วันที่ พฤหัสบดี เมษายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สัตว์หิมพานต์ประดับพระเมรุ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี (๑)


ตามธรรมเนียมโบราณของการสร้างพระเมรุ จะมีการปั้นสัตว์หิมพานมาประดับบริเวณบันไดพระเมรุเพื่อความสวยงาม และเพื่อให้เปรียบเสมือนว่าเป็นเขาพระสุเมรุที่จะส่งเสด็จสู่เทวาลัยสถานบรรพต โดยการประดับสัตว์หิมพานต์ที่พระสุเมรุนั้นมีตั้งแต่ช่วงต้นของสมัยรัตนโกสินทร์แล้ว

อีกทั้งจากบันทึกทางประวัติศาสตร์การสร้างพระเมรุมาศ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ก็ได้มีการนำสัตว์หิมพานต์มาตกแต่งเช่นกัน ซึ่งจะเริ่มจากรูปเทวดาที่ประดับด้านบนพระสุเมรุ ส่วนบริเวณที่ต่ำลงมาอย่างบันไดพระเมรุก็จะมีรูปปั้นสัตว์หิมพานต์มาประดับ การประดับอาจจะมีมากกว่า 3 คู่ แต่ก็อยู่ที่ความเหมาะสมในการตกแต่งด้วย

คติความเชื่อเกี่ยวกับไตรภูมิจักรวาล หรือโลกทั้งสาม อันประกอบด้วยกามภูมิ รูปพรหมภูมิ และอรูปพรหมภูมิ เป็นสิ่งที่มีความพยายามถ่ายทอดผ่านผลงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลาย โดยส่วนที่มีความเป็นรูปธรรม และอธิบายได้เด่นชัด คือ ผ่านงานวรรณกรรม ซึ่งปรากฏทั้งจักรวาลทีปนี ไตรภูมิกถา ไตรภุมม์ (ไตรภูมิฉบับลานนา) ทั้งหมดเป็นวรรณกรรมทางพุทธศาสนาที่แต่งขึ้นโดยพระเถระล้านนา เพื่อใช้ตอบคำถามเกี่ยวกับที่มาของมนุษย์ โลก ดินแดนที่สัตว์ทั้งหลายอาศัยอยู่ และแดนนิพพาน เป็นการตอบในลักษณะการอ้างอิงหลักฐานมาจากคัมภีร์ทางศาสนา

โดยจักรวาลทีปนีได้มีการรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบชัดเจน เรื่องราวเกี่ยวกับจักรวาลเป็นการตอบสนองต่อความเชื่อในสิ่งที่ไม่ปรากฏในธรรมชาติทั่วไป เป็นสิ่งที่เกิดจากการหยั่งรู้และเป็นไปตามกฎแห่งกรรม ใช้ในการอบรมสั่งสอนคนให้มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป และเร่งทำความดี

โดยสรุปเนื้อหาของไตรภูมิจักรวาล กล่าวถึงจักรวาลว่ามีสัณฐานประดุจล้อรถ ซึ่งโลกทีปสารปกรณ์กล่าวว่า จักรวาลกลมเรียบดุจล้อรถและมีอาการโค้งดุจหม้อ จึงเรียกจักกาวัฏ จักรวาลไม่มีแผ่นดินต่อเป็นผืนเดียวกับจักรวาลอื่น แต่ละจักรวาลทั้งหลายแสนโกฏินั้นตั้งอยู่แยกกันต่างหากเหมือนเรือแต่ละลำลอยอยู่เหนือผิวน้ำ จึงมีการสั่นไหว และการสั่นไหวนั้นเกิดจากการขับเคลื่อนให้มีการดำเนินไปของสิ่งมีชีวิต

