วันที่ ศุกร์ เมษายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วิตามิน ทานอะไรดี (ตอนที่ 1)


ตอนที่ 44

 

เกร็ดเรื่องโภชนาการที่ควรทราบ

 

พักหลัง ดิฉันหันมาเอาใจใส่สุขภาพตัวเองมากขึ้น เพราะคิดว่า ร่างกายที่ไม่สบายนั้น ดิฉันก็ต้องรับผิดชอบรักษาดูแลเขาด้วย ไม่ใช่อยู่ในมือหมอตามลำพัง  เพราะเราพบหมอแค่สองอาทิตย์ครั้งประมาณครึ่งชั่วโมง  (แต่อาจต้องรอพบหมอสักสองชั่วโมง ...)  ดังนั้นเราก็ควรเป็นหมอของตัวเราเองด้วย ยิ่งดิฉันมีอาการแพ้ยาสารพัด  ยิ่งต้องระมัดระวังการรับประทานยา  บางครั้งเวลาคุณหมอสั่งยาให้  ดิฉันก็ต้องถามว่าสั่งยาอะไรให้คะ  เพราะมิฉะนั้น  ถ้าเป็นยาที่แพ้แล้วคุณหมอสั่งให้  พอไปถึงแผนกจ่ายยา จ่ายเงิน ก็เท่ากับต้องกลับมาแก้ไข เสียเวลาอีกรอบ  คุณหมอบางท่านก็ดี เข้าใจเหตุผล แต่หมอบางคนก็จะมองหน้าดิฉันแล้วพูดว่า ผมเป็นหมอนะ ผมเป็นคนสั่งยา ไม่ใช่คุณ  อืม.. ก็ต้องอธิบายว่าทำไมดิฉันถึงต้องถามว่าจะจ่ายยาอะไรให้นะคะ

 

ดิฉันงดทานเนื้อวัวมาร่วมยี่สิบห้าปีแล้ว จนตอนนี้รู้สึกเหม็นไปเลย  มาระยะหลัง ก็ตั้งใจว่าจะเริ่มงดสัตว์ใหญ่ (คงไม่ถึงขนาดช้างนะคะ) ก็คือหมู ซึ่งก็ทำใจลำบากนิดหน่อย  เพราะชอบทานลาบหมู น้ำตกหมู คอหมูย่าง ข้าวหมูแดง ฯลฯ ตอนนี้เลยเริ่มต้นที่เดือนหนึ่งจะไม่ทานหนึ่งสัปดาห์และทุกวันพระ  ก็ตกประมาณเดือนละสิบวัน  กำลังเริ่มไปได้ดีค่ะ  ถ้าลดความอยากลงได้ ก็คงจะเพิ่มวันเวลาเข้าไป จนเลิกทานอีกเช่นกัน

 

ทีนี้เมื่อเราไม่ทานอาหารบางประเภท ก็อาจต้องมีการชดเชยแทน ด้วยสารอาหารอื่นๆ  วันนี้ดิฉันจึงคิดจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับโภชนาการบ้าง  เผื่อจะเป็นประโยชน์กับหลายๆท่านนะคะ ไม่มากก็น้อย  อาจจะต้องเขียนเป็นหลายตอนหน่อยนะคะ  เพื่อจะได้ไม่รู้สึกยาวมากในการอ่านแต่ละครั้ง

 

เรามาเริ่มที่วิตามินดีกว่านะคะ เพราะสมัยนี้ มีแต่โฆษณาอาหารเสริม วิตามิน ต่างๆมากมาย  ตั้งแต่  A จน  Z ยกเว้น วิตามิน M (Money) นะคะ คุณแม่ดิฉันชอบล้อดิฉันเรื่องนี้บ่อยๆ

 

