วันที่ ศุกร์ เมษายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พระคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง มีศีล แต่ไร้ปัญญา หยิบตำราผิดเล่ม หยิบพระไตรปิฎกผิดฉบับ จึงต้องเข้ารกเข้าพง


เจ้าแห่งวาทะ พุทธวจน-พระคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง
มีศีล แต่ไร้ปัญญา อหังการณ์-อวดดี
จนถูกตัดออกจากสาขาวัดหนองป่าพง ของหลวงพ่อชา (จบ)
.
.
.
.
.
พระคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง

มีศีล แต่ไร้ปัญญา

หยิบตำราผิดเล่ม หยิบพระไตรปิฎกผิดฉบับ

จึงต้องเข้ารกเข้าพง

 

 

 

กูแน่ !

 

พระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง ปทุมธานี




เรื่องย้อนหลัง
ตอนที่ ๑
ตอนที่ ๒




เรื่องที่พระคึกฤทธิ์ บอกว่า พระปาฏิโมกข์ ตามพุทธวจน มีเพียง 150 ข้อ ถ้วน นั้น

เรื่องนี้ เดือดร้อนไปถึง หลวงพ่อ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)

จากไฟล์เสียง ที่บันทึกไว้ในการตอบคำถามพระที่วัดญาณเวศกวัน

ถอดความออกมาเป็นตัวอักษร ได้ตามนี้



ปลายเดือน กรกฎาคม 2552 มีพระเถระสายวัดป่า 2 รูป มาพบเพื่อเล่าถวาย และปรึกษาว่า
ได้เกิดปัญหาของพระสงฆ์ เกี่ยวกับพระวินัย ในเรื่องการสวดพระปาฏิโมกข์ มีสาระสำคัญว่า
พระเจ้าอาวาสวัดหนึ่ง เกิดความเห็นว่า การที่พระสงฆ์เถรวาททั้งหลาย สวดปาฏิโมกข์ 227 นั้น ไม่ถูกต่อพุทธวัจน

พระเจ้าอาวาสรูปนั้น ถึงกับได้นำพระสงฆ์ ในคณะของท่าน สวดพระปาฏิโมกข์ เพียง 150 ข้อ
และได้เผยแพร่ ความคิด ความเห็นนี้ทั่วไป ผ่านสื่อทั้งหลายด้วย

สิกขาบทที่ท่านเจ้าอาวาสองค์นั้นตัดออก 77 ข้อ จากปาฏิโมกข์ 227 ข้อ ให้เหลือ 150 ข้อคือ
อนิยต 2 และเสขิยวัตร 75

ปัญหาที่ท่านนำมาเล่าถวาย และปรึกษานั้น แยกได้เป็น 3 ข้อคือ
1.เจ้าอาวาสรูปนั้น ถือปาฏิโมกข์ 150 ข้อ โดยยึด พุทธวัจน ตามพระไตรปิฎกแปลภาษาไทย ฉบับสยามรัฐ อย่างเดียว
เป็นเกณฑ์ตัดสิน โดยท่านอ้างว่า เพราะเป็นที่ยอมรับของมหาเถรสมาคม

2.คำแปลพุทธพจน์ที่ท่านอ้าง จากพระไตรปิฎกแปลเป็นภาษาไทยฉบับสยามรัฐนั้น มาจาก ติกนิบาต อังคุตตรนิกาย
ซึ่งพระไตรปิฎกแปลฉบับนั้น พิมพ์ไว้ว่า สิกขาบท 150 ถ้วน จากพระไตรปิฎกแปล ที่ท่านเจ้าอาวาสรูปนั้นเรียกว่า
ฉบับสยามรัฐนั้น คำที่แปลว่า ถ้วน คือ สาธิกัง ซึ่งพระไตรปิฎกแปล ฉบับอื่นๆ เช่นฉบับ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
และฉบับของสมาคมบาลีปกรณ์ประเทศอังกฤษเป็นต้น แปลว่า สิกขาบท เกินกว่า 150 สาธิกังนั้น แปลว่าอะไรแน่
แปลว่าถ้วน หรือแปลว่า เกินกว่า 150 กันแน่

3.นอกเหนือจากเรื่องพระไตรปิฎกแปลจะใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินได้แค่ไหน และคำแปล สาธิกัง ว่าถ้วน หรือว่าเกินกว่า มากกว่า นั้นแล้ว
การถือปาฏิโมกข์ 227 ข้อ หรือ 150 ข้อ มีหลักพิจารณากว้างๆอย่างไร



1.

