วันที่ ศุกร์ เมษายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...จดหมายรักจากพ่อ ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์...



๑๓ เมษายน ๒๕๕๕
๑๙.๑๕ น.

ทราย...ลูกรัก

เย็นของวันนี้ พ่อโทร.หาหนู เพื่อต้องการทราบความเป็นไปของลูกที่บ้านเกิด
พร้อมกันนั้นก็เป็นโทร.ถามไถ่สุขทุกข์ตามประสา และหนูก็มีเรื่องทุกข์ใจจริงๆซะด้วย
พ่อไม่แน่ใจว่า จากการชวนหนูพูดคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ จิปาถะ
จะทำให้หนูคลายทุกข์(อันเล็กน้อย)ในใจของหนูหรือเปล่า
บางทีอาจทำให้หนูเครียดยิ่งขึ้น ทุกข์ใจหนักขึ้นก็ได้
และถ้าเป็นเช่นนั้น พ่อก็ขอโทษหนูด้วย พ่อไม่มีเจตนาเช่นนั้นเลย
พ่ออยากให้หนูทราบว่า พ่อเป็นห่วงหนูเสมอ

และอยากให้ลูกสาวคนนี้ของพ่อมีรอยยิ้ม มีความสุขทุกวัน

วันนี้ที่พ่อเขียนจดหมายถึงหนูก็เพื่อจะชวนหนูคิดถึงวัน "ปีใหม่ไทย"
ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน อยู่ๆ พ่อก็อยากจะเขียนเล่าถึงเรื่องนี้ให้หนูอ่าน
แต่หนูจะอ่านหรือไม่นั้น พ่อไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่อะไร
หน้าที่ของพ่อ คือ เขียนจดหมายถึงหนู ส่วนหน้าที่ในการอ่านนั้นเป็นของหนู
เมื่อจดหมายถูกเขียนเสร็จ และยื่นส่งให้แล้ว ถือว่าหน้าที่ของพ่อเสร็จสิ้น
และถ้าหนูอ่านจดหมายของพ่อจบ ก็ถือว่า หนูได้ทำหน้าที่ของหนูเช่นกัน
ถ้าหนูไม่อยากอ่าน หรือ ไม่สนใจจะอ่าน พ่อก็ไม่ถือโทษโกรธเคืองใดๆทั้งสิ้น
ทั้งนี้เพราะพ่อรักหนู ห่วงใยหนู จึงไม่จับเอาประเด็น "การไม่อ่านจดหมาย" ของหนู
มาเป็นเหตุให้ตัวพ่อเองขุ่นเคืองในใจ แต่พ่อหวังว่า สักวันหนึ่ง จดหมายทุกฉบับของพ่อ
จะสามารถเป็น "ข้อมูล, กำลังใจ, แสงดาวเล็กๆ ที่ทอประกายไม่เคยดับวูบ และเพื่อนคลายเหงา"
ให้แก่หนูได้บ้าง ในวันใดก็ตามที่หนูต้องการข้อมูล ต้องการกำลังใจจากพ่อ หรือตกอยู่ในท่ามกลางความมืดมิดด้านจิตใจ
และรู้สึกเหงา เศร้า เดียวดาย ไร้คนอยู่เคียงข้าง...
เอาล่ะ...เก็บความเครียดในใจไว้ชั่วขณะ
แล้วปล่อยให้ความคิดและจิตใจของหนู ติดตามสิ่งที่พ่อจะชวนคุยในจดหมายดีกว่า...
..
ลูกรัก...
วันที่ ๑๓ เมษายน ของทุกปี พวกเราชาวไทยต่างทราบดีว่า เป็นวันมหาสงกรานต์
คำว่า "สงกรานต์" เป็นคำสันสกฤต ซึ่งในภาษาสันสกฤตจริงๆ ท่านสะกดว่า "สงฺกฺรานฺติ"
พจนานุกรมไทยให้ความหมายว่่า "เทศกาลเนื่องในการขึ้นปีใหม่อย่างเก่า ซึ่งกำหนดตามสุริยคติ
ซึ่งปกติตกวันที ๑๓-๑๕ เมษายน วันที่ ๑๒ คือ วันมหาสงกรานต์ วันที่ ๑๔ คือวันเนา
และวันที่  ๑๕ คือวันเถลิงศก"
ส่วนความหมายในทัศนะของนักปราชญ์นั้น สงกรานต์แปลว่า "เคลื่อน" หรือ "ย้าย"
หมายถึง ในวันมหาสงกรานต์ ราศีมีนเคลื่อนหรือย้ายเข้าสู่ราศีเมษ
วันที่ ๑๔ ตั้งอยู่ เรียกว่า "เนา" เป็นภาษาเขมร (เนา แปลว่า อยู่)
วันที่ ๑๕ ขึ้นราศีใหม่เต็มตัว จึงเป็นวันเถลิงศก

