วันที่ อาทิตย์ เมษายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทะเลหมอกฤดูร้อนที่ พะเนินทุ่ง



ถ้านับย้อนไปถึงครั้งแรกที่ผมได้มาเที่ยวแก่งกระจาน ก็เป็นเวลามากกว่า 10 ปีล่วงมาแล้ว แต่ครั้งนั้นเป็นการเดินทางที่ต้องพกความผิดหวังกลับไป เพราะถนนที่ขึ้นไปยังพะเนินทุ่งขณะนั้นปิดซ่อมบำรุง ทำให้อดดูทะเลหมอกบนยอดพะเนินทุ่งไปโดยปริยาย ได้แต่นอนชมทะเลสาบเหนือเขื่อนแทน

มาครั้งนี้เราเตรียมการเป็นอย่างดี และเนื่องจากรถที่ใช้อยู่ไม่สามารถขึ้นพะเนินทุ่งได้อย่างแน่นอน จึงใช้วิธีจ้างรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อ พาเราขึ้นไปยังพะเนินทุ่ง ตอนแรกเช็กราคากับรีสอร์ตแล้วแทบช็อคกับราคาค่ารถจนเกือบจะยกเลิกทริป แต่พอโทรหาคนขับรถที่ให้บริการอยู่ค่อยเบาใจกับราคาที่ได้หน่อย เสียดายที่ไปกันเพียงสามคน ดังนั้นตัวหารเลยน้อยไปโดยปริยาย 

ด้วยความฉุกละหุกกับการเตรียมตัวแค่ไม่กี่วัน ทำให้รีสอร์ตที่เลือกพัก กลายเป็นรีสอร์ตที่ห่างจากตัวอุทยานถึง 17 กิโลเมตร ทั้งๆที่ตำแหน่งในแผนที่ตอนจองเขียนไว้ซะติดกับทะเลสาบเชียว ดังนั้นการขึ้นพะเนินทุ่งจึงต้องออกจากรีสอร์ตเอาตั้งแต่ตีห้าเพื่อมาพบกับคนขับรถที่จอดรอเราอยู่หน้าอุทยานฯตอนตีห้าครึ่ง ทำการเปลี่ยนรถเรียบร้อยก็ได้เวลาเดินทางสู่ยอดพะเนินทุ่งกันครับ


หลังจากนั่งหัวโยกหัวคลอนมาสองชั่วโมงกว่า ผมก็มาตื่นเอาตอนถึงพะเนินทุ่งพอดี ผู้คนมากมายเดินกันขวักไขว่ แต่น้องคนขับบอกว่านี่น้อยแล้วครับ แถมบอกอีกว่า จริงๆแล้วทะเลหมอกพะเนินทุ่งจะเยอะที่สุดช่วงฤดูร้อน แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เลยมากันช่วงฤดูหนาวซะมาก


ตรงแถวที่ทำการก็มองเห็นทะเลหมอกแล้ว แต่ถ้าเดินไปยังจุดชมวิวที่ไม่ห่างกันนัก ก็จะเห็นทิวทัศน์กว้างไกลของผืนป่าที่ปกคลุมด้วยผืนทะเลหมอกสีขาวบริสุทธิ์


พอแดดเริ่มแรง หมอกก็เริ่มฟุ้ง เราจึงเดินทางกันต่อ เพราะวันนี้เตรียมการไปเดินเที่ยวน้ำตกทอทิพย์กัน เราได้รับคำเตือนว่าให้เตรียมอาหารกลางวันขึ้นไปด้วย ดังนั้นในกระเป๋าจึงเต็มไปด้วยน้ำและขนมปังประทังหิวกลางทาง ด้วยระยะทางที่เขียนไว้ตรงป้ายว่า 3 กิโล ซึ่งดูไม่น่าไกลเลย แต่ไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นมาเดินไปน้ำตกด้วยกันเลย มีเพียงเราสามคนเท่านั้น 


เส้นทาง 3 กิโล ถ้าเป็นการเดินทางลาดคงใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่นัก แต่เส้นทางที่เดินอยู่นี้เป็นทางดิ่งลง ลง แล้วก็ลงอย๋างเดียว ไม่อยากนึกถึงตอนขากลับที่ต้องแบกสังขารกลับขึ้นมาว่าจะเหนื่อยขนาดไหน และสิ่งที่ผมประเมินผิดอีกอย่างคือนึกว่าเป็นการเดินป่าหน้าร้อน ไม่น่าจะมีทาก แต่หารู้ไม่ว่าสามวันที่ผ่านมาที่นี่ฝนตกทุกวัน ดังนั้นบรรดาทากทั้งหลายจึงถูกปลุกขึ้นมารอรับพวกเราสลอนไปหมด ต้องคอยหยิบ เด็ด หยิบเด็ด จนแทบต้องวิ่งหนีไปตลอดทาง