ถาม ::
เจ้าอาวาสรูปนั้น ถือปาฏิโมกข์ 150 ข้อ โดยยึด พุทธวัจน ตามพระไตรปิฎกแปลภาษาไทย ฉบับสยามรัฐ อย่างเดียว
เป็นเกณฑ์ตัดสิน โดยท่านอ้างว่า เพราะเป็นที่ยอมรับของมหาเถรสมาคม

ตอบ ::
ไม่ได้ มันต้องพระพุทธเจ้ายอมรับ ไม่ต้องพูดถึงว่าใครเป็นผู้ยอมรับ บาลี มันเป็นตัวต้นฉบับ ฉนั้นเวลาดู ก็ต้องดูต้นฉบับ
เป็นหลัก ฉบับแปลมันเป็นของที่ต่อออกมาอีกทีนึง การที่จะดู มันก็ต้องดูของเดิม ว่าต้นฉบับเขาเขียนว่าอย่างไร
แม้แต่หนังสือ ที่มีผู้ประพันธ์ เค้าแต่งเค้าเขียน ไว้ แล้วมีแปลไปต่างประเทศ เวลาเราจะดูว่า เจ้าของผู้เขียน เค้าเขียนไว้อย่างไร
ก็ต้องไปดู ต้นฉบับเดิม ไม่ใช่มาดูฉบับแปล ที่ให้คณะสงฆ์รับรองก็เพื่อให้รู้ว่า ทำได้แค่นี้ ยืนยันแค่นี้ เป็นฉบับที่ยอมว่าใช้ได้
เพื่อจะได้กันว่า ใครจะไปแปลเรื่อยเปื่อย ก็จะได้รู้ว่า ควรจะใช้ฉบับนี้ก่อน

พวกที่ทำทีหลัง อย่างมหาจุฬาฯ หรือที่อื่น เวลาท่านจะทำ ก็ต้องดูฉบับสยามรัฐเหมือนกัน คือใช้สยามรัฐเป็นหลัก ก็จะได้เห็น
ข้อบกพร่องต่างๆ เพราะว่าใช้กันมานาน ก็จะได้แก้ไข ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาว่า งานที่ทำทีหลัง ก็ต้องทำอย่างมีหลักมีฐาน
ไม่ใช่ทำไปเรื่อยเปื่อย คือใช้ฉบับสยามรัฐเป็นต้นทาง เป็นหลักให้กับฉบับอื่น แต่ฉบับอื่นก็มีโอกาสมากกว่า ที่จะทำให้ดีขึ้น
เพราะได้มีเวลา ได้อ่าน ได้ศึกษา และได้เห็นข้อผิดพลาดของฉบับสยามรัฐ มาแล้ว

มหาเถรฯ ที่รับรองก็ไม่ได้รับรองในคำแปล เพียงแต่เป็นการยืนยันว่า ใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาพระไตรปิฎก
ยอมรับได้โดยทั่วไป แต่ไม่ได้ยืนยัน ในความถูกต้องทั้งหมด

ใช้เพียงเพื่อสำหรับศึกษา แต่ไม่ใช่ให้เอาไปยุ่งกับ ฉบับบาลีเดิม เป็นไปไม่ได้ พระไตรปิฎกฉบับบาลีเดิม ต้องเป็นมาตรฐาน
จะเห็นว่ามีแปลผิดเยอะ แต่ก็ต้องเห็นใจท่านผู้แปล ซึ่งก็ต้องแบ่งงานกันไป จากคำภีร์ใหญ่ 45 เล่ม

อันที่จริงก็เรียกไม่ถูก พระไตรปิฎกแปล ไม่ใช่ฉบับ สยามรัฐ แต่เป็นฉบับที่แปลจากฉบับสยามรัฐอีกทีหนึ่ง
ฉบับสยามรัฐ หมายถึงบาลี คือพระไตรปิฎกบาลี ฉบับสยามรัฐ

