วันที่ จันทร์ มีนาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กาแฟก้นถ้วยของผม...ในวันนั้น


ผมจำไม่ได้แล้วครับว่า เคยเขียนบล็อกว่าด้วยเรื่องราวของกาแฟ ถ้วยกาแฟ วิถีจิบกาแฟ อารมณ์กาแฟ หรือรสชาติกาแฟ ครั้งสุดท้ายตั้งแต่เมื่อใดกัน ทั้งๆ ที่ต้องมาออฟฟิศตั้งแต่เช้าในฐานะมนุษย์เงินเดือน ยังไม่ทันเริ่มทำงาน ต้องดอดไปชงกาแฟสดเสียก่อนทุกวัน จะว่าไปแล้วหากว่าสามารถจิบกาแฟยามนอนได้ ผมคงทำไปแล้วก่อนใคร

       แต่วันนี้ ผมปรารถนาที่จะเขียนถึง "กาแฟก้นถ้วย" สักแก้วหนึ่ง แม้นว่ากาแฟยามบ่ายยังไม่ได้ตกถึงท้องเลยก็ตาม

       ไม่แน่ใจว่าผม "เสพติดกาแฟ" หรือไม่ รู้แต่ว่า ผมกับเจ้าน้ำสีดำ ๆ ร้อนๆ มันห่างกันไม่ได้ ไม่ใช่เครือญาติกันสักหน่อย

       มีใครบางคนบอกผมว่า วิถีแห่งกาแฟ "ซ่อนความหมาย"เอาไว้มากมาย เช่น มีร่องรอยหรือตำนานให้กล่าวถึง ตั้งแต่การปลูกไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งก็คือ การกลั่นออกมาเป็นหยดน้ำดำจากสรวงสรรค์ ถือเป็นเครื่องดิ่มชั้นดี ควรค่าแก่การดื่มทุกหยาดหยด ไม่ต่างอะไรไปจากไวน์ชั้นเลิศ หรือวิสกี้รสนุ่มที่ผ่านการหมักบ่มมาอย่างดี

       เป็นความสามารถเฉพาะตัวของผมหรือเปล่าไม่ทราบ ผมชอบจิบกาแฟเงียบๆ คนเดียว ไม่ได้เป็นโรคชอบเก็บตัวหรือไม่มีคนคบค้าสมาคมด้วยดอกครับ แต่รู้สึกว่า การจิบกาแฟมันเป็นช่วงเวลาพิเศษในชีวิตเลยทีเดียว อยากเก็บรสชาติเช่นนี้ไว้กับตัวเองนานๆ

       ดังนั้น หากผมปฏิเสธที่จะไปนั่งตามร้านกาแฟดังๆ ตามห้างหรูๆ ก็อย่าได้ถือสาหาความเอากับผมเลยครับ แม้ว่าหน้าตาออกไปทางแนวอินเตอร์ แต่หัวใจนั้นมันพันธุ์ไทย

       พูดถึงร้านกาแฟในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่หาได้ไม่ยาก และกลายเป็นที่พักผ่อนยามว่างของคนไทยไปแล้ว แสดงให้เห็นถึงบทบาทของกาแฟในชีวิตประจำวัน กาแฟจึงไม่ใช่แค่ยาแก้ง่วง ช่วยให้กระปรี้กระเปร่า หรือลดโคเลสเตอรอลได้เท่านั้น แต่กาแฟยังรวมไปถึงเรื่องราวทางสังคม และวัฒนธรรมด้วย

       เรื่องราวในอดีตผ่านมาแล้วผ่านไป แต่ก็บางเรื่องบางราวควรค่าแก่การเก็บไว้ในห้วงความทรงจำ

        ณ ร้านกาแฟ ตลาดคลองสวน 100 ปีแปดริ้ว ผมนั่งมอง "แปะหลี" มือชงกาแฟโบราณระดับตำนานมีชีวิต เห็นเส้นสายลายแทงเต็มใบหน้าของผู้เฒ่า แต่มิอาจบดบังเสน่ห์แห่งรอยยิ้มได้

