วันที่ อังคาร เมษายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทักษิณ 2 เกิดแล้ว! เมืองไทยจะร่ำรวยกันใหญ่ ไม่ต้องง้อ ฮุนเซน ไม่ต้องพึ่งบ่อน้ำมัน แปลงศาสนาเป็นทุน แปลงพระสงฆ์เป็นสินค้าส่งออกไปขายทั่วโลก


ทักษิณ 2 เกิดแล้ว ! เมืองไทย จะร่ำรวยกันใหญ่
ไม่ต้อง ง้อ ฮุนเซน ไม่ต้องพึ่ง บ่อน้ำมัน
แปลงศาสนา เป็นทุน แปลง พระสงฆ์ เป็นสินค้าส่งออก ไปขายทั่วโลก
.
.
.
.
.
  "นายอำนาจ บัวศิริ" รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พูดในวงสัมมนาเรื่อง "ธุดงควัตรในป่าคอนกรีต...ถูกที่...ถูกแนวทาง?" ที่คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา จัดขึ้นเมื่อวาน (๒๓ เม.ย.) ผมฟังแล้วต้องขอบอกคณะพรรคเสื้อแดงว่า...ทักษิณ ๒ เกิดแล้ว!
    เกิดในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่านายอำนาจจะมาเป็น "ตัวตาย-ตัวแทน" อดีตนายกฯ ทักษิณ แต่หมายถึงด้านคิดใหม่-ทำใหม่ ไอเดียกระฉูดเหมือนทักษิณ พร้อมแปลงทุกอย่างเป็นทุน เป็นเงิน-เป็นทองได้แม้กระทั่ง
    จะแปลงพุทธศาสนาเป็น "สินค้าส่งออก"!
    ถ้าให้คน ๒ คนนี้ ได้ทำงานด้วยกัน อีกคนเอาประเทศเป็นสินค้าหลัก ก็ "คิดใหม่-ทำใหม่" ด้านเศรษฐกิจการเมือง และอำนาจครองอาณาจักร
    ส่วนอีกคนก็เอาพระพุทธศาสนาเป็นสินค้าหลัก แล้วก็ "คิดใหม่-ทำใหม่" วางตำแหน่งศาสนาเป็นวัตถุ แล้วส่งออกเป็นสินค้า ขยายตลาด และอำนาจครองพุทธจักร
    อาณาจักรและพุทธจักร จะรวมศูนย์ที่เป้าหมายเดียวคือ สู่ความเป็นจ้าวเศรษฐกิจ-การค้าในตลาดทุน มั่งคั่ง ร่ำรวยกันมหาศาล
    ในแนวทางนี้ ประเทศไทยที่คุยกันไปถึงการเปลี่ยนแปลงด้วยรูปแบบ "เปลี่ยนผ่าน" นั้น คงไม่ต้องเปลี่ยนผ่าน-เปลี่ยนแปลงอะไร เสียเวลาเปล่า "ล้างบาง-ล้างประเทศ" กันเลยทีเดียว
    ล้างยังไง?
    ก็ขนาดคิดเอาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นสิ่งมีค่าเป็นแก่นแห่งชีวิตจิตวิญญาณและชาติ ไปตีค่าเป็นสินค้าเพื่อการส่งออก เป็นศาสนาเพื่อการเศรษฐกิจซะแล้ว ก็คงไม่ต้องอธิบายว่า ถ้าถึงขนาดนั้น ในความเป็นชาติ-ในความเป็นประเทศ และในความเป็นคนไทย
    มันจะยังมีอะไรเหลือ?
    เพื่อให้เห็นภาพชัด อ่านที่นายอำนาจพูดในวงสัมมนาก่อนก็ได้ ผมฟังจากการถ่ายทอดทางวิทยุทีแล้ว แต่จำได้แต่ใจความ เห็นเว็บโพสต์ทูเดย์นำมาเป็นข่าว ก็ขออนุญาตนำเนื้อความมาเผยแพร่ต่อดังนี้
    "สาเหตุที่ พศ.เห็นด้วยกับการธุดงค์เข้าเมืองของวัดพระธรรมกาย  เนื่องจากปกติแล้วทางพุทธมณฑลจะจัดธุดงค์เข้าวัดทุกปี แต่ปี 2554 มาเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมก่อน เลยทำให้ไม่สามารถจัดได้ ประกอบกับเมื่อพระธรรมกายต้องการธุดงค์เข้าวัดเช่นกันในโอกาสพุทธชยันตี 2,600 ปีแห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และต้องการขอแนวร่วม ทำให้ พศ.เห็นว่าเป็นเรื่องดี จึงยินดีร่วมด้วยเพื่อเผยแผ่ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาออกไปให้มากที่สุด
    เช่นเดียวกับที่สำนักพุทธจัดสวดมนต์ข้ามปี ซึ่งมีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้รณรงค์ให้มาร่วมสวดมนต์กันมากขึ้น