ฝีมือของผู้แปล ไม่เท่ากัน พระไตรปิฎกแต่ละเล่ม บางองค์แปลละเอียด ประณีต บางองค์ไม่ละเอียดดังนั้น ถ้าจะถือภาษาไทย เป็นมาตรฐาน
ไม่มีทางได้ เพราะว่าพระบาลีเดียวกัน พระสูตรเดียวกัน ปรากฏในหลายแห่ง เมื่อมีผู้แปลหลายองค์โอกาสที่จะตรงกันนั้น
แทบเป็นไปไม่ได้ ของบาลีนั้น ค่อนข้างแม่นยำ แต่พอแปลเป็นไทยแล้ว ไม่ค่อยจะตรงกัน บางองค์ก็แปลผิด บางองค์ก็แปลถูก
บางองค์ก็แปลสำนวนดี บางองค์ก็แปลสำนวนไม่ดี โดยรวมๆแล้ว ก็ยังนับว่า มีที่ผิดอยู่เยอะ

ดังนั้น ปัญหาของฉบับแปลนี้ มีได้เยอะ จึงจะถือเอาพระไตรปิฎกแปลนั้นเป็นหลักเลยซะทีเดียวไม่ได้
ใช้ได้เพียงเป็นคู่มือสำหรับศึกษาเท่านั้น

พระคึกฤทธิ์ ไม่ยอมรับอรรถกถา แต่กลับยอมรับ พระไตรปิฎกแปล ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องแปลก
ถ้ายอมรับ พระไตรปิฎกบาลี แต่ไม่ยอมรับ อรรถกถา ยังพอฟังได้

พระไตรปิฎกบาลีเดิมนั้น 2500 กว่าปีมาแล้ว และจะมีศัพท์บางศัพท์ ที่ยากมาก แม้แต่อรรถกถา ยังต้องสัณนิษฐาน

อรรถกถานั้น เป็นการแปล บาลี เป็นบาลี และมีอายุเก่าแก่ แล้วระหว่าง อรรถกถาเดิม กับที่พระสงฆ์ไทยมาแปลนั้น
อันไหนน่าเชื่อถือมากกว่ากัน พระไตรปิฎกฉบับแปลเป็นไทย ก็ต้องใช้อรรถกถาเพื่ออ้างอิงอยู่ดี
เพราะพระไตรปิฎกฉบับบาลีเดิมนั้น พระสงฆ์ไทยอ่านแล้วไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจก็ต้องไปอาศัยอรรถกถา และบางคำก็
ไปเอาคำในอรรถกถา มาใส่ในพระไตรปิฎกฉบับแปล จนบางครั้งรู้สึกว่าอ่านพระไตรปิฎกแปล เหมือนอ่านอรรถกถา

พระคึกฤทธิ์ ไม่ยอมรับอรรถกถา แต่ไปยอมรับพระไตรปิฎกฉบับแปลเป็นไทย ซึ่งก็คือแปลมาจากอรรถกถานั่นเอง

แปลกที่ว่า 1) ไปเอาพระไตรปิฎกฉบับแปลเป็นไทยมาใช้เป็นมาตรฐาน 2) ไปเอาการรับรองของคณะสงฆ์มาเป็นหลัก
คณะสงฆ์รับรองได้เฉพาะกฏของมหาเถรสมาคม รับรองพุทธพจน์ไม่ได้



2.

ถาม ::
คำแปลพุทธพจน์ที่ท่านอ้าง จากพระไตรปิฎกแปลเป็นภาษาไทยฉบับสยามรัฐนั้น มาจาก ติกนิบาต อังคุตตรนิกาย
ซึ่งพระไตรปิฎกแปลฉบับนั้น พิมพ์ไว้ว่า สิกขาบท 150 ถ้วน จากพระไตรปิฎกแปล ที่ท่านเจ้าอาวาสรูปนั้นเรียกว่า
ฉบับสยามรัฐนั้น คำที่แปลว่า ถ้วน คือ สาธิกัง ซึ่งพระไตรปิฎกแปล ฉบับอื่นๆ เช่นฉบับ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
และฉบับของสมาคมบาลีปกรณ์ประเทศอังกฤษเป็นต้น แปลว่า สิกขาบท เกินกว่า 150 สาธิกังนั้น แปลว่าอะไรแน่
แปลว่าถ้วน หรือแปลว่า เกินกว่า 150 กันแน่

ตอบ ::
คำว่า สาธิกัง แปลว่า มีส่วนที่เกิน มาจาก ส + อธิก - ส คือ สห แปลว่า พร้อมด้วย อธิก แปลว่า เกิน
(เช่น อธิกมาตร อธิกสุรทิน)
ก็คือ 150 ข้อเป็นหลัก พร้อมด้วยส่วนที่เกิน ก็คือ 227 นั่นเอง



3.

