วันที่ พฤหัสบดี เมษายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หนังสือคือแสงจันทร์... แสงไต้


โลกนี้มีภาษาหลากหลาย มีถ้อยคำมากมาย

อยู่ที่ว่าใครจะหยิบจับมาเรียงร้อยอย่างไร ตามแนววิธีของแต่ละคน

โลกนี้มีภาษาหลากหลาย มีวรรณกรรมมากมายให้เราเลือกอ่าน

บางทีอาจทั้งชีวิตเราอาจอ่านได้โดยไม่ซ้ำเรื่อง ถ้าเราค้นพบ พบเจอวรรณกรรมเหล่านั้น

หนังสือคือ”แสงจันทร์” อาจคือแผนที่นำทางอย่างหนึ่ง
ให้ได้รู้จักวรรณกรรมดีดี ที่น่าสนใจ ที่บางทีอาจไม่เคยได้ยิน ได้รู้มาก่อน

         “แสงใต้” ผู้เขียน ได้พูดถึงวรรณกรรมแต่ละเรื่องไว้อย่างน่าสนใจให้ติดตามหามาอ่าน

หรือบางเรื่องที่ได้อ่าน กลับได้พบมุมมองอื่นเพิ่มขึ้นมาอีก เหมือนงานเขียนซ้อนงานเขียน

เหมือนมิตรสหายที่นำเรื่องราวดีดีมาบอกเล่าด้วยการใช้ภาษาถ้อยคำ ชัดถ้อยงดงาม

ดังเช่นเรื่องที่ขอนำมากล่าวถึงเรื่องแรกคือ
-- ขุนเขายะเยือก 
: ฮั่นซาน  เขียน / พจนา จันทรสันติ : ถอดความ
“แสงไต้” ได้เขียนถึงไว้ว่า


“ถามตนเองหลายครั้งว่าทำไมชอบหนังสือเล่มนี้ สาเหตุสำคัญนั้นเพราะว่า

บทกวีแต่ละบทสื่อภาษาแห่งธรรม ความงาม เพื่อก้าวสู่ความจริงแท้

ตัวหนังสือเขียนขึ้นเหมือนแสงจันทร์นวล แล้วค่อยๆกลายเป็น

เรือใบสีขาวละล่องกลับสู่ภายใน ให้พินิจพิเคราะห์อารมณ์ความรู้สึกของตนเอง

มีคำพูดว่า “การเดินทางสู่ภายในเป็นการเดินทางยาวไกลที่สุด”

และฉันก็ตระหนักว่าไม่มีทางสิ้นสุดด้วยซ้ำสำหรับใจฉันเอง” (หน้า๑๙)

กับอีกวรรคหนึ่งว่า

 “บางครั้งชีวิตไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆ เราคือผู้พเนจรบนเส้นทางไม่เห็นทาง

เหนือศีรษะมีก้อนความทุกข์ซ้อนเป็นชั้นสูงลิ่ว ไม่ว่าอย่างไรมันก็ต้องร่วงหล่น

หากไม่เรียนรู้ที่จะจัดการกับใจร้อนรนบ้าง ก็คงต้องทุกข์ใจอยู่เรื่อยไป..” (หน้า ๒๐)

  เรื่องที่ขอยกมาเป็นเรื่องที่สองคือ

-- ทะเลชีวิต : แอนน์ มอร์โรว์ ลินด์เบิร์ก : เขียน / ‘วรินทร’ แปล

“แสงไต้” ได้เขียนถึงไว้ว่า

“-ฉันหวังจะมีชีวิตเรียบง่าย- ประโยคหนึ่งในหนังสือของเธอ

ฉันคิดว่าใครก็ตามที่เขียนประโยคนี้ออกมาด้วยท่าทีนุ่มนวลของตัวหนังสือ

คนเช่นนี้ย่อมผ่านการไตร่ตรองใคร่ครวญความคิด

ความเรียบง่ายในที่นี้คือความเรียบง่ายในการรู้จักละวางและผ่อนคลายชีวิตลง

ลดการเรียกร้องร่ำหาในสิ่งเป็นไปไม่ได้ ลดการกดดัน

ที่จะทำให้ตนเองต้องยุ่งยากจากความเคร่งเครียด”(หน้า๑๒๕)

และอีกสองวรรคที่”แสงไต้”ยกงานบางวรรคตอน ที่แอนน์ มอโรว์ ลินเบิร์ก

เขียนไว้เกี่ยวกับผู้หญิง แล้วแสดงความเห็นไว้ว่า

“หน้าที่ของเพศหญิงตามธรรมชาตินั้นมีมากมาย เหลือเชื่อจนกระทั่งในบางครั้ง ..