    การจะเผยแผ่พระพุทธศาสนาในปัจจุบันนี้จะทำได้ลำบากมาก ถ้าขาดการออร์แกไนซ์ (บริหารจัดการ) ครีเอชั่น (ความคิดสร้างสรรค์) และอีเวนต์ (กิจกรรม) ขึ้นมาเพื่อให้คนทั้งหมดทำในสิ่งที่เราเห็นว่าดี ไม่มีใครอยากปฏิเสธว่าคำสอนในพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ดี แต่ปัญหาคือจะทำอย่างไรให้คนปฏิบัติ ซึ่งตรงนี้ต้องมีการออแกไนซ์"
    ...........ขณะนี้เริ่มคิดว่า ทำอย่างไรจะส่งออกศาสนาพุทธเป็นสินค้าได้ เรามีวัดไทยในต่างประเทศประมาณ 350 แห่ง โดยถ้าเราทำให้นักธุรกิจต่างชาติเข้าใจและเรียนรู้ถึงอานิสงฆ์หรือคุณค่าของการปฎิบัติธรรมได้ จนกระทั่งเข้ามาเป็นพุทศาสนิกชนได้ คิดว่าต่อไปการค้าขายต่างประเทศของไทยเชื่อว่าจะไม่มีปัญหา ซึ่งอยากให้รัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนเพื่อให้การเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกของไทยให้มีความเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง
    เราไม่ถือเรื่องวิธีการว่าจะแตกต่างกันอย่างไร เพราะไม่ว่าวิธีไหนก็ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา เราไม่สามารถรวมสายพุทโธ สายยุบหนอ สายสัมมาอะระหังเข้ามาเป็นสายเดียวกัน แต่สิ่งที่ต้องร่วมกันคือ ทำอย่างไรเพื่อให้ศาสนาพุทธเป็นที่รู้จักมากขึ้นมากกว่า"
    เป็นไงครับ...อ่านแล้วก็กราบเท้าท่านซะ และร้องสาาาาาธุ?
    ที่ผมจะคุยต่อไปนี้ ไม่ได้คุยบนมุมมองว่า ทางส่วนตัว "นายอำนาจ บัวศิริ" เป็นศิษย์ธรรมกาย แต่จะคุยบนฐานของข้าราชการผู้มีตำแหน่ง "รอง ผอ.สำนักพุทธฯ" ที่ต้องดูแลกิจการพระพุทธศาสนาให้เป็นไปตามพระธรรมและพระวินัยทางหนึ่ง และกฎหมายที่มีอยู่อีกทางหนึ่ง
    ที่นายอำนาจบอกว่า.......
    "-เพื่อให้การเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกของไทยให้มีความเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง"
    -"ทำอย่างไรจะส่งออกศาสนาพุทธเป็นสินค้าได้"?
    -"ถ้าส่งออกแล้วสามารถดึงคนศาสนาอื่นมาเป็นพุทธได้มากๆ" ต่อไปการค้าขายต่างประเทศของไทยเชื่อว่าจะไม่มีปัญหา"  
    -"เราไม่ถือเรื่องวิธีการว่าจะแตกต่างกันอย่างไร เพราะไม่ว่าวิธีไหนก็ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา เราไม่สามารถรวมสายพุทโธ สายยุบหนอ สายสัมมาอะระหังเข้ามาเป็นสายเดียวกัน แต่สิ่งที่ต้องทำร่วมกันคือ ทำอย่างไรเพื่อให้ศาสนาพุทธเป็นที่รู้จักมากขึ้นมากกว่า"
    ผมว่าน่ากลัวนะ ที่ให้คนมีความคิดต่อพระพุทธศาสนาอย่างนี้มาทำหน้าที่บริหารกิจการพระพุทธศาสนา!?
    รูปธรรม-นามธรรมของความเป็นศาสนาก็อยู่ตรงคำสอนพระพุทธองค์ มุ่งเน้นความเป็นมนุษย์ผู้มีจิตใจ สะอาด-สว่าง-สงบ
    แต่นายอำนาจจะแปลงพระพุทธศาสนาอันเน้นด้านจิตให้เป็นเศรษฐกิจ  มุ่งเน้นวัตถุ กิน-โกง-กาม-เกียรติ ยึดถือเงินและความร่ำรวยเป็นจุดบรรลุ
    ถ้าเป็นแบบนี้ คำว่า "พุทธ" ก็จะเหลือแต่เปลือกหุ้มผ่านตัววัด ตัวคนหัวโล้นห่มเหลือง วัดแท้-พระแท้ จะไม่มี จะถูกแปลงเป็น "สินค้าตัวใหม่" พวกหัวโล้นห่มเหลือง เหมือนพนักงานขายสินค้า พรีเซนเตอร์ พริตตีบอย ส่วนวัดวา ก็จะเหมือนห้าง เหมือนร้านค้า เหมือนโชว์รูม หรือศูนย์การค้าภายใต้แบรนด์ "พุทธะ"
    ท่านเชื่อมั้ยครับ...นายอำนาจพูดปุ๊บ คนแรกที่ผมคิดถึงปั๊บคือ.....ทักษิณ  ชินวัตร!