ถาม ::
นอกเหนือจากเรื่องพระไตรปิฎกแปลจะใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินได้แค่ไหน และคำแปล สาธิกัง ว่าถ้วน หรือว่าเกินกว่า มากกว่า นั้นแล้ว
การถือปาฏิโมกข์ 227 ข้อ หรือ 150 ข้อ มีหลักพิจารณากว้างๆอย่างไร

ตอบ ::
ต้องพิจารณา  1) ในแง่เวลา  2) ในแง่จำนวน  3) ในแง่ผลดี/ผลเสีย

1) ในแง่เวลา
พุทธบัญญัตินั้น พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไปเรื่อยๆ แล้วแต่เหตุการณ์  ท่านรู้มั๊ยว่า ที่ตรัสเรื่องว่า 150 ข้อนั้น
พระพุทธเจ้าตรัสเมื่อไหร่ ท่านรู้ได้อย่างไรว่า เป็นตอนที่พระพุทธเจ้าเลิกบัญญัติเพิ่มแล้ว เพราะหลังจากที่ตรัสเรื่อง 150 ข้อนั้น
อีก 10-20 ปีผ่านไป พระองค์ไม่ได้ตรัสสิกขาบทเพิ่มเติมเลย
อันนี้ ต้องไปหาหลักฐานมายืนยันให้ได้ก่อนว่า หลังจากนั้นพระองไม่ได้บัญญัติสิกขาบทเพิ่มอีก จึงเอาเท่านี้

2) ในแง่จำนวน
จะรู้ได้อย่างไรว่า สิกขาบทอันไหน อยู่ใน 150 ข้อ หรืออันไหนไม่อยู่ เพราะพระพุทธเจ้าบัญญัติสิกขาบท
ไปเรื่อยตามเหตุการณ์ จะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ ใครจะตัดสิน

3) ในแง่ผลดี/ผลเสีย
77 ข้อ ที่จะตัดออก มันไม่ดีอย่างไร เสียหายยังไง และถ้าตัดออกไปแล้ว มันดียังไง ต่อการปฏิบัติ ต่อการเจริญภาวนา
ต่อตัวบุคคลนั้น ต่อคณะสงฆ์ ต่อสังคม ดียังไง กับพระพุทธศานา

แต่ในทางตรงข้าม ถ้าตัดออกไปแล้ว ยิ่งเกิดผลเสีย ก็จะยิ่งไม่ดีใหญ่

ถ้าเรารักษา 227 ข้อไว้ได้ แน่นอนว่า 150 ข้อนั้น เราได้แน่ๆ แต่ถ้าเราเอาแค่ 150 ข้อนั้น ไม่แน่ว่า อาจจะตัดถูก ตัดผิด
อาจจะตัดอันที่ ต้องอยู่ใน 150 ออกไปก็ได้ และกลับไปเอาอันที่ ไม่ได้อยู่ใน 150 เข้ามา

.
.
.
.
.
.
.
.
.
พุทธวจน พุทธโอษฐ์

ใช้พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับสยามรัฐ เป็นหลัก

อ้างมั่วไปเรื่อย บอกว่า มหาเถรฯ เป็นผู้รับรอง

แล้วมหาเถรฯ ไปเดินตามพระพุทธองค์ เพื่อจดบันทึก ทุกคำของพระพุทธองค์ หรือไง ?
ถึงได้กล้าเอามาอ้าง เพียงเพื่อหวัง เพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือ
ให้กับตัวเอง และพวก !!

ลำพังแค่กฏระเบียบของคณะสงฆ์ไทย มหาเถรฯ ก็แย่แล้ว !!
.
.
.
.
.
อรรถกถา ไม่ยอมรับ แต่ไปยอมรับ พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับสยามรัฐ

ก็บรรลัย ซิคร๊าบบบ

.
.
.
.
.


พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับใดก็ตาม มีไว้ใช้เพียงเพื่อ ประกอบการศึกษา ค้นคว้า เท่านั้น
ซึ่งสำหรับ พระสงฆ์องค์เจ้า หรือพุทธศาสนิกชนทั่วไป ที่ไม่ได้วิปริต คิดอุตริ
ก็คงเพียงพอต่อการศึกษา ค้นคว้า หรือเป็นเข็มทิศ นำทาง
แต่ ทั้งนี้ิ ก็ไม่ใช่ว่า อ่านจนพระไตรปิฎกผุ แล้วจะมาอวดรู้ อวดเก่ง
ทำทีว่า ข้าแน่ ข้าเก่ง ข้ารู้มาก  อยากจะตัดโน่น เพิ่มนี่ ...ไม่ได้!!

ข้อความ หรือศัพท์แสงต่างๆ ในพระไตรปิฎก ใช่ว่า จะอ่านแล้วเข้าใจได้ทันที ในทุกคำ ทุกถ้อยความ
บางคำ บางประโยค ก็ต้องใช้เวลา ในการตีความ
หรือทำความเข้าใจ บางคำ ก็แปลผิดเอาดื้อๆ เช่นคำว่า สาธิกัง ที่สร้างความบรรลัยให้กับพระคึกฤทธิ์ อยู่นี่งัย !

ดังนั้น จึงต้องมี ครูบา อาจารย์ คอยชี้แนะ ขัดเกลา หรืออธิบาย ขยายความ หรือยกตัวอย่างประกอบเพิ่มเติม
เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ใช่คิดเอง เออเอง แล้วก็พากัน เข้ารกเข้าพง แบบที่พระคึกฤทธิ์กำลังเป็นอยู่ในตอนนี้ !

เลิกเสียเถอะ !!
ลดอัตตาลงมา แล้วเดินเข้าหา ครูบาอาจารย์
ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องรีบดัง ไม่ต้องรีบเก่ง ไม่ต้องรีบสำเร็จโสดาบัน หรืออรหันต์
ค่อยเป็นค่อยไป สำเร็จหรือไม่ ก็ไม่มีใครเขาไปเที่ยวโพนทะนาหรอก

หรือหากโลกนี้ ไม่มีครูบาอาจารย์เหลือพอทำยา ที่พระคึกฤทธิ์ จะยอมรับได้
ก็ขอแนะนำ ราชบัณฑิต ให้ หนึ่งท่าน
ทำใจดีๆ หายใจลึกๆ แล้วเข้าไปฝากเนื้อฝากตัวกับ เจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม
นามว่า พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ท่านเป็นราชบัณฑิตผู้โด่งดัง
เคยร่วมกับ ธัมมชโย ปิดถนน กทม.แสดงแสนญานุภาพ มาแล้ว
สามารถแก้ผิด ให้เป็นถูกได้ เพียงพลิกลิ้น
.
.
.
ท้ายบทความนี้ ขอฝากหลักการสำคัญของ พระธรรม และพระวินัย
พร้อมคำอธิบายเพิ่มเติม ของพระมหานรินทร์
ไว้ให้พระคึกฤทธิ์ และลูกศิษย์ ลูกหา รวมทั้งพุทธศาสนิกชนทั่วไปได้พิจารณาด้วย


วัตถุประสงค์ของการบัญญัติสิกขาบท (ที่เรียกว่าศีลของพระภิกษุ-ภิกษุณี) มี 10 ข้อ ได้แก่

1. สงฺฆสุฏฺฐุตาย (เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์)

2. สงฺฆผาสุตาย (เพื่อความผาสุกแห่งหมู่สงฆ์)

3. ทุมฺมงฺกูนํ ปุคฺคลานํ นิคฺคหาย (เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก)

4. เปสลานํ ภิกฺขูนํ ผาสุวิหาราย (เพื่อความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก)

5. ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อาสวานํ สํวราย (เพื่อปิดกั้นอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน)

6. สัมปะรายิกานัง อาสะวานัง ปะฏิฆาตายะ (เพื่อปิดกั้นโทษความเสียหายที่จะเกิดในอนาคต)

7. อปฺปสนฺนานํ ปสาทาย (เพื่อความเลื่อมใสของประชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส)