โลกธาตุหนึ่งที่ประกอบไปด้วยศูนย์กลางของจักรวาล คือ เขาพระสุเมรุ ล้อมรอบไปด้วยภูเขา สัตตบริภัณฑ์ซึ่งมีสัณฐานกลม ทั้ง 7 ลูก คือ ยุคนธร อิสินธร กรวิก สุทัศนะ เนมินธร วินตกะ และอัสกัณ พื้นของจักรวาลเป็นพื้นน้ำที่มีแผ่นดินอันเป็นทวีปใหญ่ทั้ง 4 ตั้งอยู่ คือ ชมพูทวีป ซึ่งเป็นดินแดนที่เชื่อมต่อถึงเขาพระสุเมรุได้โดยผ่านป่าหิมพานต์ บุพวิเทหทวีป อมรโคยานทวีป และอุตรกุรุทวีป มีทวีปเล็ก 2,000 ทวีป

ได้มีการถ่ายทอดคติจักรวาลออกมาเป็นผังวัด การสร้างงานสถาปัตยกรรม โดยจำลองเจดีย์เป็นเขาพระสุเมรุ วิหารทิศเป็นทวีปทั้ง 4 การสร้างซุ้มประตูโขงเป็นศูนย์กลางจักรวาลหรือเขาพระสุเมรุที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ซึ่งทรงประทับอยู่ที่ศูนย์กลางจักรวาล ส่วนซุ้มประตูโขงทางเข้าวัดได้สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างบันไดนาค รูปสิงห์ ซึ่งเปรียบเสมือนป่าหิมพานต์ทางขึ้นสู่เขาพระสุเมรุ จึงประกอบไปด้วยลวดลายประดับตกแต่งรูปสัตว์ป่าหิมพานต์ เช่น กินนร กินรี หงส์ นาค สิงห์ รวมทั้งลวดลายพันธุ์พฤกษาต่าง ๆ

ป่าหิมพานต์ เป็นองค์ความรู้สำคัญอีกประการ ที่ต้องมีการศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริง ในการสร้างที่เชื่อว่าเพื่อตอบสนองความเชื่อทั้งทางโลกและทางธรรม โดยพบว่าป่าหิมพานต์ที่ใช้ในเชิงสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา คือ ทางเชื่อมสู่ศูนย์กลางจักรวาล ในที่นี้อาจหมายถึงพระพุทธเจ้า โดยการเข้าถึงหลักพระธรรมคำสอน ป่าหิมพานต์จึงถูกสร้างขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์แห่งเส้นทางสู่ธรรม

ทำให้พบตามศาสนสถานหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่บันไดนาค สิงห์หน้าประตูวัด รวมถึงสัตว์ต่าง ๆ ที่ประดับตามองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมในวัดรวมถึงพระราชวัง ซึ่งเป็นคติของศาสนาพราหมณ์ในเรื่องสมมติเทพ ที่ทำให้พระมหากษัตริย์มีความแตกต่างจากปุถุชนทั่วไป

โดยการตีความหมายของป่าหิมพานต์และสัตว์ป่าหิมพานต์นอกเหนือจากนี้ คือ การเป็นผู้พิทักษ์ปกป้องศาสนสถานและพุทธศาสนาให้รอดพ้นจากสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง โดยผลงานที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่าหิมพานต์ที่พบหลักฐานอยู่ คือ การบรรยายถึงป่าหิมพานต์ในไตรภูมิฉบับต่าง ๆ รวมทั้งสัตว์ป่าหิมพานต์ ทำให้ช่างเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างขึ้นมาเป็นรูปธรรม

ดังการศึกษาเรื่องสัตว์หิมพานต์ของ ส.พลายน้อย กล่าวถึงที่มาของแนวคิดเรื่องป่าหิมพานต์ ซึ่งอาจเริ่มจากหลายเชื้อชาติภาษามีแนวคิดที่ว่าด้วยสัตว์ประหลาดที่มีรูปร่างแปลก ๆ ซึ่งแสดงออกมาผ่านฝีมือช่างและพบหลักฐานการใช้ประดับตกแต่งที่แตกต่างกันไป เช่น อียิปต์มีรูปเทพเป็นคนปนสัตว์ที่เก่าแก่ มีการเคารพนับถือสัตว์มาแต่โบราณ

