วันที่ พฤหัสบดี มีนาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วิวาทะ ระหว่าง กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกและรัฐมนตรีคลัง กับ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการแบ๊งค์ชาติ คุณ เชื่อใครมากกว่ากัน


 นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ในฐานะรมว.คลัง อยากส่งสัญญาณให้ค่าเงินบาทอ่อนค่ามากกว่านี้ และไม่อยากเห็นเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาในประเทศมากๆ จนทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น จะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาเก็งกำไร จึงอยากเห็นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยนโยบายได้มากกว่าปัจจุบัน

 "ผมเป็น รมว.คลัง มีหน้าที่บริหารเศรษฐกิจของประเทศ ทุกฝ่ายต้องฟังผม ธปท. ต้องฟังผม เถียงน้อยๆ หน่อย แล้วจะดีเอง ผมยืนยันต้องเห็นบาทอ่อน ใครจะมาฟาดปากผมก็ไม่แคร์ เพราะมันเป็นความต้องการของผม" นายกิตติรัตน์กล่าว

 นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธปท. กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของรมว.คลัง ที่ต้องการเห็นธปท. ดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนให้เงินบาทอ่อนค่า เพราะปัจจุบัน ธปท.ใช้อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบมีการบริหารจัดการ ซึ่งมีความยืดหยุ่นตามกลไกตลาด ยกเว้นในช่วงที่เงินบาทแข็งหรืออ่อนค่าฮวบฮาบโดยไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐาน ธปท.จะเข้าไปดูแล ส่วนตัวเชื่อว่าเงินบาทที่มีความยืดหยุ่นไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุนของภาคธุรกิจ
 
 "ธปท.ไม่ได้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือดำเนินนโยบายการเงิน อีกทั้งปัจจุบันเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 30 บาท/เหรียญสหรัฐ ถ้ามีใครทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงที่ 33 บาท/เหรียญสหรัฐ จะมีแรงเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทจากต่างชาติ ทำให้เกิดดุลยภาพเทียม เม็ดเงินจากต่างชาติจะทะลักเข้าไทยมากขึ้น ยิ่งกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น เป็นภาระที่ ธปท.ต้องเข้าไปดูดซับเงินเหรียญสหรัฐ เพื่อปล่อยเงินบาทเข้าในระบบ แต่ขณะเดียวกันต้องออกพันธบัตรดูดสภาพคล่องเงินบาทด้วย รวมถึงเงินบาทอ่อนจะทำให้ไทยนำเข้าน้ำมันราคาแพงขึ้น ดังนั้น ถ้าหวังจะให้ ธปท. ใช้นโยบายเคลื่อนย้ายเงินทุน นโยบายดอกเบี้ย และนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนพร้อมกันทั้ง 3 นโยบายจะไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ ในทางกลับกันจะเกิดผลเสียด้วยซ้ำ เหมือนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 (ต้มยำกุ้ง)" นายประสารกล่าว

 นายประสารกล่าวอีกว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3% ยังต่ำกว่าเงินเฟ้อที่คาดไว้อยู่ในระดับ 3.3-3.5% ถือว่าเหมาะสมและเพียงพอต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่ดอกเบี้ยแท้จริงของไทยยังติดลบ 0.3-0.5% และต่ำสุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค แต่ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากการอุปโภคบริโภค ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมที่คาดจะค่อยๆ ฟื้นตัวเต็มศักยภาพการผลิตช่วงไตรมาส 3/2555 ประกอบกับราคาน้ำมันสูงขึ้น การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ และการใช้จ่ายด้านลงทุนภาครัฐ แสดงว่ายังมีแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะต่อไป ซึ่งธปท.จะนำปัจจัยต่างๆ มาประกอบการตัดสินใจในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 2 พ.ค.2555

 ระหว่างคนหนึ่งที่เป็นนักวิชาการด้านการเงินการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบแบ๊งค์ชาติ มีคนยอมรับทั้งประเทศ  กับนักการเมือง รองนายก รมว.คลัง ที่พกความเชื่อมั่นมาเต็มเปี่ยม  หากแต่  ไม่ฟังใคร แม้แต่ ผู้ว่าการแบ๊งค์ชาติ  เราจะปล่อยให้ปัญหาเศรษฐกิจชาติ  จบลงที่สองคนนี้เพียงลำพังหรือ



Share4