วิตามิน โดยทั่วไป แบ่งเป็นสองชนิด คือ แบบละลายในน้ำ  และแบบละลายในไขมัน กลุ่มที่ละลายในไขมันนั้นได้แก่ วิตามิน  เอ ดี อี และ เค นอกจากนี้ก็อาจแบ่งเป็นวิตามินสังเคราะห์กับวิตามินตามธรรมชาติ ซึ่งอย่างหลังย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะวิตามินตามธรรมชาตินั้นมักมีสารประกอบอื่นๆปะปนด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี  เพียงแต่การกะปริมาณที่รับประทานนั้น อาจจะยากลำบากนิดหน่อย เนื่องจากอาจจะกะประมาณไม่ได้ว่า  เท่าไรจึงจะได้วิตามินในปริมาณ 100 mg เป็นต้น  นอกจากนี้อาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ก็จะน้อยกว่าด้วย เช่น การระคายเคืองของรับประทานวิตามินซีสังเคราะห์   เมื่อเทียบกับการรับประทานน้ำมะนาว น้ำส้มคั้น

 

ขอเริ่มที่วิตามิน เอ ก่อนนะคะ

วิตามินเอ

 มีสองรูปแบบ คือที่พบในอาหารจากสัตว์ กับที่พบในอาหการทั้งจากพืชและสัตว์  ที่เรียกว่า แคโรทีน  ประโยชน์ของวิตามินเอที่สำคัญได้แก่

  1. ช่วยในเรื่องของสายตา   เพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็น การรักษาอาการของโรคตา  โดยเฉพาะ การป้องกันอาการตาบอดตอนกลางคืน
  2. ช่วยให้ระบบมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น ทำให้การฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยเป็นไปได้ดีขึ้นเร็วขึ้น  
  3. ช่วยในเรื่องการเจริญเติบโต และความแข็งแรงของกระดูกและฟัน ตลอดจนผิวพรรณ ผม  สามารถใช้ในการรักษาอาการสิว ริ้วรอย แผลเป็นต่างๆ ลดจุดด่างดำ ฝ้า (ส่วนใหญ่จะรู้จักในนามของสารที่ชื่อ เรตินอล)

 

แหล่งของวิตามินเอ จากธรรมชาติ  คือ น้ำมันตับปลา ตับ แครอท  ผักที่มีสีเหลืองและเขียวเข้ม  เช่นฟักทอง  ผักขม  แตงแคนตาลูป ตำลึง ผักคะน้า  สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่าย  ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำมันตับปลาสกัดจากธรรมชาติ  ปริมาณที่แนะนำคือ 5,000 – 10,000 ไอยู  ส่วนผลิตภัณฑ์ในการรักษาริ้วรอยของผิวหนังนั้นจะเป็นในรูปครีมเรตินอลใช้ทาบนผิวหนัง   อาจมีอาการแสบเล็กน้อย  อย่างไรก็ตาม การรับประทานวิตามินเอมากเกินไป ก็อาจมีผลเสียได้ คือ  มีสี    ผิวออกเหลืองได้ นอกจากนี้ก็อาจมีอาการผมร่วง ท้องเสีย ตามัว ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ตามัว  เป็นต้น  วิตามินเอทำงานร่วมกับวิตามินบีรวม วิตามินดี วิตามินอี แคลเซียมได้ดีด้วยนะคะ

 

ดังนั้น หากคุณรับประทาน ผัก ผลไม้สีหลือง หรือขียวเข้ม ในปริมาณมากพอสมควร เป็นประจำ  การรับประทานวิตามินเอก็อาจไม่จำเป็นสำหรับคุณแล้วค่ะ

 

 

วิตามินซี

เนื่องจากวิตามินบีนั้น มีกลุ่มย่อยหลากหลายหลายรายการ ตั้งแต่ บี 1, บี 2, บี 6, บี 12 ฯลฯ เป็นต้น จึงขอข้ามมาเป็นวิตามินซีก่อน  เพราะวิตามินซีนั้น เรียกกันได้ว่า เป็น “วิตามินนางเอก” ก็ว่าได้  เพราะวิตามินซีมีมากในน้ำส้มน้ำมะนาว ซึ่งเราเรียกน้ำส้มกันว่า “น้ำนางเอก” ดังนั้นวิตามินซี จึงกลายเป็น  “วิตามินนางเอก” ไปโดยปริยาย