ต่อมาเมื่อติดต่อสัมพันธ์กับชาวกรีกที่นับถือเทพเจ้าเป็นรูปมนุษย์ การถือคติความเชื่อต่าง ๆ ได้ปะปนกัน เทพเจ้าที่มาจุติบนโลกมีความแตกต่างไปจากมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน จึงเกิดแนวความคิดทำเทวรูปตัวเป็นคนหน้าเป็นสัตว์ต่าง ๆ ตามข้อสันนิษฐานของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพในสาสน์สมเด็จ ฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2473 และกรีกเป็นชาติแรกที่นำความเจริญจากตะวันตกมาเผยแพร่ในเอเชีย

นอกจากประเทศทางตะวันตกแล้ว ประเทศทางตะวันออก เช่น ประเทศจีน มี มังกร กิเลน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นพันปี ส่วนประเทศอินเดีย ที่มีสัตว์ประหลาด เช่น ครุฑ พญานาค ซึ่งเป็นสัตว์ต้นเค้าของสัตว์หิมพานต์ของไทย และสัตว์ประหลาดของอินเดียนั้น นักปราชญ์ทางโบราณคดีได้ลงมติว่าได้แบบมาจากกรีก ดังที่ปรากฏในหนังสือ ประติมากรรมคันธาระในปากีสถาน เขียนโดย เอ็ม.เอ.ชาคูร

ส่วนล้านนาได้มีเรื่องของสัตว์ป่าหิมพานต์ปรากฏในคัมภีร์ทางศาสนา เช่น จักรวาลทีปนี ส่วนการถ่ายทอดให้ชาวบ้านได้รู้จักป่าหิมพานต์ผ่านทางชาดก โดยเฉพาะในบทเทศน์มหาชาติที่ต้องเทศน์ในวันเพ็ญเดือน 12 เป็นประจำทุกปี อีกแห่งหนึ่งที่เป็นแหล่งความรู้ของชาวบ้านเกี่ยวกับป่าและสัตว์ป่าหิมพานต์ คือ ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวิหาร

ส.พลายน้อย กล่าวถึง ความหมายของป่าหิมพานต์ว่า โดยทั่วไปเข้าใจว่าเป็นป่าใหญ่ล้ำลึกเกินกว่าที่ใครจะเข้าไปถึง จนมีคำพูดกันว่านอกฟ้าป่าหิมพานต์ คือ ไกลเหลือเกิน ส่วนจำนวนชนิดของสัตว์หิมพานต์ที่กล่าวในวรรณคดีมีจำนวนน้อย ต่อมาเมื่อมีความจำเป็นต้องหาสัตว์แปลกประหลาดมาใช้ในกระบวนแห่พระบรมศพให้มากขึ้น ทำให้ช่างต้องคิดรูปสัตว์ให้แปลกออกไป โดยการผสมผสานทำให้เกิดรูปสัตว์นอกรีตต่าง ๆ พร้อมชื่อสัตว์ที่ต้องคิดขึ้นใหม่ด้วย โดยกล่าวไว้

ในสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. สาสน์สมเด็จ. ภาคที่ 435 ในการใช้รูปสัตว์หิมพานต์วางผ้าไตรในกระบวนแห่พระบรมศพ ปรากฏหลักฐานมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ในครั้งถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าท้ายสระ เมื่อ พ.ศ. 2276 หลักฐานภาพสัตว์ป่าหิมพานต์ เช่น สมุดไทยดำ ซึ่งเป็นภาพร่างของการผูกหุ่นรูปสัตว์เข้าร่วมกระบวนแห่พระบรมศพและพระศพของเจ้านายที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชนุภาพทรงวินิจฉัยถึงมูลของสัตว์ป่าหิมพานต์ว่าน่าจะมีที่มาดังนี้