8. ปสนฺนานํ ภิยฺโยภาวาย (เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปของประชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว)

9. สทฺธมฺมฏฺฐิติยา (เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม)

10. วินยานุคฺคหาย (เพื่ออนุเคราะห์วินัย)

ใน ข้อที่ 9 นั้น ระบุว่าไว้ว่า "เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม" ก็แปลว่า ทรงบัญญัติพระวินัยเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันอันตรายของพระธรรมอีกชั้นหนึ่ง พระวินัยก็จึงเหมือน "กำแพง" ที่ทรงสร้างไว้เพื่อป้องกัน "ตัวบ้าน" คือพระธรรม

วัตถุประสงค์ข้อนี้สำคัญยิ่งนัก เพราะสามารถจะนำมาอธิบายความสำคัญของ "พระธรรม" กับ "พระวินัย" ว่าสิ่งใดสำคัญกว่ากัน ระหว่าง บ้าน กับ กำแพง

คือคนเขาสร้างกำแพง เพื่อรักษาบ้าน ซึ่งกำแพงนั้นจะสร้างภายหลังสร้างบ้านเสร็จแล้ว ดังนั้น "บ้าน" จึงสำคัญกว่า "กำแพง" แต่เพื่อจะรักษาบ้านจึงต้องยอมสร้างกำแพง ถ้าไม่มีบ้านก็ไม่ต้องสร้างกำแพงด้วยซ้ำไป

ย้อนกลับไปศึกษาสังคมพุทธในตอนต้นพุทธกาล ขณะที่พุทธบริษัทยังไม่แพร่หลาย พระสงฆ์สาวกล้วนแต่บรรลุธรรมระดับสูง และออกบวชด้วยวัตถุประสงค์ของการพ้นทุกข์ มิใช่ออกบวชตามประเพณีหรือเพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาเหมือนในปัจจุบัน

พระสงฆ์เหล่านั้นท่านมีระเบียบวินัยอยู่ในตัวแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องบัญญัติพระวินัย

แต่ นานไป เมื่อบริษัทหลากหลาย คนที่มาบวชแม้ว่าจะมีวัตถุประสงค์ที่ดี แต่ไม่มีความรู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงต้องทรงบัญญัติพระวินัยไว้ ด้วยวัตถุประสงค์หลากหลายดังกล่าว

ในการทำสังคายนาครั้งที่ 1 นั้น พระอริยสาวกท่านลงความเห็นว่า "ควรจะสังคายนาพระวินัยไว้เป็นอันดับแรก เพราะถ้าพระวินัยมั่นคง พระศาสนาก็มั่นคง" นั่นเพราะท่านให้ความสำคัญกับพระวินัยที่จะใช้ในการบริหารกิจการพระศาสนา และเพื่อรักษาพระธรรม เพราะในเวลานั้นพระธรรมยังบริสุทธิ์ ขอเพียงรักษาพระวินัยให้มั่นคง พระธรรมก็ปลอดภัย ไม่วิปริตผิดเพี้ยน เราจึงได้เห็นว่า ในพระไตรปิฎนั้น เริ่มต้นด้วยพระวินัยปิฎก ตามด้วยพระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก ทำนองเดินเข้าบ้านก็ต้องผ่านกำแพง ไปจนถึงตัวบ้าน และเข้าสู่ภายในบ้านเป็นลำดับ

แต่ถ้าจะนับอายุกันแล้ว พระธรรมเกิดก่อนพระวินัย จึงควรจะสังคายนาพระธรรมไว้ก่อนมิใช่หรือ ?

นั่นคือ หลักการและเหตุผลที่สังคมพระอริยสงฆ์ในต้นพุทธศตวรรษที่ 1 ได้ฝากเป็นผลงานเอาไว้ให้เราศึกษา

นี่คือหลักการ "บัญญัติพระวินัยไว้เพื่อป้องกันพระธรรม" ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดา








ขอบคุณ พระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)
วัดญาณเวศกวัน 
ตำบลบางกระทึก อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม


ขอบคุณ พระมหานรินทร์ และเว็บไซท์ alittlebuddha.com

โดย เขียดขาคำ

 

กลับไปที่ www.oknation.net