วันที่ ศุกร์ เมษายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

LONDON 2012 วันที่ลอนดอนงามสะพรั่ง


ลอนดอนกำลังงดงามในวันนี้

ทั้งที่มีเรื่องราวผ่านร้อนหนาว จากฤดูกาล เหตุการณ์บ้านเมืองและสังคมเสมอมา

ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น เป็นที่รู้กันว่าลอนดอนเนอร์สจะมารวมพลบริเวณหลักศูนย์ไมล์ ใจกลางมหานครที่ Trafalgar Square

**

ตอนเริ่มสร้างเมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน เหมือนจะรู้ล่วงหน้า จึงกำหนดให้มีบ่อน้ำพุตรงกลางโดยไม่ได้หวังประโยชน์สวยงาม แต่เพื่อลดทอนพื้นที่กว้างขวางให้จัดการควบคุมฝูงชนได้ ยามที่มีการชุมนุมหรือลามไปถึงการจราจล

6 กรกฎาคม 2548 คนที่สนับสนุน Back the Bid โครงการช่วงชิงกีฬาโอลิมปิคสู่มหานครลอนดอน รอลุ้นการประกาศผลเจ้าภาพรายต่อไปที่จะถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์ทุกช่อง

แต่การร่วมลุ้นที่ทราฟัลการ์สแควร์ย่อมแตกต่าง

**

บรรยากาศความยินดีของคนในชาติที่รักกีฬา ทั้งการเล่นและดู เมื่อได้ยินประกาศชื่อ ‘London’ จึงเหนือคำบรรยาย

**

แต่ความยินดีในชัยชนะของ LONDON 2012 เป็นอยู่ได้เพียงหนึ่งคืน

เช้ารุ่งขึ้น  7 กรกฎาคม เกิดระเบิดขึ้นในเป้าหมายที่เป็น Public Transport การเดินทางสำหรับสาธารณชน

สถานีรถไฟใต้ดิน รถโดยสารประจำทาง ถูกถล่มในชั่วโมงที่คนมุ่งหน้าไปทำงาน มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 52 ราย กับตัวผู้วางระเบิดอีก 4 ราย

**

เป็นความสูญเสียที่น่าตระหนก

แต่ไม่ทำให้ลอนดอนเสียขวัญ

Queen Elizabeth II เสด็จเยี่ยมผู้บาดเจ็บ มีรับสั่งชื่นชมความสงบของประชาชน และว่าลอนดอนอาจจะโชคร้าย แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลอนดอนเผชิญวิกฤติ เราผ่านเวลาแห่งสงครามโลก ข้อขัดแย้ง การวางระเบิดมานับครั้งไม่ถ้วน

สิ่งเหล่านี้ไม่อาจเปลี่ยนเราให้เป็นอื่นได้..

จึงไม่แปลกที่ตลาดหุ้นฟื้นสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว ประชาชนเดินลงสู่สถานีรถไฟใต้ดินต่อไป รัฐบาลเปรียบเทียบขวัญของประชาชนด้วยคำว่า Stoic ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งถึงความหนักแน่นที่มากกว่าหินผา ไม่ได้หลับหูหลับตากับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่หมายความว่าเราจะไม่หยุดอยู่กับที่ จะก้าวต่อไปอย่างระมัดระวัง แต่มั่นคง

เหมือนคำติดปากประชาชนบริทิชสมัยสงครามโลกครั้งที่สองว่า

Keep calm and carry on.

และทราฟัลการ์สแควร์ก็ยังเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของคนลอนดอนต่อไป

เช่นเดียวกับการเตรียมการ LONDON 2012

เรานับเวลาถอยหลังสู่การเริ่มเหตุการณ์ ที่ทำให้ลอนดอนเป็นเมืองแรกของโลก ที่เป็นเจ้าภาพโอลิมปิคถึงสามวาระ

 

เจ้าภาพครั้งแรกใน ค.ศ. 1908 เป็นเรื่องบังเอิญ เมื่อภูเขาไฟ Mount Visuvius เกิดประทุขึ้นสองปีก่อนหน้า โรมต้องถอนตัวจากการเป็นเจ้าภาพ พอลอนดอนได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพตัวจริงใน ค.ศ 1944 ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ต้องเลื่อนไปจัดใน ค.ศ 1948 เมื่อยุติสงคราม แต่ก็ไม่มีนักกีฬาจากเยอรมนีและญี่ปุ่นเข้าร่วม ด้วยเหตุผลทางการรักษาความปลอดภัย

LONDON 2012 จึงกลายเป็นความหวัง ว่าเวลาเตรียมการที่มีถึง 7 ปีจะสร้างความพร้อมและประโยชน์ต่อชาติและประชาชนมากที่สุด