1.คำว่าสัตว์ป่าหิมพานต์หมายถึงสัตว์ที่มนุษย์สามัญไม่อาจเห็นตัวจริงได้
2.เป็นสัตว์ที่ช่างจินตนาการและสร้างขึ้นจากลักษณะที่ปรากฏในคัมภีร์ และตามปัญญาของตน ทั้งที่สมเหตุผลและไม่สอดคล้องกับความจริง

3.ช่างได้สร้างรูปสัตว์หิมพานต์สืบต่อกันมา
4.รูปสัตว์หิมพานต์น่าจะบัญญัติขึ้นภายหลัง เพราะก่อนหน้านี้ปรากฏแต่ชื่อในภาษาบาลี และเรียกชื่อเฉพาะสัตว์นั้นๆ ไม่มีคำว่าสัตว์หิมพานต์
5.บรรดาสัตว์หิมพานต์มีการจัดเป็น 4 จำพวก คือ เป็นสัตว์ตรง ๆ ลอกอย่างเขามา คิดขึ้นจากคำ ผสมเอาตามใจชอบ

โดยสรุป กล่าวได้ว่ามีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการกำหนดรูปแบบสัตว์ป่าหิมพานต์ของไทยจากอินเดีย ต่อมาได้พัฒนาจนมีรูปแบบเฉพาะของไทย เนื่องจากการรับใช้ความเชื่อเรื่องสมมติเทพ ในสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้รูปสัตว์ป่าหิมพานต์แบ่งได้เป็น 4 แบบ คือ

1. แบบที่เหมือนสัตว์ที่พบเห็นได้จริง เช่น ช้าง ม้า หงส์
2. แบบที่ลอกมาจนมีรูปแบบผิดไปจากต้นแบบ เช่น สิงห์
3. แบบที่คิดขึ้นจากคำ เช่น ทักทอ ซึ่งไม่มีที่มาและไม่มีต้นแบบ
4. แบบที่เกิดจากการผสมทำให้ได้สัตว์รูปแบบผสม เช่น มังกรสกุณี เหมราอัสดร เป็นต้น

พลอากาศตรีอาวุธ เงินชูกลิ่น และคณะช่างจากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ได้ร่วมกันกำหนดรูปแบบการจัดภูมิทัศน์รอบพระเมรุ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ให้จำลองป่าหิมพานต์ที่ตั้งอยู่เชิงเขาพระสุเมรุ ประกอบด้วยเขามอ ต้นไม้ รวมทั้งให้มีเหล่าสัตว์หิมพานต์นานาชนิดอาศัยอยู่ตามที่กล่าวไว้ในต้านาน

ในครั้งนี้ กรมศิลปากรได้เชิญกลุ่มช่างปั้นปูนสดจากจังหวัดเพชรบุรี มาออกแบบและปั้นสัตว์หิมพานต์ทั้งหมดกว่า ๘๐ ชนิด จำนวนประมาณ ๑๖๐ ตัว และให้สำนักช่างสิบหมู่ด้าเนินการลงสีบนตัวสัตว์หิมพานต์ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสื่อความหมายคติความเชื่อเกี่ยวกับจักรวาลไตรภูมิ ให้ปรากฏเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและน่าสนใจมากขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ชม "พระเมรุ" ของ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ยามค่ำ
http://www.oknation.net/blog/winsstars/2012/04/21/entry-1

การพระเมรุ และพระเมรุในสมเด็จภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
http://www.oknation.net/blog/winsstars/2012/04/25/entry-2

สัตว์หิมพานต์ประดับพระเมรุ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ
สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี (๑)
http://www.oknation.net/blog/winsstars/2012/04/26/entry-1

สัตว์หิมพานต์ประดับพระเมรุ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ
สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี (จบ)
http://www.oknation.net/blog/winsstars/2012/04/27/entry-1

โดย สายลมที่ผ่านมา

 

กลับไปที่ www.oknation.net