วันที่ อาทิตย์ เมษายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การตั้งรัฐปัตตานี้จะแก้ปัญหาชายแดนสามจังหวัดภาคใต้ได้หรือไม่


ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้จะแก้ไขอย่างไร

ข่าวทักษิณแอบเจรจากลุ่มแบ่งแยกดินแดน จริงเท็จอย่างไรยังไม่มีใครรู้จริง แต่ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ทุกคนในประเทศไทยรับรู้และเบื่อหน่ายกับมันจริง ๆ และอยากจะให้จบ ๆ ไปเสียที


เมื่อคืน (24 ส.ค.54) ได้ฟังนายหัวชวน อภิปรายถึงปัญหาภาคใต้ว่าตนนั่นทราบปัญหาดี และได้แก้ปัญหาจนเกือบจะสงบอยู่แล้ว เหลือแต่ควันที่ยังคุกรุ่นอยู่เท่านั้น แต่ที่มันกลับมาลุกโชนขึ้นอีกก็เพราะทักษิณเอาน้ำมันไปราด โดยอ้างว่าวันที่ทักษิณเอาน้ำมันไปราดคือวันที่ลงไปประชุมปัญหาภาคใต้ที่สงขลา (ก่อนเหตุการณ์ปล้นปืน) โดยสรุปว่าปัญหาภาคใต้นั้นเกิดจากโจรกระจอกใช้เวลา 3 เดือนก็จบ หลังเกิดการปราบปรามกันอย่างรุนแรงในช่วงนั้นจึงเกิดกลุ่ม จรยุทธเล็ก ๆ  ขึ้นมาในที่สุดจึงรวมตัวกันเขาปล้นปืนในค่ายทหาร หลังจากนั้นเป็นต้นมาความรุนแรงในภาคใต้ไม่เคยสงบอีกเลยจนบัดนี้

ผมเองก็เหมือนคนไทยทุกคนในประเทศที่ฟังปัญหาชายแดนใต้จากผู้เชี่ยวชาญนักวิชาการ สส.จากภาคใต้ ดูเหมือนทุกคนจะรู้ดีว่าปัญหาเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไรบ้าง เช่น

1.เรื่องประวัติศาสตร์ในอดีตของรัฐปัตตานี

2.เรื่องความแตกต่างทางศาสนา

3.เรื่องความแตกต่างของวิถีชีวิตและวัฒนธรรม รวมไปถึงภาษา

4.เรื่องการแบ่งแยกดินแดน

5.เรื่องยาเสพติด

6.เรื่องค้าของเถื่อน

7.เรื่องการถูกรังแกจากเจ้าหน้าที่รัฐและความอยุติธรรม

8.เรื่องผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น

9.อื่น ๆ (ยังนึกไม่ออก 555)

เรื่องเล่านี้เกิดขึ้นมานมนานกาเลแล้ว ย้อนไปถึงสมัย ร.5 ร. 6 โน้น และพระมหากษัตริย์ไทยในอดีตก็ได้วางแนวทางให้ปฏิบัติไว้ มาในรัชกาลปัจจุบัน พระองค์ก็วางแนวทางไว้เช่นกันคือ “เข้าใจเข้าถึงพัฒนา”แต่ก็ยังไม่ทำให้ปัญหาภาคใต้จบสิ้นไปได้เสียที

ปัญหาความรุนแรงทางภาคใต้มีหลายรูปแบบในแต่ละช่วง ที่ดัง ๆ เท่าที่จำความได้ คือ

1.การปล้นรถทัวร์ เกือบทุกคืนในยุคนั้นรถทัวร์ที่ลงไปภาคใต้จะโดนปล้น แก้ปัญหาอย่างไรก็ไม่จบเสียทีเป็นอยู่อย่างนี้หลายปี จนรัฐบาลส่ง พล.อ.หาญ ลงไปเป็นแม่ทัพภาค 4 พล.อ.หาญ ใช้แผนใต้ร่มเย็น คือการปรามปราบกดดันอย่างหนัก มีรถทหารคุ้มกันรถทัวร์ที่จะเดินทางลงใต้ในบริเวณที่มีความเสี่ยงต่าง ๆ บุกเข้าจับกุม ทำลายแหล่งกบดานของโจรเหล่านั้นไม่นานสถานการณ์ก็สงบลง

