วันที่ พฤหัสบดี เมษายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เดินเดี่ยว เที่ยวน่าน :: ชุธาตุ..... เมืองน่าน วัดท่าล้อ / วัดบุปผาราม อ.เมือง น่าน


วัดต่อไปที่วางแผนเอาไว้ เป็นสองวัดที่ดูแผนที่แล้วอยู่ไม่ไกลไปจากวัดพระธาตุแช่แห้งแต่อย่างใด แต่พอเอาเข้าจริง ๆ เรากลับขับเลยไปเกือบถึงแม่จริม สอบถามชาวบ้านข้างทาง เขาก็เมตตาบอกให้ว่าเลยมาไกลแล้ว ทางเข้าวัดนั้นอยู่ตีนสะพานที่เราข้ามฝั่งออกมาจากตัวเมืองน่าน

กระนั้นแล้วจะช้าไปไยมี หันหัวเจ้าสองล้อกลับมุ่งเข้าเมือง เส้นทางอยู่กับปาก ไม่ยากถ้าอยากจะรู้ สอบถามทางไป "วัดท่าล้อ" ไปตลอดเส้นทาง ในที่สุดเราก็มาถึง

วัดท่าล้อ เป็นวัดที่ไม่ใหญ่นัก สร้างขึ้นในสมัยใดไม่ปรากฎหลักฐานการสร้างชัดเจน แต่มีพระธาตุฯ เจดีย์เก่าแก่ เชื่อว่าได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ เป็นที่เคารพนับถือของชุมชน ต.ฝายแก้ว และชุมชนใกล้เคียงกัน

ในปีพุทธศักราช 2381 สมัยเจ้ามหาวงค์ผู้ครองนครน่านได้เล็งเห็นความสำคัญของพุทธศาสนา จึงจัดให้มีการบูรณะซ่อมแซมพระธาตุท่าล้อ เป้นอันดับที่ 5 และ ต่อมาในพุทธศักราช 2389 ตรงกับจุลศักราชที่ 1208 ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 10 ได้มมีการพุทธาภิเษกเฉลิมฉลอง ทำบุญมหาปอยหลวงในสมัยของพระเจ้าผู้ครองนครน่านในสมัยนั้น

ในปีพุทธศักราช 2484-2485 ครูบาขัติยวงค์ ขัตติโย หรือหลวงปู่ขัติ เจ้าอาวาส ได้บูรณะซ่อมแซม พระธาตุท่าล้อ โดยให้สิบตรี ก่ำ พรหมคำปา สล่าจากบ้านสถารศ เป็นผู้รับเหมาจ้างซ่อมพระธาตุฯ

ซึ่งเดิมทีพระธาตุท่าล้อเป็นพระธาตุปลายกุด และมีการต่อเติมเสริมแต่งปลายเจดีย์พระธาตุ โดยใช้ปูนขาวบ้านผาตูบ ซึ่งนำมาผสมกับน้ำเมือก (ต้นเมือกแช่) เปลือกต้นมะม่วง ปูนขาว ดินทราย และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า รวมถึงวัสดุซึ่งเหลือจากการบูรณะซ่อมแซมสร้างพระธาตุเจดีย์ภูเพียงแช่แห้ง โดยได้นำวัสดุมาต่อยอดเจดีย์องค์พระธาตุท่าล้อเป็นอันดับ 2 เหลือจากนั้นนำไปสร้าง เจดีย์บ้านสถารศ เป็นอันดับ 3

ฉันเดินเข้าไปนมัสการพระประธานในพระอุโบสถเป็นที่เรียบร้อย แล้วจึงเดินไปยังบริเวณองค์พระธาตุ ซึ่งในบริเวณเดียวกันนี้ เป็นที่ประดิษสถานของ "พระพุทธบาทบัวขาว" แต่ถึงกระนั้น รอบ ๆ บริเวณก็ยังดูเก่าคร่ำ และดูเหมือนจะไม่ได้มีการบูรณะหรือดูแลให้สวยงามดูดีแต่อย่างใด

องค์พระธาตุสีคล้ำทะมึนตั้งอยู่บนลานกว้าง ร่องรอยของการสักการะบูชาเมื่อไม่นานมานี้ยังคงอยู่ ฉันกราบนมัสการพระธาตุก่อนที่กล่าวลากลับออกมา เพื่อเดินทางต่อมายัง "วัดบุปผาราม" ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันนัก

วัดบุปผาราม หรือเรียกอีกชื่อว่า วัดปลายคลอง ตั้งอยู่ที่ ตำบลวังกระแจะ เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดในจังหวัด สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา ราวรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2191) ท่านพระครูคุณสารพิสุทธิ์ (หลวงพ่อโห) อดีตเจ้าอาวาสในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้บูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะถาวรวัตถุในวัด

จวบจนปัจจุบันท่านพระครูสุวรรณสารวิบูล พร้อมทั้งชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ และดูแลภูมิทัศน์โดยรอบวัดให้สะอาดเรียบร้อย วัดนี้จึงเป็นศูนย์กลาง การปฏิบัติศาสนกิจ สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ เป็นแหล่งรวบรวมโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าไว้มากมาย

โดยเฉพาะพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นมงคลสูงสุดคู่บ้านเมือง มีพระพุทธรูปทอง บุเงิน พระพุทธรูปปางต่าง ๆ รวมทั้งเครื่องถ้วยจีน เครื่องถ้วยยุโรป กลองมโหรทึก แสดงให้เห็นถึง การเดินทางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ระหว่างเมืองท่าชายฝั่งตะวันออกกับเมือง ท่าโพ้นทะเลในแถบเอเชียอาคเนย์ข้ามไปไกลถึง ซีกโลกตะวันตก

น่าเสียดาย ในเวลาที่ฉันไปถึงกลับไม่พบใครพอที่จะถามถึงที่ตั้งพิพิธภัณฑ์จึงไม่ได้ถือโอกาสนี้เดินชม และเก็บภาพโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าต่าง ๆ นั้นมาให้ชมกัน ได้แต่กราบพระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษสถานอยู่หน้าพระอุโบสถ หลังจากที่กราบนมัสการพระประธานในพระอุโบสถแล้วเท่านั้น

ฉันเดินดูรอบ ๆ บริเวณวัดและพระอุโบสถ ก็พบกว่ามีพระอุโบสถเก่าหลังหนึ่งตั้งอยู่คู่กันกับพระอุโบสถหลังใหม่ ที่ยังคงมีลูกนิมิตรที่ยังไม่ได้ตัดตั้งอยู่กลางพระอุโบสถ พระอุโบสถหลังเก่านี่หละกระทั้งที่ว่า มีภาพจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์ และวิหารพระพุทธไสยาสน์เขียนขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์เป็นฝีมือช่างท้องถิ่น ซึ่งเป็นศิลปจีน และวรรณคดีจีน ที่ผสมกลมกลืนเข้ากับฝีมือช่างท้องถิ่น

และว่ากันว่าวัดแห่งนี้อาจได้รับการอุปถัมภ์จากชาวจีนที่มาค้าขายแถบชาย ฝั่งทะเลตะวันออก (พ่อค้าชาวจีนอพยพทางเรือมาที่ เมืองตราด ตั้งแต่สมัยอยุธยา บ้างอพยพจากอยุธยา กรุงเทพฯ เวียดนาม บ้างก็มาจากมาเลเซีย สิงคโปร์)

สิ่งที่พยายามมองหาภายในวัดอีกอย่างคือ หมู่กุฏิเล็กทรงไทย ซึ่งว่ากันว่าสร้างได้ถูกต้องตามพระวินัยบัญญัติมีขนาดพอแค่ภิกษุอยู่ได้ ้รูปเดียวเท่านั้น คนในท้องถิ่นเมื่อให้ลูกหลานบวชเรียนที่วัดก็จะสร้างกุฏิให้พร้อม เสร็จแล้วช่วยกันหามแห่มาที่วัดในวันทำพิธีบวช

หอสวดมนต์ เป็นศาลาไม้ยกพื้นสูง หลังคามุงกระเบื้องเคลือบชั้นเดียว ชายคาปีกนก หน้าบันไม้จำหลักปิดทองลายเทพนม ฝาประกน เสาไม้แปดเหลี่ยม เจดีย์ เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูน รูปสี่เหลี่ยมจตุรัส วิหารฝากระดาน ก่ออิฐ ถือปูน รูปเรือสำเภา เช่นเดียวกับฐานโบสถ์วิหาร สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย หลังคาชั้นเดียว ฝาผนังไม้ เป็นต้น

หากการสร้างพระอุโบสถใหม่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้านี้ จะถือเป็นจุดจบของพระอุโบสถเก่าที่ตั้งอยู่เคียงข้างกัน ฉันก็รู้สึกเสียดาย องค์ความรู้และศิลปเก่าแก่ที่ได้สร้างสมผ่านกาลเวลามายาวนานนับปี แม้นโลกวัฏจะยังคงหมุนไปของใหม่เข้ามาแทนที่ของเก่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สามารถอนุรักษ์ของเก่าเอาไว้ให้คนรุ่นใหม่ศึกษา และภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมของพื้นถิ่น

การเจริญเติบโตอันยั่งยืนของชุมชน และประเทศชาติ ฉันก็ยังเห็นว่าเราควรจะศึกษาถึงพื้นฐานความเป็นอยู่ดั้งเดิมให้รู้ถึงรากเหง้าของเราเสียก่อนที่จะรับความร่วมสมัยหรือสิ่งใหม่ ๆ เข้ามา เพราะนั่นจะทำให้เราไม่หลงลืมว่าเราเป็นใคร มาจากไหน และยิ่งใหญ่เพียงใด

 เรื่องที่เกี่ยวข้อง

รวม Link "เดินเดี่ยวเที่ยวน่าน" เที่ยววัดในจังหวัดน่าน
http://www.oknation.net/blog/swongviggit/2012/05/19/entry-1

โดย สายลมที่ผ่านมา

 

กลับไปที่ www.oknation.net