดป่า คือการให้ความสำคัญกับการฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนา ซึ่งจะแตกต่างจากวัดมหานิกายทั่วๆ ไป

ทั้งนี้บรรดาพระสงฆ์และเณรน้อยที่พำนัก ณ วัดหนองป่าพงหรือวัดสาขาของวัดหนองป่าพง จะต้องมีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดและละเอียด

การแสดงธรรมและปฏิบัติธรรมของท่านเพื่อให้ลูกศิษย์เห็นเป็นตัวอย่างนั้น ทุกการกระทำและทุกถ้อยคำล้วนลึกล้ำกินใจชี้ตรงไปที่การดับทุกข์ 

เช่น ละต่อการยึดมั่นถือมั่น ปลดเปลื้องความวิตกกังวลออกจากจิตใจ มุ่งความสนใจไปที่การประพฤติปฏิบัติธรรม ละเว้นความสุขทางโลกอันไม่จีรัง และมุ่งแสวงหาความสุขอันแท้จริงอันเกิดจากการประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด

ซึ่งจากการที่ท่านได้พบกับ “แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพธรรม” (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) ในปี ๒๔๙๐ นั้น ได้ทำให้ท่านเข้าถึงการปฏิบัติธรรรมได้อย่างถูกต้องและมั่นคง ดังคำบอกเล่าของท่านที่ได้กล่าวกับพระและเณรในกาลต่อมาว่า

“ที่ผมได้ความรู้ความฉลาด จนได้มาแบ่งปันพวกท่านทั้งหลาย ก็เพราะผมได้ไปกราบครูบาอาจารย์มั่น ไปพบท่านแล้วก็เห็นสภาพวัดวาอารามของท่าน ถึงจะไม่สวยงามแต่ก็สะอาดมาก  

พระเณรตั้งห้าสิบหาสิบ เงียบ! ขนาดจะถากแก่นขนุนก็ยังแบกเอาไปฟันอยู่โน้น ไกลๆ โน้น เพราะกลัวว่าจะก่อกวนความสงบของหมู่เพื่อน....” 

ปัจจุบัน “หลวงพ่อชา สุภทฺโท” ท่านได้มรณภาพไปตั้งแต่ ๑๖ มกราคม ๒๕๓๕ แล้วครับ  โดยในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้อุทิศชีวิตเพื่อการปฏิบัติธรรมและเผยแพร่พุทธศาสนา ทั้งแก่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ ผลงานของท่านนับได้ว่าก่อให้เกิดคุณประโยชน์อเนกอนันต์แก่พระพุทธศาสนา

 

รูปธรรมของผลงานที่เราสามารถเห็นเด่นชัด เช่นคำเทศนาของท่านที่ถูกบันทึกไว้ในรูปแบบของเสียง หนังสือ ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวต่างๆ รวมไปถึงบรรดาวัดหรือสำนักปฏิบัติธรรมในนามวัดสาขาวัดหนองป่าพงอีกมากมาย ซึ่งแม้ท่านจะมรณภาพไปนานแล้วก็ตาม แต่ศิษยานุศิษย์ของท่านก็ยังคงรักษาแนวทางปฏิบัติธรรมที่ท่านได้สั่งสอนไว้จนถึงปัจจุบัน

ทุกวันนี้เราสามารถพูดได้แบบเต็มปากเต็มคำว่า แม้แต่ชาวตะวันตกที่เคยมองพระพุทธศาสนาเป็นเพียงปรัชญาหรือลัทธิทางพิธีกรรมรูปแบบหนึ่ง เมื่อเขาเหล่านั้นได้นำตัวเองเข้ามาศึกษาและปฏิบัติกันอย่างจริงจัง ทำให้บางคนเกิดสติปัญญามองเห็นว่าในหลักของพระพุทธศาสนาเป็นหลักการเป็นแนวทางที่ดีและเป็นหนทางแห่งการหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างแท้จริง

จะว่าไปแล้วเรื่องราวของท่านหากว่ากันในมุมมองทางโลก ก็ต้องว่ากันตรงความสามารถของท่านนั้นนอกจากจะสร้างความอัศจรรย์ใจและความน่าแปลกใจในแง่มุมที่ว่า

เหตุไฉนบุคคลผู้มีความรู้ทางโลกเพียงแค่ชั้น ป.๑ อย่างหลวงพ่อจึงมีลูกศิษย์ชาวต่างประเทศที่ได้อุทิศตนเป็นพุทธสาวกอย่างจริงจังจำนวนมากแล้ว ในอีกมุมหนึ่งคือทางธรรมยังเป็นการสะท้อนให้เราทราบถึงความจริงที่ว่า

“ธรรมไม่เคยแบ่งชนชั้น ไม่เคยแบ่งประเทศ ไม่เคยแบ่งภาษา และไม่เคยแบ่งเพศวัย”

เพราะธรรมะเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ ถึงจะไม่สามารถมองเห็นด้วยตาและสามารถสัมผัสได้ด้วยการกระทำ ดังคำสอนของหลวงพ่อที่มักบอกลูกศิษย์เสมอๆ ว่า

“คำสอนของผมนอกตำรา แต่อยู่ในขอบเขต อาจไม่ถูกคัมภีร์แต่มันถูกสัจธรรม”

ครับ...นอกตำราแต่อยู่ในขอบเขต ไม่ถูกต้องตามหนังสือแต่ถูกสัจธรรม

สวัสดีครับ

ขอขอบคุณภาพจาก Website / www.foresthermitage.org.uk (วัดป่าสันติธรรม),www.dharma-gateway.com,โรงเรียนทอสี,วัดป่านานาชาติ,ลานธรรมจักร, ฯลฯ คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย เพื่อนต่อกับคำแนะนำ คุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอครับ

 

โดย ศิษย์กวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net