วันที่ พุธ มีนาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เหตุไฉน จึงรีบร้อน ปานนั้น



รัฐสภาลงมติ ๓๔๖ ต่อ ๑๓ เสียง 
สภาผู้แทน พิจารณา รายงานสรุปของ คณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองแห่งชาติ

ที่รัฐสภา ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕  เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. รัฐสภาลงมติด้วยคะแนน 346 ต่อ 13 เสียง เห็นชอบให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณารายงานสรุปของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติได้

 

       หลังการลงมติเห็นชอบ มีการคาดการณ์ว่าน่าจะมีการพิจารณากันในวันที่ 4 เมษายนในวาระแรก ก่อนที่กรรมาธิการแก้รัฐธรรมนูญจะเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมให้สภาฯพิจารณาวาระ 2 ในวันที่ 10 เมษายน และวันที่11 เมษายน และพิจารณาเห็นชอบวาระ 3 กันในวันที่ 30 เมษายน ก่อนจะปิดสมัยประชุม

        อ่านบทความ ท่าน วสิษฐ เดชกุญชร ดู น่าจะเห็นเหตุผลและต้นตอ ท่านเขียนไว้ว่า


       หมู่นี้พบหน้าใครก็ได้ยินแต่บ่นเกือบเป็นเสียงเดียวกันว่า กลุ้มหรือวิตกเกี่ยวกับ สถานการณ์บ้านเมือง ที่ดูจะขยับใกล้วิกฤตกาลเข้าไปทุกทีๆ 

     ต้นเหตุหรือตัวการใหญ่ที่ทำให้เกิดความกลุ้มหรือวิตกเช่นนี้ ก็คือรัฐบาลและรัฐสภา นั่นแหละครับ 

ก็คงรู้กันอยู่แล้วว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันนี้มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นน้องสาวของ (พ.ต.ท.) ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องคำพิพากษาจำคุก เมื่อ พ.ศ.2551 แล้วหนีโทษไปอยู่ต่างประเทศมาจนถึงปัจจุบัน และก็คงรู้กันอยู่แล้วเหมือนกันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็เพราะ (พ.ต.ท.) ทักษิณ ส่วนรัฐมนตรีที่เหลือทั้งหลายนั้น ก็ได้เป็นรัฐมนตรีกันก็เพราะ (พ.ต.ท.) ทักษิณเช่นเดียวกัน

รัฐบาลนี้จึงเป็นเหมือนรัฐบาลที่ (พ.ต.ท.) ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริง ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น เป็นเพียงผู้ทำการแทน (พ.ต.ท.) ทักษิณ

ส่วนรัฐสภา โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรนั้น สมาชิกส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่ใครๆ ก็รู้ดีกว่าหัวหน้าพรรคตัวจริงไม่ใช่ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ แต่คือ (พ.ต.ท.) ทักษิณ

ที่ผมว่ารัฐบาลและรัฐสภาเป็นต้นเหตุหรือตัวการใหญ่ ทำให้ชาวบ้านกลุ้มหรือวิตกอยู่ในขณะนี้ ก็เพราะพฤติกรรมหลายๆ อย่างของรัฐบาลของรัฐสภา อย่างหนึ่งได้แก่การที่รัฐบาลทั้ง ออกกฎหมาย (รวมทั้งพระราชกำหนด) และทั้งดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างรีบร้อนและรวบรัด ให้ตนสามารถใช้เงินงบประมาณได้เป็นจำนวนมหาศาล ในกิจการที่น่า

สงสัยว่าจะทำเพื่อเสริมฐานทางการเมืองของตนให้มั่นคงแข็งแรงมากกว่าเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เช่น เอาเงิน 7,700 ล้านบาทไปตั้ง "กองทุนเพื่อพัฒนาบทบาทสตรี" (ตัวเลข 77 เท่ากับจำนวนจังหวัด ที่จะได้รับแจกเงินจังหวัดละ 100 ล้านบาท) และเอาไปจ่ายชดเชยให้ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์จลาจลเมื่อเดือนเมษายน 2553 ซึ่งผู้เสียชีวิตเหล่านั้นส่วนหนึ่งคือ ผู้ที่แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือ นปช.ยุยงให้มาชุมนุมเพื่อล้มรัฐบาล 

และซึ่งใครๆ ก็รู้ว่า นปช.คือองค์กรที่ตั้งขึ้นโดย หรือเพื่อสนับสนุน (พ.ต.ท.) ทักษิณ



ทางฝ่ายรัฐสภานั้น ก็มีการเคลื่อนไหวอย่างสอดรับกันที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และที่จะให้มีการ ?ปรองดอง? กัน แต่ซ่อนเงื่อนไขของการ ?ปรองดอง? เอาไว้ว่า จะต้องให้มีการนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำผิดทั้งหมด (แน่นอนรวมทั้ง (พ.ต.ท.) ทักษิณด้วย)

ในขณะเดียวกัน นอกรัฐสภาและนอกรัฐบาล ก็มีการเคลื่อนไหวของกลุ่ม ?นิติราษฎร์? ซึ่งเรียกร้องให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อันเป็นมาตราที่ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยอ้างว่า บทบัญญัติในมาตรานั้นจำกัดสิทธิบุคคลตามระบอบประชาธิปไตย