    เพราะอะไรน่ะหรือ.........
    ก็เพราะอดีตนายกฯ ทักษิณเคยพูดในแนวคิดนี้ให้ผมฟังกะหู!
    คือราวๆ ปี ๔๘ หรือ ๔๙ นี่แหละ เรียกว่าก่อนจะหมดอำนาจ เพราะถูกพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ในขณะนั้นทำรัฐประหาร ผมกับทักษิณมีโอกาสได้พบกัน และก็คุยกันตามประสาคนรู้จักมักคุ้นกันมาตั้งแต่สมัยก่อนเล่นการเมือง ตอนหนึ่งท่านก็บอกผมว่า
    "นี่..พี่..ผมจะทำธรรมกายให้เหมือนเมกกะ"
    ผมก็...เหรอ...ท่านจะทำยังไง?
    ท่านก็ขยายแนวคิดให้ฟังว่า วัดธรรมกายตรงที่เรียกกันว่า "จานบิน" นั้น จะทำให้เป็นลานศักดิ์สิทธิ์เหมือนเมกกะ ถึงเทศกาลที พี่น้องชาวมุสลิมจากทั่วโลกไปแสวงบุญกันที่เมกกะมากมายขนาดไหน ก็จะทำให้ตรงลานจานบินธรรมกายเป็นอย่างนั้น สำหรับชาวพุทธจากทั่วโลกเหมือนกัน
    ยอมรับว่าทึ่ง และบอกท่านว่า ถ้าทำอย่างนั้นได้ก็ดี!
    อดีตนายกฯ ทักษิณไม่ได้ขยายแนวคิดไปถึงรูปแบบและวิธีการว่าจะทำแบบไหน อย่างไร และเมื่อมาได้ยินนายอำนาจพูดวานนี้ ในความเป็นคอนเซ็ปต์เดียวกัน แต่ของนายอำนาจเหนือกว่า เพราะบอกถึงแนวคิด เจตนา รูปแบบ  รวมถึงวิธีการ และหลักการ
    แปลงศาสนาพุทธเป็นสินค้าส่งออกของไทยสู่ตลาดโลก!
    และใช้คำสอนพระพุทธองค์เป็น "ลูกไม้ทางการตลาด" ดึงคนสร้างฐานลูกค้า ขยายตลาด ส่งสินค้าแบรนด์พุทธะครอบคลุมทั่วโลก
    เหล่านั้น คือการหยิบฉวยทางกายภาพของศาสนาเป็นสินค้า ส่วนทางด้านเนื้อแท้ คือ "เนื้อใน" ในความเป็นพุทธ ฟังแล้วก็ค่อนข้างวิตก ลองคนระดับรอง ผอ.สำนักพุทธฯ ยังใช้ "ความไม่รู้" เป็นบทสรุปแก่นพุทธศาสนา มันก็น่ากลัว
    "เราไม่ถือเรื่องวิธีการว่าจะแตกต่างกันอย่างไร เพราะไม่ว่าวิธีไหนก็ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา เราไม่สามารถรวมสายพุทโธ สายยุบหนอ สายสัมมาอะระหังเข้ามาเป็นสายเดียวกัน แต่สิ่งที่ต้องร่วมกันคือ ทำอย่างไรเพื่อให้ศาสนาพุทธเป็นที่รู้จักมากขึ้นมากกว่า"
    มหันต์เลยท่านเอ๋ย!
    อันคำว่าพุทโธ ยุบหนอ-พองหนอ สัมมาอรหัง และ ฯลฯ นั้น ไม่ใช่เครื่องแบ่งแยกพระพุทธศาสนาออกเป็นสายนั้น-สายนี้ หลวงพ่อนั้น สำนักนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมจะภาวนาแบบไหน อันไหนถูกกับจริต ก็ภาวนาอย่างนั้นได้เลย ภาวนาแมวหนอ..แมวหนอ ก็ถูกต้องใช้ได้ เพราะนั่นเพียงเป็นวิธีการ หรืออุบายทำให้สติคุมใจ ไม่วอกแวกไปที่อื่นในชั้นต้นเท่านั้น เป็นไปตามหลักพระพุทธศาสนาเดียวกัน เหมือนกัน
    คิดแบ่งสาย-รวมสายบ้าบออะไร หือ...นายอำนาจ หรือคิดจะรวมทุกสายไปลงอยู่ที่ธรรมกาย แล้วว่า...นี่แหละคือ "พุทธ" ขนานแท้ที่ถูกต้องขนานเดียวของประเทศไทย?
    พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เอาธรรมไปสร้างคนคุณภาพ ไม่ได้สอนให้เอาธรรมไปสร้างวัตถุเชิงปริมาณ ในความหมายเอาศาสนาเป็นสินค้า ถ้านายอำนาจหรือรัฐบาลทักษิณในภาพยิ่งลักษณ์ต้องการเช่นนั้น
    ก็ควรเสนอเปลี่ยนชื่อ พศ.เป็น "สำนักงานพระพุทธศาสนาเพื่อการค้าแห่งชาติ" หรือ "สำนักงานพุทธพาณิชย์แห่งชาติ" เอากันอย่างนั้นไปเลย?




เปลว สีเงิน : 24 April 2555










โดย เขียดขาคำ

 

กลับไปที่ www.oknation.net