ส่วนตำนานในวันนี้ พ่อคิดว่า หนูคงจะเคยได้ยินได้ฟังมาพอสมควรแล้ว และคงจะจดจำเรื่่องราวเหล่านั้นได้บ้าง
ในตำนานของธรรมบาลกุมารนั้น สาระสำคัญอยู่ที่เรื่อง ๑) ราศี ๓ ราศี ที่เป็นคำตอบของธรรมบาลกุมารตอบกบิลพรหม
และอยู่ที่ ๒) ศีรษะพรหม ที่ถูกตัดและถูกแห่รอบเขาพระสุเมรทุกๆ ปีโดยลูกสาวของพรหม
ทั้งสองประเด็นดังกล่าวนั้นมีแง่คิดและคติธรรมแทรกอยู่ไม่น้อย เดี๋ยวพ่อจะเล่าให้อ่านต่อไป
..
แต่ก่อนเข้าเรื่อง พ่อขอยกบทกวีบทหนึ่งของ Frederick Langbirge นักกวีชาวอังกฤษ
เขาเขียนไว้ใน A Cluster of Quiet Thoughts เมื่อปี ค.ศ. 1896 ว่า
"Two men look out through the same bars:
One see mud, and one the star."
จากพื้นฐานนักศึกษาวิชาพยาบาลอย่างหนู และมีพื้นภาษาอังกฤษอยู่บ้าง พ่อคิดว่า หนูคงแปลออก
และคงเคยได้ยินบทกวีบทนี้บ่อยๆ อย่างไรก็ตามพ่อก็ขอแปลประกอบไว้
ความจริงไม่ใช่คำแปลของพ่อหรอก เป็นของคนอื่นเขา เขาแปลไว้อย่างไพเราะสมกับกวีต้นฉบับว่า
"สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม

อีกคนตาแหลมคม เห็นดวงดาวอยู่พราวพราย"
(แปลโดย เจษฎาจารย์ เอฟ. ฮีแลร์)
ข้อความในบทกวีนี้ บทคัดมาจากหนังสือเรื่อง "เบื้องบนยังมีแสงดาว" ของคุณวินทร์ เลียววารินทร์
บทกวีบทนี้ปรากฏอยู่ในเรื่องแรกของหนังสือ
..

หนูคงสงสัยว่า พ่อยกบทกวีนั้นมาทำไม เกี่ยวอะไรด้วยกับเรื่องสงกรานต์ ?
ถูกแล้ว บทกวีที่่พ่อยกมานั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เลยกับประเพณีสงกรานต์ในบ้านเรา
แต่พ่ออยากให้เกี่ยวข้องกับเรืองนี้ในที่นี้ จึงได้ยกมา ก็เท่านั้นเอง
สิ่งที่พ่อต้องการจะบอกก็คือว่า

ในบทกวีนี้ เขาบอกถึงความแตกต่างของ "มุมมอง" หรือ "ทัศนคติ" ของคนเรา
มองดูสิ่งเดียวกัน คนเราอาจมองเห็น "สาระและคุณค่า" ไม่เหมือนกัน 

สาระและคุณค่าของวันสงกรานต์ก็เหมือนกัน
สำหรับชาวบ้านทั่วไปมักไม่ค่อยได้คิดอะไรลึกซึ้งกับวันนี้นักหรอก
พวกเขารู้แต่ว่า ถึงวันสงกรานต์
ต้องไปไหว้และปะพรมน้ำหอมให้กับกระดูกพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่ล่วงลับไปแล้ว
ต้องไปทำบุญที่วัด มีตักบาตร ให้พระชักผ้าบังสุกุล อุทิศบุญกุศลให้แก่ญาติที่ล่วงลับ
แล้วก็ปล่อยนัก ปล่อยปลา เพื่อเสริมดวงชะตาของตนเองให้ดีขึ้น

ส่วนสาระ คุณค่า และคติธรรมที่แฝงหรือซ่อนอยู่เบื้องหลังวันสงกรานต์นั้น พวกเขาไม่ใส่ใจ
แต่ก็มักได้ยินได้อ่านจากหนังสือพิมพ์ จากโทรทัศน์ และพระเทศน์บ่อยๆ
กลุ่มคนที่คิดถึงสาระและคุณค่าของวันสงกรานต์จริงๆ ก็คือ "นักวิชาการ" และคนใฝ่รู้ เท่านั้น

ดังนั้น ลักษณะเช่นนี้จึงสอดคล้องกับบทกวีของเฟเดอริค แลงบริดจ์ กล่าวคือ
ชาวบ้านมองเห็นวันสงกรานต์ เป็น วันสงกรานต์
ส่วนนักวิชาการและนักคิด คนใฝ่รู้ทั้งหลายนั้น