แต่เราก็นับเวลาถอยหลังไปพร้อมกับข้อขัดแย้งช่วงเตรียมการ

**

**

คนลอนดอนต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น เพื่อให้มีเงินพอกับค่าก่อสร้างมหาศาล

เราหวังว่าจะมีสาธารณูปโภคที่ดียิ่งขึ้น

**

ที่พักนักกีฬาจะกลายเป็นที่อยู่อาศัยซึ่งขาดแคลนอยู่ การเดินทางด้วย Public transport เพิ่มขึ้นจากรถไฟสายใหม่ที่วิ่งสู่สนามกีฬา และของเก่าที่ปรับปรุงซ่อมแซม

**

ทว่าคนลอนดอนส่วนใหญ่หาตั๋วเข้าชม LONDON 2012 ไม่ได้ ตั๋วที่มีขายทั้งหมดเป็นแค่หลักแสน แต่ความต้องการเป็นถึงหลักล้าน

การท่องเที่ยวบอกว่าคนที่เคยเป็นขาประจำจะเลี่ยงการมาเยือนกรุงลอนดอนในเวลาที่จอแจ ส่วนคนที่คาดว่าจะมาในช่วงนั้นกลับเป็นอีกกลุ่มที่ใช้จ่ายต่างกัน

ลอนดอนเนอร์สจึงไม่แน่ใจว่าควรจะคาดหวังอะไรจาก LONDON 2012

ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา

แล้วยังเรื่องวุ่นวาย

London riots ทำลายทั้งภาพพจน์ และทรัพย์สิน ส่วนที่เป็นปัญหาสังคมก็ต้องแก้กันต่อไป ส่วนที่ผิดก็ต้องรับผิดตามกฎหมาย จึงมีคนนับพันถูกจับ ขึ้นศาล รับโทษ

**

ชายสองคนใช้ Facebook ชักชวนคนมาร่วมชุมนุม รับโทษสี่ปีในฐานที่ยุยงให้คนทำความผิด แม้จะไม่มีใครร่วมด้วยและความผิดยังไม่เกิด

ร้านเก่าแก่อายุ 140 ปี ผ่านสงครามโลกมาได้ถึงสองครั้งอย่างปลอดภัย กลับถูกเผาวอดวาย คนเผาจึงสมควรรับโทษ 11 ปีครึ่ง

แล้วยัง Occupy LSX ที่ชุมนุมยึด London Stock Exchange อย่างไร้เป้าหมายชัดเจน วุ่นวายและกีดขวาง St Paul’s Cathedral อยู่เป็นเดือน

**

**

แต่วันนี้ St Paul’s กลับมาสวยสง่า เด่นชัดในมุมจาก The Thames แล้ว

**

**

Sir Winston Churchill และ David Lloyd George สองนายกรัฐมนตรีของเกรทบริเทนยังคอยเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของโลก พร้อมทักทายผู้มาเยือนทุกฤดูกาล

**

Power Station ยังเป็น landmark สูงตระหง่านอยู่ริมน้ำด้าน Southbank ของริเวอร์เทมส์

ทุกส่วนของลอนดอนจึงยืนหยัดทักทายคนลอนดอน และรอรับผู้มาเยือนด้วยไมตรี

ทราฟัลการ์สแควร์ในทุกสภาพอากาศจึงไม่เคยขาดผู้คน

จะปีนป่าย นั่งพัก มองความเคลื่อนไหวในโลกที่หมุนผ่าน

**

**

กระทั่งรถบัสสองชั้น สัญลักษณ์ของลอนดอน

ที่ Routemaster ของแท้เหลือน้อยเต็มทน

**

Routemaster เกิดช่วงหลังสงคราม ให้บริการมาตั้งแต่ พ.ศ.2499 จน พ.ศ. 2548 ก็หายไปเกือบหมด เพราะจะต้องถูกทดแทนด้วยรถรุ่นใหม่ที่มีเพียงคนขับคนเดียว และลดระดับรับผู้โดยสารที่ใช้รถเข็นได้ ในลอนดอน Routemaster วิ่งแค่สองเส้นทางและผ่านทราฟัลการ์สแควร์ คือ 9 และ 15 เรียกว่า Heritage routes

 

คนรุ่นหลังจึงยังได้สัมผัสบรรยากาศของการนั่งเรื่อยเปื่อยชมมหานครลอนดอน ในรถที่ยังมี ‘กระเป๋ารถเมล์’ เกาะท้าย โดยเฉพาะในปีที่กรุงลอนดอนมีแต่ความพิเศษ

ที่สำคัญที่สุดกว่าโอลิมปิค คือ Diamond Jubilee ซึ่งเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปี ของ Queen Elizabeth II ที่ความปลาบปลื้มของประชาชนสยบเสียงส่วนน้อยที่ไม่ให้ความสำคัญกับสถาบันกษัตริย์ได้เงียบกริบ