พฤติการณ์อีกอย่างหนึ่งที่กำลังเป็นไปอย่างหนักข้อและไม่หยุดยั้ง และดูเหมือนว่ารัฐบาลจะละเลยหรือไม่สามารถที่จะระงับยับยั้งได้ คือการลบหลู่จาบจ้วงล่วงเกินอย่างหยาบคายที่กระทำต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยใช้สื่อทางอินเตอร์เน็ต

นอกจากนี้ก็ยังมีการตั้ง "หมู่บ้านแดง" ขึ้นโดย นปช.ในส่วนต่างๆ ของประเทศ โดยเฉพาะในภาคอีสานและภาคเหนือของประเทศ โดยใช้ธงแดงเป็นสัญลักษณ์ บางหมู่บ้านเมื่อตั้งขึ้นแล้ว ก็มีการปลดพระบรมฉายาลักษณ์ลงและเอาภาพของ (พ.ต.ท.) ทักษิณขึ้นประดับแทน

เมื่อประมวลพฤติการณ์ของรัฐบาล รัฐสภา และกลุ่มอื่นๆ นอกรัฐบาลและนอกรัฐสภาแล้ว วิญญูชนก็ย่อมแลเห็นแนวโน้มของความวิกฤตครั้งใหญ่ครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการปรองดองที่มีการนิรโทษกรรมเป็นเงื่อนไขว่า เป็นเรื่องของ "สภา" ที่จะต้องพิจารณา คำตอบแบบปัดสวะนี้เป็นคำตอบที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชอบใช้ แต่ที่น่าสังเกตก็คือ ถ้าสมมุติว่าเรื่องการปรองดองเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาจริงๆ จะเป็นไปได้หรือที่สมาชิกซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย จะลงมติไม่รับข้อเสนอนั้น

เพราะรู้อยู่แล้วว่าเมื่อเข้าสภาและต้องลงมติ พรรคเพื่อไทยกับพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องชนะวันยังค่ำใช่หรือไม่ จึงชอบหรือกระเหี้ยนกระหือกันเหลือเกิน ที่จะให้สภาพิจารณาทุกเรื่อง รวมทั้งเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย?

เมื่อดูภาพรวมของสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว จึงน่าเชื่อ (และวิตก) ว่าในไม่ช้านี้ การนิรโทษกรรมเพื่อให้เกิดความ "ปรองดอง" และการแก้ไขรัฐธรรมนูญคงเกิดขึ้น เพราะเสียงข้างมากในรัฐสภาเห็นชอบ 

แต่หากเป็นเช่นนั้นจริง เราจะได้เห็น (พ.ต.ท.) ทักษิณเดินทางลอยนวลกลับมายังประเทศไทยอย่างคนที่บริสุทธิ์ปราศจากมลทินแน่ละหรือ? 



สมาชิกพรรคเพื่อไทยมักอ้างเสมอว่า ตนสามารถจัดตั้งรัฐบาลและครองเมืองอยู่ได้ในขณะนี้ เพราะคน 15 ล้านคนลงคะแนนเสียงสนับสนุนแต่คงจะลืมไปว่า คนที่ไม่ได้ลงคะแนนเสียงเลือกพรรคเพื่อไทยนั้นมีถึง 32 ล้านคน และถ้าจะสมมุติว่ามีการนิรโทษกรรมเพื่อปรองดอง และมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจริงๆ การนิรโทษกรรมและแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ก็เป็นผลของการยกมือสนับสนุนของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลจำนวนเพียง 299 คนเท่านั้น ไม่ใช่เสียงของคน 15 ล้านคน 

และจะรู้หรือแน่ใจได้อย่างไรว่า คนอีก 32 ล้านคนจะเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมและล้างมลทิน (พ.ต.ท.) ทักษิณ และกับการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ? 

(พ.ต.ท.) ทักษิณจะกล้าพอที่จะกลับเข้ามาเผชิญหน้าคนที่ไม่ยอมรับมติของรัฐสภาหรือ? (พ.ต.ท.) ทักษิณจะรู้สึกสนิทใจในความบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้มลทินของตนเองหรือ ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าได้มาเพราะพรรคพวกของตนเองในสภายกมือให้แต่ฝ่ายเดียว?

ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งก็คือ ความแตกร้าวในบ้านเมืองที่ยังประสานไม่ได้ และการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้ที่สนับสนุน (พ.ต.ท.) ทักษิณกับผู้ที่ไม่ยอมรับ (พ.ต.ท.) ทักษิณ ที่แต่ละข้างมีจำนวนเป็นสิบๆ ล้าน

นี่คือลางแห่งความพินาศ และถ้าหากเป็นความพินาศของบ้านเมือง ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบอย่างแน่นอนก็คือ (พ.ต.ท.) ทักษิณ ชินวัตร  

นี่กระมังจึงต้องรีบร้อน เพราะอยากกลับประเทศโดยเร็ววัน  และที่สำคัญต้องกลับมาแบบว่า  เท่ห์ เท่ห์ เท่ห์...........

โดย ค้ำฟ้าขวางตะวัน

 

กลับไปที่ www.oknation.net