 มองเห็นวันสงกรานต์เป็นวันที่มีสาระและคุณค่าควรค่าแก่ศึกษาและอนุรักษ์
..
ทีนี้ก็มาถึงประเด็นที่พ่อค้างไว้...
หนูตอบคำถามพ่อได้ไหมว่า
"ตอนเช้า  ราศี(ความสง่างาม,ลักษณะดีงามของคน)อยู่ที่ไหน?
ตอนบ่าย ราศีอยู่ที่ไหน? และตอนเย็น ราศีอยู่ที่ไหน?"
อันที่จริง คำถามนี้ หนูได้ยินคนเขาพูดกันมาแต่เด็กแล้ว
และพ่อเชื่อว่าหนูยังจำได้ ถึงคำตอบของคำถามทั้งสามประการนั้น

ในมุมมองของพ่อ สาระที่ซ่่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องราศีทั้่ง ๓ ก็คือ
"คนโบราณเข้าใจสอนลูกหลานและคนรุ่นหลังเหลือเกิน"
และ "ความงามสง่าและลักษณะดีงามของคนเรา ที่เรียกว่า ราศีนั้น
แท้จริงไม่ได้อยู่แค่ การล้างหน้าตอนเช้า อาบน้ำตอนบ่าย หรือล้างเท้าตอนเย็น เท่านั้น
หากแต่ยังหมายถึง การสร้างหรือการฝึกฝนพัฒนาตนเองให้มีความงามสง่าและมีลักษณะดีงามด้วย"

คำถามก็คือว่า

"เราจะฝึกฝนพัฒนาหรือสร้างชีวิตของเราเองให้มีความงามสง่าและมีลักษณะดีงามได้อย่างไร?"
คำตอบของพ่อก็คือ "การศึกษาและการปฏิบัติตนตามที่ได้ศึกษามาแล้ว"
คำว่า "ศึกษา" ในที่นี้ พ่อหมายถึง การฝึกฝนตนเองในทุกๆด้านเท่าที่สามารถจะฝึกได้ ซึ่งจะว่าไปแล้วในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา
ท่านแบ่งไว้ ๔ ด้านด้วยกันคือ ๑) ด้านกาย ๒) ด้านพฤติกรรมการแสดงออกต่อผู้อื่นและส่วนรวม

๓) ด้านจิตใจ และ ๔) ด้านปัญญา
ความสง่างามด้านการศึกษานี้ คนเราต้องมีให้ครบทั้ง ๓ วัย
ปฐมวัย ต้องสง่าด้วยการศึกษาเล่าเรียนตามระบบ และมีพฤติกรรมที่ดีงาม
มัชฌิมวัย (วัยทำงาน) ต้องสง่างามด้วยการศึกษาเรื่องงานและมีพฤติกรรมดีงาม จิตใจดีงาม มีปัญญาในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น
เริ่มเข้าใจกระบวนการเป็นไปของชีวิตมากขึ้นตามลำดับ
ปัจฉิมวัย(วัยบั้นปลาย) ต้องสง่างามด้วยการศึกษาลงลึกถึงแก่นแท้ของชีวิต
พัฒนาปัญญาจนกระทั่งเข้าใจธรรมชาติแท้จริงของชีวิต โลกและจักรวาล

สามารถแนะนำผู้อื่นและชี้แจงข้อสงสัยของอนุชนได้
การที่วันสงกรานต์เวียนมาถึงครั้งหนึ่งในแต่ละปี

ก็คือ โอกาสที่เราจะได้ "ทบทวนความสง่าของชีวิตตนเอง" ในรอบปีที่ผ่านมา

เอาล่ะ ฉบับนี้่พ่อเห็นว่า เขียนมายาวพอสมควรแล้ว ขอพักไว้เท่านี้ก่อน
สำหรับประเด็นเรื่อง ศีรษะพรหมที่ถูกตัดนั้น พ่อขอยกไปชวนคุยชวนคิดในฉบับต่อไปก็แล้วกัน
ซึ่งหนูจะถือเป็นเรื่องสงกรานต์ ตอนที่ ๒ ก็ได้
สุดท้ายนี้ พ่อขอให้ลูกสาวของพ่อ สุขกายเย็นใจในเทศกาลสงกรานต์ของปีนี้
ดูแลตนเองให้ดี และฉลองเทศกาลสงกรานต์ด้วยความระมัดระวังตัวนะ อย่าประมาท
ห่วงใยและปรารถนาดีต่อลูกเสมอ

จาก..พ่อมนพล   ชนสุรินทร์...

โดย มนพล

 

กลับไปที่ www.oknation.net