วาระเช่นนี้ เป็นเพียงครั้งที่สองของการครองราชย์ในเกรทบริเทน นับจากครั้งแรกในรัชสมัย Queen Victoria ที่ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งราชวงศ์จักรี

มีคนจากทั่วโลกยินดีเฝ้าคอยชมสิ่งเกี่ยวข้องกับราชสำนักอย่างใกล้ชิดที่หน้า Buckingham Palace อยู่ทุกวัน

**

**

 

เวลาพิเศษอย่างนี้ ลอนดอนจึงอยู่ในอารมณ์ของการตกแต่งบ้านเมือง

4th Plint แท่นที่ตั้งประติมากรรมลำดับที่ 4 ของทราฟัลการ์สแควร์ เป็นเวทีเปิดเพื่อแสดงผลงานที่เข้ายุคสมัยและเกี่ยวข้องกับผู้คน โดยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์เช่นอีก 3 พลิ้นท์

ก็ยังร่วมเปลี่ยนโฉมจากเรือในขวดแก้ว ที่สัมพันธ์กับ Lord Nelson ผู้บังคับการกองเรือ ในการรบ Battle of Trafalgar

มาเป็นรูปปั้นเด็กน้อยขี่ม้าโยก ชื่อ ‘Powerless Structures, Fig. 101’ โดย Elmgreen & Dragset

 

**

เด็กน้อย ปรากฏบนแท่นที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของวีรบุรุษ ทั้งที่ยังเล็กเกินกว่าจะไม่มีประวัติที่มาใดให้เชิดชู

เพราะเด็กน้อยคือตัวแทนของอนาคต ที่เรามุ่งหวัง

สีทองแวววับ แทนการเฉลิมฉลองให้กับคนรุ่นใหม่ที่จะก้าวมาแทนที่

ศิลปินผู้สร้างเพียงอยากให้ผลงาน เป็นเครื่องชูใจกับความสำเร็จเล็กน้อยในแต่ละวันของช่วงเวลาที่กว่าจะเติบโต

ยังนิทรรศการภาพเขียน Lucian Freud 

ที่แสดงภาพ Queen Elizabeth II ในสไตล์ของ Freud

**

เรื่องราวหลายมุมของ Charles Dickens ที่ครบปีเกิด 200 ปีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์

**

ลอนดอนจึงไม่เคยขาดแคลนเรื่องราวดีๆ สำหรับทุกความสนใจ

**

ทั้งเรื่องของ ‘ไข่’

The Fabergé Big Egg Hunt เป็นโครงการกุศลที่วางไข่ 200 กว่าฟองไว้ทั่วลอนดอน

เพื่อหาเงินช่วยช้าง (Elephant Family) และช่วยเด็ก (Action for Children)

ที่ต้องเป็นไข่ เพราะไข่เป็นสัญลักษณ์สากลของชีวิตใหม่ การเริ่มต้น และความหวัง

**

แล้วยังเรื่องของคน

ทั้งที่อพยพเข้ามาอยู่ในเกรทบริเทน

Odyssey เป็น 40 หุ่นไม้สูง 2.5 เมตร ที่ Robert Koenig ใช้ตั้งคำถามกับสังคม

เรื่องการอพยพของคนโปลิช ว่าคนเห็นเช่นไร

**

**

กับความแตกต่างทางเชื้อชาติ ผิวพรรณ ภาษา การแต่งตัว

**

**

การยอมรับ และความกลมกลืนในสังคม หรือการเห็นเป็นต่างด้าว

**

Queen Elizabeth II เคยรับสั่งว่า เกรทบริเทนเป็น Multi cultural society ที่ผสมผสานหลากวัฒนธรรมไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

**

แม้เราจะผ่านฟ้ามืดครึ้ม

จะร้อน ฝน หนาว ลอนดอนเนอร์สยังคงดำเนินชีวิตไป

**

เป็นสังคมที่ยังต้องซ่อมแซม และสร้างกันต่อ พร้อมรับสิ่งดีที่จะก้าวเข้ามา

**

ทัศนคติของคน จึงเป็นสิ่งเดียวที่จะพยุงบ้านเมืองให้ก้าวต่อไป

แล้วลอนดอนจึงงามสะพรั่ง...

ไม่ใช่ด้วยวัตถุ แต่เป็น Spirit คือความรู้สึก และจิตใจที่แข็งแรง พร้อมรับผู้มาเยือน และมอบความทรงจำที่ดีกลับไป

* * * * * * * * *

Take That - Greatest Day [At Abbey Road / The Circus Live]

Uploaded by TakeThatHD

 

หมายเหตุ

ชมรูปไข่เพิ่มได้ที่ www.oknation.net/blog/sw19/gallery/50001

www.great2012offers.com/    รวมส่วนลด 20.12% สำหรับการเที่ยวเกรทบริเทนในปี 2012

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net