        แปะหลีขายกาแฟมาชั่วชีวิต จึงมิได้อยู่ที่ว่าผมมานั่งดื่มกาแฟราคาแก้วละ 10 บาทแล้วเดินจากไป แต่ผมดื่มสิ่งที่สะสมอยู่ในตัวแกมาชั่วชีวิต คุณค่านั้นประเมินประมาณเป็นเงินทองมิได้ดอกครับ

       บนโป๊ะริมลำน้ำท่าจีน เมืองขุนแผนแดนสุพรรณบุรี ผมคว้าเก้าอี้ม้าสี่เหลี่ยมตัวเล็ก มานั่งข้างๆ "ป้าทุม" หญิงชราวัยเฉียด 80 เจ้าของเรือกาแฟอันเก่าไม่ต่างไปจากสูตรกาแฟ พลางเอ่ยเสียงนุ่มขึ้น "ขอกาแฟร้อนใส่นมบาง ๆ ครับป้า"

       ริ้วรอยชีวิตของป้าทุม บ่งบอกถึงการผ่านลมฝนลมหนาวมานักต่อนัก เช่นเดียวกับลูกค้ากาแฟหลากหลายประเภทที่ผ่านมาแล้วผ่านไป

       รสกาแฟหวานมัน ราคาถูก ไม่ได้หรูเลิศอะไร แต่ภายใต้วงสนทนาอันอบอุ่น กาแฟร้อนใส่นมข้นก้นแก้วบาง ๆ พอให้ติดรสหวาน ก็กลับอร่อยชวนดื่มขึ้นมาได้ไม่แพ้กาแฟแก้วละหลายร้อยในเมืองกรุง

       กาแฟที่ดื่มแต่ละถ้วย มาตรแม้นว่ามาจากต้นตอเดียวกัน มาจากเมล็ดพันธุ์ชนิดเดียวกัน มาจากเครื่องชงยี่ห้อเดียวกัน แต่ดื่มกันคนละอารมณ์ ย่อมให้รสชาติผิดแผกกัน ความละเมียดละไมย่อมแตกต่างกัน ... ผมรู้สึกได้เช่นนั้น

       แน่นอนว่า การจิบกาแฟร้อนๆ บนยอดดอยหนาว กับเส้นทางชมปักษานานาชนิด ช่างเป็นรสชาติชีวิตที่ "หอมหวาน" เสียหลือเกิน หวานจนไม่ต้องเติมน้ำตาลหรือไซรัพแม้แต่หยดเดียว

       สำหรับกับบางคน อารมณ์เหงาเศร้า ดีใจ สนุกสนาน กราดเกรี้ยว มีผลต่อรสชาติเครื่องดื่มที่ไหลผ่านลิ้นลงลำคอทะลุถึงหัวใจ... เพราะคน ๆ นั้นอาจไม่ได้แค่ปรารถนาที่จะดื่มกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่ใคร่ดื่มด่ำอารมณ์กาแฟลงไปด้วย

       จำได้ว่า ผมเคยเขียนถึงภาษิตเยอรมันบทหนึ่ง ที่บอกเอาไว้ว่า "Coffee and love are best when they are hot"

      วันนี้ผมเขียนถึง"กาแฟก้นถ้วย"  ไม่แน่ว่าวันหน้าจะเขียนถึงอีกหรือไม่

      แต่สำหรับกับความรักแล้ว หัวใจผมเขียนถึงอยู่ตลอดทุกลมหายใจ (...ฮิ้วววววววว)

ขอบคุณสำหรับรสชาติกลมกล่อม

จากเพลงกาแฟ :

ของคุณศุ บุญเลี้ยง

.........

โดย BlueHill

 

กลับไปที่ www.oknation.net