2.การเผาโรงเรียน และสถานที่ราชการ สถานการณ์การเผาโรงเรียนทีละหลาย ๆ แห่งพร้อมกัน บางครั้งทำพร้อมกันถึง 30 แห่งในคืนเดียว การเผาโรงเรียนนี้ดำเนินอยู่หลายปี ผ่านมาหลายรัฐบาลก็ยังไม่เคยสงบเลย ยังมีเกือบทุกปี ๆ ละหลาย ๆ ครั้ง จนมีหลายคนตั้งข้อสังเกตถึงระยะเวลาในการเผาว่าจะเกิดก่อนการพิจารณางบประมาณ เพราะมีหน่วยราชการต้องการงบประมาณลงไป และกุมผู้มีอิทธิพลสร้างสถานการณ์เพื่อไม่ให้นักธุรกิจจากที่อื่นลงไปทำธุรกิจในพื้นที่ และยังไม่มีรัฐบาลไหน หรือแม่ทัพภาค 4 คนใดแก้ปัญหาได้ (รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ด้วย) ที่นายชวนบอกว่าสถานการณ์เบาบางจนเกือบมอดแล้วนั้นน่าจะไม่จริง เพราะในช่วงต้น ๆ ของการเป็นรัฐบาลทักษิณ ยังมีการเผาโรงเรียนอยู่ และก็เผาหลายแห่งพร้อม ๆ กันเช่นเดิม

พอทักษิณได้เป็นนายก ด้วยเชื่อว่าความคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดนนั้นหมดไปแล้ว มีเพียงกลุ่มคนเล็ก ๆ ไม่กี่กลุ่มที่อาศัยสถานการณ์หากินร่วมกับเจ้าหน้าที่บางคน และอาศัยสถานการณ์เพื่อขอเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเท่านั้น จึงเกิดนโยบายปราบปรามแบบที่นายหัวชวนอภิปราย และเรื่องราวก็บานปลายมาจนถึงทุกวันนี้

ในข้อสังเกตของผมซึ่งไม่เหมือนกับคนอื่น ๆ ผมคิดว่าแนวคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดนเพื่อปกครองตนเองนั้นเป็นแนวคิดหลักมีการสืบทอดความคิดจากรุ่นสู่รุ่นโดยอาศัยโรงเรียนปอเนาะเป็นสถานที่ถ่ายทอดแนวคิด 

ผู้สืบทอดเชื้อสายของเจ้าเมืองปัตตานียังมีอยู่ มีการสันนิฐานว่า นายเด่น โต๊ะมีนา อาจมีเชื้อสายของเจ้าเมืองปัตตานี (นายเด่น โต๊ะมีนา เกิดวันที่ 28 เมษายน 2477 ที่ อ.เมือง ปัตตานี เป็นบุตรชายของฮัจยีมูฮำมัดซูลง อับดุลกอเดร์ อัลฟาฏอนี (หะยีสุหลง)


กลุ่มวาดะเป็นกลุ่มการเมืองที่ครองพื้นที่มายาวนานมีนายวันนอร์ มะทา เป็นหัวหน้ากลุ่ม กลุ่มวาดะได้เติบโตทางการเมืองสูงสุดเมื่อนายวันนอร์ได้เป็นถึงประธานรัฐสภาในสมัยทักษิณ แต่เหตุการณ์ในภาคใต้กับเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นในสมัยทักษิณ ทั้ง ๆ ที่ สส.ในสามจังหวัดภาคใต้คือกลุ่มนายวันนอร์ร่วมรัฐบาลอยู่ด้วย


ด้วยเหตุนี้ผมจึงสันนิษฐานตามประสาของผมว่า น่าจะมีข้อตกลงที่ให้กันไว้อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่มีการเบี้ยวกันขึ้นและผู้ที่ให้ข้อมูลกลุ่มต่าง ๆ นั้นน่าจะเป็นกลุ่มวาดะนี้แหละ เป็นการหักหลังกันโดยหวังให้กลุ่มตัวเองครองความเป็นใหญ่เพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นการคาดการที่ผิดจึงเกิดปรากฏการณ์ “ฆ่าหนึ่งเกิดร้อย” กลุ่มต่าง ๆ จึงออกมาปฏิบัติการแต่น่าจะไม่เป็นเอกภาพ กลุ่มใครกลุ่มมันต่างตั้งตนเป็นใหญ่เหมือนในอดีตที่มีกลุ่มอักษรย่อต่าง ๆ ที่ปฏิบัติการเพื่อรักษาอำนาจของตนไว้ อย่างน้อยเป็นเครื่องต่อลองเมื่อสามารถบรรลุผลการแยกรัฐปัตตานีออกปกครองตนเองได้ เหมือนในหลาย ๆ ประเทศก็เป็นเช่นนี้ ที่คงร่วมกันปฏิบัติการเพื่อเป้าหมายเดียวกันและแบ่งผลประโยชน์กันในที่สุด