 

วิตามินซีนั้นสามารถละลายในน้ำได้  ดังนั้นเราจึงเห็นวิตามินซีในหลายรูปแบบ ตั้งแต่เป็นเม็ดเล็กๆให้เด็กๆอมหรือเคี้ยวเล่น  เม็ดฟู่ละลายน้ำ เม็ดแตกตัวช้า (Released)  หรือวิตามินแบบเม็ดธรรมดา ร่างกายเราไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีได้   ดังนั้นจึงต้องอาศัยจากการรับประทานเสริมเท่านั้น  แต่ก็เป็นการกระทำที่ไม่ยาก  เพราะวิตามินซีนั้น หาได้ง่าย  มีในผลไม้รสเปรี้ยวต่างๆ ( เช่น ส้ม ส้มโอ มะนาว สับปะรด ) ผักใบเขียว แคนตาลูป มะเขือเทศ มะขาม ฝรั่ง  ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ มะขามเทศ เป็นต้น 

 

ความสำคัญของวิตามินซีหลักๆ คือ ช่วยในการรักษาแผลต่างๆ  ป้องกันการติดเชื้อโรคไวรัส หวัด ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น รักษาและป้องกันการติดหวัด ติดเชื้อทางเดินหายใจ การเกิดภูมิแพ้  ตลอดจนทางเดินปัสสาวะ  เพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือด การรักษาแผลสด ช่วยต่อต้านและป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้หลายประเภท ลดการเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด เช่นหลอดเลือดดำอุดตัน  โรคเลือดออกตามไรฟัน และยังช่วยการเพิ่มการดูดซึมของสารตัวอื่นๆ เช่น การดูดซึมของธาตุเหล็ก

 

วิตามินซีมีหลายประเภท ทั้งจากธรรมชาติ แบบสังเคราะห์ แต่สูตรที่ดีที่สุดคือ วิตามินซีที่มี ไบโอฟลาวานอยด์  วิตามินซีมีขนาดรับประทาน 1,000 mg ซึ่งบางคนก็อาจรับประทานได้ถึง 2,000-3,000 mg  ในกรณีที่เริ่มมีอาการหวัด อาจรับประทานในปริมาณ 2,000 mg เพื่อเพิ่มภูมิต้านทาน และลดอาการหวัดได้  หากรับประทานมากไป สัญญาณที่แสดงให้เห็นคือ  มีอาการท้องเสีย  มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง หากมีอาการดังกล่าวก็ลดปริมาณลงมาได้  แต่หากเป็นการรับประทานในระยะยาวนาน ก็ต้องระวังผลที่อาจมีต่อการเกิดนิ่วได้  แต่วิตามินซีนั้น จะถูกขับออกจากร่างกายทางป้สสาวะได้ภายในระยเวลาสามสี่ชั่วโมง การรักษาระดับปริมาณวิตามินในร่างกาย จะส่งผลให้ภูมิต้านทานไวรัสต่างๆดีขึ้น  จึงควรแบ่งทานเป็นเช้าและเย็น   และการทานร่วมกับ แคลเซี่ยมและแมกนิเซียมนั้น  ช่วยให้การทำงานของวิตามินซีได้ผลสูงสุด  วิตามินซีนั้นถูกทำลายได้ง่ายด้วยความร้อน การปรุงอาหารนานๆ เช่นการผัดหรือต้มนานเกินไป              

 

วันนี้ขอแค่สองรายการก่อนนะคะ

สวัสดีค่ะ

กมลกร

โดย กมลกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net