ว่าร่างกายบอบบางนี้จะจัดการได้ทั้งหมด และยังสามารถรักษาความมั่นคงหนักแน่นไว้ได้

เพศหญิงจำเป็นต้องเข้มแข็ง กล้าหาญเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้ก้าวผ่านสายน้ำเชี่ยวกราก

ก้าวพ้นหุบเหวละห้อยหา พาตนเองและผู้อื่นเดินหลบหลีกได้อย่างคล่องแคล่ว

บนถนนมืดมัวด้วยหมอก หวั่นหวาด สิ่งง่ายๆทว่าหนักหน่วงเหล่านี้

คือสิ่งที่เพศหญิงต้องผจญเสมอ

      ผู้หญิงจึงต้องรู้จักวิธีหลบหลีกออกจากเปลือกหนาหนัก

ชีวิตทุกวันเต็มไปด้วยวัตถุสิ่งของ โลกสมัยใหม่มีสิ่งเกินจำเป็นมากกว่าสิ่งจำเป็น

สิ่งเพื่อเสพสุขทางอารมณ์มีมากกว่าสิ่งที่จะช่วยขัดเกลาจิตใจ

วัตถุสิ่งของเพิ่มจำนวนทุกวินาที ความอยากของเราเป็นเหมือนกับ

ตัวเลขยกกำลังในวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งเพิ่มจำนวนอย่างน่ากลัว

เรามีวัตถุมากเกินไป เราวิตกกังวลในภาพลักษณ์ของตนเองมากเกินไป

 และเมื่อทะเลชีวิตผจญพายุคลื่นลมแรงเราจะหาจุดอับคลื่นอับลมได้อย่างไรเล่า”

(หน้า๑๒๗)

เรื่องสุดท้ายที่ขอนำมากล่าวถึงคือ

--จดหมายถึงเพื่อน : กนกพงศ์ สงสมพันธุ์  เขียน

“แสงไต้” ได้ขึ้นต้นในการเขียนถึงวรรณกรรมเล่มนี้ไว้ว่า

“จดหมายมีเสน่ห์ ฉันหมายถึงจดหมายที่เขียนขึ้นด้วยหัวใจ

ฉันชอบกระดาษ ดินสอและปากกา ยังเขียนหนังสือบนกระดาษ

ยังใช้ปากกาและดินสอแล้วจึงพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ ฉันรักกระดาษ

ชอบเนื้อสีดำของไส้ดินสอ สีดำที่ไม่ได้เป็นแท่งๆ เป็นระเบียบจนเกินไป

เนื้อเขียนของดินสอมีอ่อนไหว ปลายตวัดหนักเบา ดูเก่าแก่และให้ความหมายอีกมิติหนึ่ง”

(หน้า ๒๐๗)

“จดหมายฉบับแรกเขาพูดถึงเรื่องวรรณกรรมไทยกับวรรณกรรมญี่ปุ่น

ซึ่งการอ่านของคนทั้งสองชาติ ต่างความคิดกันอย่างเหลือเชื่อ

ฟังเรื่องญี่ปุ่นจากที่กนกพงศ์เขียนในจดหมายแล้ว ฉันยิ่งรู้สึกว่า

โชคร้ายจังที่เกิดมาในสังคมที่ละเลยเรื่องการอ่าน ฉันเคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้ว่า