ปัญหาใหญ่ที่สุดซึ่งเป็นหัวใจของปัญหาคือเรื่องการแบ่งแยกดินแดน ถ้าสามารถผ่าหัวใจนี้ออกได้โรคอื่นที่เป็นโรคผสมโรงก็จะทุเลาลง โดยใช้ยารักษาอาการข้างเคียงไม่นานก็จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม

ปัญหาคือทำอย่างไรจะเข้าไปจัดการกับปัญหาอันเป็นหัวใจนี้ได้ แนวคิดเรื่องรัฐปัตตานีเป็นแนวทางหนึ่งเพื่อลดปัญหาเรื่องการแบ่งแยกดินแดนนี้ เพื่อให้ผู้สืบทอดเชื้อสายผู้ปกครองรัฐปัตตานีในอดีตได้มีโอกาสขึ้นเป็นผู้บริหารเพื่อลดประเด็นการแบ่งแยกดินแดนออกไป แต่มีหลายคนกังวลในเรื่องนี้ว่าจะเป็นการแบ่งแยกดินแดนซึ่งผิดรัฐธรรมนูญการปกครองของไทย

ถ้าทัศนคติที่ไทยเป็นรัฐเดียวจะแบ่งแยกมิได้ หรือประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกซึ่งต่างมีแนวคิดแบบนี้เหมือนกันหมด จึงต้องยอมทนอยู่กับปัญหาการก่อการร้ายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แล้วในที่สุดสักวันอาจไม่สามารถต้านทานเรื่องนี้ได้ ทุกเชื้อชาติที่เคยถูกปกครองโดยรัฐบาลกลางก็จะประกาศตัวเป็นอิสระ เหมือนในรัสเซียที่แยกออกไปหลายประเทศ

ความคิดแยกตัวเป็นอิสระมันเป็นเรื่องศักดิ์ศรีของความเป็นชาติ เหมือนชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ในพม่า ทุกกลุ่มคงไม่ยอมศิโรราบให้กับรัฐบาลพม่า สักวันหนึ่งจะเป็นสิบปี ร้อยปีหรือพันปี ความต้องการเป็นชาติของพวกเขายังคงอยู่และความคิดที่จะแยกตัวเป็นอิสระก็ไม่มีวันหมดไปจากหัวใจของพวกเขาแน่นอน เขาจะทำทุกอย่างเพื่อรอจนกว่าวันหนึ่งพวกเขาจะได้รับอิสรภาพ ซึ่งผมก็คิดว่า ความคิดแยกตัวออกเป็นรัฐปัตตานี้ก็ยังคงมีอยู่ตลอดไป

ถ้าการเจรจาของทักษิณกับกลุ่มมแบ่งแยกดินแดนนี้เป็นจริง ก็นับเป็นความพยายามอีกครั้งหนึ่งในการแก้ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ของเขา แต่คราวนี้จะเป็นความพยายามเพื่อความสงบสุขของสามจังหวัดภาคใต้ หรือเป็นการเติมเชื้อไฟให้หนักยิ่งขึ้น คงต้องรอดูผลกันอีกสักระยะ

ประวัติหะยีสุหลง 

หะยีสุหลง มีชื่อเต็มว่า “ตวนกูรู หะยีมูฮำหมัด สุหลง บิน หะยี อับดุลกาเดร์ บินมูฮัมหมัด อัล-ฟะฎอนี”[1] ถือกำเนิดในปี พ.ศ.2438 ที่หมู่บ้านกำปงอาเนาะรู (หมู่บ้านลูกสน) มณฑลปัตตานี เป็นบุตรชายคนโตของฮัจญีอับดุลกาเดร์ บิน มูฮัมหมัด หรือตวนกูอับดุลการ์เดร์ กามารุดดิน อดีตสุลต่านแห่งปัตตานีองค์สุดท้าย ผู้ถูกจับตัวในฐานะที่แข็งข้อต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบมลฑลในสมัยรัชกาลที่ 5 จนต้องถูกจำคุกเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งในช่วงที่บิดาถูกจับ หะยีสุหลงมีอายุเพียง 7 ขวบ และหลังจากออกจากคุกบิดาก็หนีไปปักหลักออยู่ที่กลันตัน ร่วมกับลูกหลานคนอื่นๆ ที่ยังคงดำเนินการต่อต้านระบอบการปกครองของสยามในสมัยนั้น ส่วนมารดาชื่อนางซารีเฟาะห์ ซึ่งเป็นภรรยาคนแรกของบิดาในจำนวนทั้งหมด 3 คน เป็นหลานปู่ของฮัจญีไซนับอาบีดิน บิน อาหมัด หรือ “ตวลมีนาล” ซึ่งเป็นผู้เขียนตำราศาสนาที่ชื่อเสียง

โดย Ananda

 

กลับไปที่ www.oknation.net