หลังจากเดินเด็ดทากมาชั่วโมงกว่า ร่ำๆจะหันหลังกลับ เราก็มาพบกับป้ายบอกว่าเรามาถึงน้ำตกชั้น 9 แล้ว แต่ชั้น 9 ที่เรามาถึงเป็นเพียงลำธารที่พอมีที่ให้นั่งพักเหนื่อยเท่านั้น ถ้าจะดูตัวน้ำตกต้องเดินต่อไปยังชั้น 5 ที่อยู่ต่ำลงไปอีกเกือบ 500 เมตร ซึ่งสมาชิกที่เหลือขอนั่งรออยู่ตรงนี้ ผมจึงต้องฉายเดี่ยวเดินลงไปหาตัวน้ำตกด้วยอาการกลัวว่าจะหลงป่า เพราะป่าดิบอย่างนี้ถ้าไม่สังเกตให้ดี โอกาสเดินผิดทางเป็นไปได้เสมอครับ


ใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงตัวน้ำตกชั้น 5 ที่เป็นหน้าผากว้าง สายน้ำตกสองสายไหลสู่เบื้องล่างเป็นไอกระจายไปทั่ว ไม่รู้ว่าถ้าเป็นหน้าฝน น้ำจะเยอะกว่านี้สักเพียงไหน ผมใช้เวลาถ่ายภาพอยู่ที่น้ำตกชั้น 5 พอสมควร ไม่ชอบที่ต้องอยู่คนเดียวกลางป่าแบบนี้ จึงเดินกลับ ระหว่างทางเห็นป้ายชี้ไปทางน้ำตกชั้นหนึ่งก็คิดอยู่นานว่าจะไปดีมั้ย แต่คิดไปคิดมาก็ไม่ดีกว่า ขืนลงไปมากกว่านี้ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้กลับขึ้นมา เพื่อนๆที่รออยู่จะยิ่งเป็นห่วง



กลับขึ้นมายังจุดเริ่มต้นเดินด้วยสภาพหมดแรง แต่น้องคนขับรถก็ชมไม่หยุด ว่าเราเดินเร็วเดินเก่ง ทั้งๆที่ตอนนั้นแต่ละคนแทบจะนอนแผ่กันกลางถนน แต่ถึงแม้เราจะกลับมาเร็วก็ไม่สามารถลงจากพะเนินทุ่งได้เพราะมีการกำหนดเวลาในการขึ้นลงไว้ คือจะลงได้ก็ต่อเมื่อหลัง 4 โมงเย็นไปแล้ว เวลา 3 ชั่วโมงที่เหลือจึงได้แต่นั่งกินข้าวที่ร้านสวัสดิการ กับนอนกินลมสบายๆ 

แต่แล้วเมฆฝนก็ตั้ังเค้าทมึนมาแต่ไกล และถาโถมมาอย่างหนักจนต้องเข้ามาหลบในอาคารของสำนักงาน ผ่านไปพักใหญ่เมื่อสายฝนเริ่มซาลง ผมเดินกลับไปยังจุดชมวิวก็พบว่าทิวเขาเบื้องล่างบัดนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกขาวอีกครั้ัง เพียงแต่ครั้งนี้เป็นหมอกที่เกิดจากความชื้นของสายฝนเมื่อครู่นี้เอง 



เราเดินทางกลับกันในเวลา 4 โมงตรง เส้นทางผ่านป่าอันอุดมสมบูรณ์ของแก่งกระจาน เมื่อกลับมาถึงบริเวณอุทยานฯที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบก็เป็นเวลาพระอาทิตย์ตกเต็มที บรรยากาศโดยรอบดูเงียบสงบ มีนักท่องเที่ยวไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่มากางเต็นท์ค้างแรมทั้งๆที่เป็นวันหยุดยาว เราเดินชมแสงสีทองที่กำลังทาบทากับผืนน้ำก่อนที่แสงนั้นจะค่อยๆลาลับลง  





โดย hooknoi

 

กลับไปที่ www.oknation.net