อยากให้ภาครัฐจัดชั่วโมงการอ่านให้เด็กๆทุกระดับชั้น เหมือนการจัดการเรียน-

วิชาอื่น ๆ หากทำได้ดี ฉันมั่นใจว่าอนาคตของประเทศไทย จะอยู่ดีมีสุขแน่นอน

ฉันว่า นี่เป็นการปฏิวัติชีวิตการศึกษาที่ง่ายที่สุด

   สงสารเด็กๆ ที่ไม่ได้อ่านหนังสือดี ไม่ได้รับการส่งเสริมทั้งจากในบ้าน นอกบ้าน

และจากรัฐ ชาติที่ลืมๆเรื่องการอ่าน ประชาชนก็จะขาดการเรียนรู้

การศึกษา และการตั้งคำถาม

    กนกพงศ์เขียน จดหมายถึงเพื่อน ไว้เมื่อพ.ศ. ๒๕๔๗-๒๕๔๙ จนถึงพ.ศ.นี้

การอ่านของเราก็ยังเจ็บป่วย ถ้าการอ่านหมายถึงความปรารถนาจะให้ตัวหนังสือ

บนหน้ากระดาษช่วยให้ความคิดกระปรี้กระเปร่า สังคมมีพลังจะพุ่งพวย" (หน้า๒๑๐)

บางทีหนังสือวรรณกรรมบางเล่มที่ใครเคยผ่านตาแล้วละเลยไป

การได้อ่านจากการเขียนถึงวรรณกรรมในเรื่องนั้นของ”แสงไต้”

อาจทำให้หันกลับไปหาวรรณกรรมเล่มนั้นมาอ่านบ้าง

 

 

 

 

คำนำสำนักพิมพ์

หนังสือคือ “แสงจันทร์”

คือความสว่างที่กรองแสงอยู่ในเส้นสายของอักษร

ผ่านจักรวาลความคิด... ความจริง

เป็นความจับใจของผู้อ่าน..แรงบันดาลใจของผู้เขียน

อย่างรู้รส...รู้ค่าของภาษาและศิลป์อันประณีต

ทั้งยังสร้างสำนึกภายใน เพื่อเชื่อมโยงมนุษย์กับสรรพสิ่ง

เข้าไว้ด้วยกันอย่างเรียบเนียน

คำประดับ/จากผู้เขียน

      ในแสงจันทร์—ฉันฝันถึงหนังสือ ณ ที่ซึ่งตัวอักษรบอกเล่าเรื่องราวฉันอยู่ที่นั่น

และไกลออกไป รับรู้ถึงความลี้ลับของการอ่านจากสายตาแลเห็นและใจรู้สึก

       การอ่านมอบโลกอัศจรรย์ใบใหญ่สำหรับการค้นพบและแสวงหา

ตัวหนังสือเรียงแนวเปรียบงานศิลปะชิ้นเอก คืออุปรากรซึ่งนักคิดนักเขียนบรรจงสร้างสรรค์

จากความปรารถนาส่วนลึกซึ่งลึกซึ้ง

            ความสุขเหลือคณานับจากการอ่าน โดยการอ่านและการอ่าน

นักอ่านเท่านั้นจะสัมผัสรสวิเศษนี้ และแน่นอนว่าตัวหนังสือจะเฝ้ารอคนอ่านอย่างซื่อสัตย์

เปี่ยมชีวิตชีวาเสมอ

            ขอบคุณนิตยสาร  หญิงไทย  ขอบคุณสำนักพิมพ์เพื่อนดี

ที่เห็นคุณค่าการอ่านและมอบโอกาสให้

            หนังสือคือ “แสงจันทร์” ได้ทำหน้าที่ชักชวนนักอ่านก้าวสู่ภาวะลึกล้ำแห่งโลกหนังสือ

ท้ายที่สุดคำประดับ ขอขอบคุณ ‘ภาษาไทย’ ซึ่งเป็นดวงจันทรา

ให้แสงสว่างแก่ความคิดความรู้สึกเสมอมาและเสมอไป...

 

 -- หนังสือคือ "แสงจันทร์"  / แสงไต้ - ผู้เขียน
สนพ.เพื่อนดี จัดพิมพ์

สั่งซื้อได้จากสนพ. เพื่อนดี เบอร์โทร 02-2585861-2 ต่อ103 --

โดย สายน้ำพระจันทร์

 

กลับไปที่ www.oknation.net