วันที่ จันทร์ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เนื้อสัตว์ อาหารอันโอชะ หรือพญามัจจุราช


อาหารผิดธรรมชาติเพียงวันละ ๑ คำ ก็เพียงพอ ที่จะก่อให้เกิดโรคได้อย่างเรื้อรัง

 ปัจจุบันมีคนจำนวนมาก ที่นิยมบริโภคเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลัก โดยคาดไม่ถึง หรือไม่รู้มาก่อนว่า ในเนื้อสัตว์นั้นเป็นแหล่งสะสมสารพิษมากมาย โรคต่างๆ ที่คนทุกวันนี้เป็นกัน ล้วนมีต้นเหตุมาจาก อาหารเป็นพิษ “การกินเนื้อสัตว์จึงเท่ากับเป็นการกินเชื้อโรคเข้าไปโดยตรงนั่นเอง โอกาสที่จะป่วย ก็ย่อมมีอยู่ทุกลมหายใจ” พิษจากสารเคมีปนเปื้อนตกค้าง เนื่องจากการเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ ยาปฏิชีวนะ สารฮอร์โมน เร่งการเจริญเติบโต ฮอร์โมนเร่งให้มีไขมันมาก ยาฆ่าแมลง ฟอร์มาลิน
สารชีวภาพในเนื้อสัตว์ ได้แก่ โคเลสเตอรอล ไขมันอิ่มตัว กรดยูริค พยาธิต่างๆ เป็นต้น
       
สารพิษเหล่านี้จึงนำความหายนะมาสู่ผู้บริโภค ทำให้ป่วยเป็นโรคเรื้อรังและหายยาก ได้แก่ โรคหัวใจ, มะเร็ง, ความดันโลหิตสูง, ไขข้ออักเสบ, โรคเบาหวาน, ตับแข็ง ตับอักเสบ, นิ่วในไต, นิ่วในถุงน้ำดี, ฝีพุพอง, มะเร็งลำไส้, กระดูกพรุน, เหนื่อยง่าย, โรควัวบ้า, สมองเสื่อม, หลอดเลือดสมองตีบ, อัมพาต, อวัยวะภายในอักเสบ, ริดสีดวงทวาร ฯลฯ   แค่นี้ก็เหลือเฟือแล้ว   นอกจากนี้ ยังแก่เร็วและอายุสั้นอีกด้วย…
          ทันทีที่คุณบริโภคเนื้อสัตว์ ก็เหมือนเปิดไฟเขียว ให้แขกที่ไม่ได้รับเชิญ เข้ามาก่อร่างสร้างที่ อยู่ในตัวคุณ หนึ่งในนั้นคือ… โคเลสเตอรอล ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจอันดับหนึ่ง พบมากในส่วนต่างๆ ของสัตว์ โดยเฉพาะสมอง เลือด ไขมัน และเครื่องในสัตว์
           การเสนอแต่ด้านดีของแหล่งโปรตีน จากเนื้อสัตว์ ทำให้คนจำนวนมากหลงใหลได้ปลื้ม กับการกินเนื้อสัตว์อย่างไม่บันยะบันยัง เนื้อสัตว์จะมีไขมันแทรกอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้ากินมาก แต่ใช้ไม่หมด ร่างกายก็แปลงเป็นไขมันอยู่นั่นเอง ทำให้เกิดโรคอ้วน ความดันเลือดสูง โรคหัวใจ คนที่เป็นมากๆ ก็อาจมีไขมันอุดตันเส้นเลือดสมอง เกิดโรคอัมพาตได้
        สัตว์เหล่านี้เป็นพาหะในการแพร่เชื้อเป็นอย่างดี เนื้อสัตว์ที่วางขายตามท้องตลอดสังเกตดูยังไงๆ ก็ดูไม่ออก ว่ามีเชื้อโรคปะปนอยู่ ผู้บริโภคเนื้อสัตว์จึงกลายเป็นเหยื่อ ของเชื้อโรคเหล่านี้
        มะเร็งเป็นโรคที่รักษายาก และคนไทยก็ป่วยเป็นมะเร็งกันมาก จนกลายเป็นแฟชั่นฮิตติดอันดับ ๒ รองจากโรคหัวใจ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะสัตว์ได้ติดเชื้อมะเร็งมา ก่อนที่จะถูกฆ่า แต่พ่อค้าหัวใส ตัดเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้องอก หรือส่วนที่เป็นมะเร็งทิ้ง ที่เหลือก็มาวางขายแหกตาผู้บริโภค

 

สารพัดพิษที่มากับเนื้อสัตว์

        คนในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น มักนิยมรับประทานแฮมเบอร์เกอร์ เนื้อไก่ น่องไก่ ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ซึ่งมีอยู่เกลื่อนในเมืองไทย เป็นค่านิยมที่ถูกปลูกฝัง ให้มีวัฒนธรรมในการกินแบบผิดๆ หากไม่ถอนตัวเสียแต่วันนี้ ก็เตรียมรับมือกับโรคภัย ที่จะมา เยือนในไม่ช้า

รองศาสตราจารย์ ดร.ไมตรี สุทธจิตต์

        นี่เป็นความผิดพลาดทางโภชนาการ อันใหญ่หลวงของมนุษย์ ในศตวรรษที่ผ่านมา เพราะเป็นยุคที่เราเห่ออาหารฝรั่ง อเมริกัน และอาหารตะวันตก ซึ่งเป็นสินค้าข้ามชาติ
        ฝรั่งเขาปรุงรสชาติอาหารให้มีรสอร่อย ติดใจและกินง่าย ให้เป็นอาหารจานด่วนหรือ “ฟาสต์ฟู้ด” ซึ่งนำไปสู่โรคร้ายเรื้อรังอย่างรวดเร็ว เช่น โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง เป็นต้น
        ถ้าเป็นเช่นนี้ “ฟาสต์ฟู้ด” ก็จะกลายเป็น “ฟาสต์ฟุบ” ของคนอเมริกันไปในที่สุด

        สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา ได้วิจัยพบว่า ผู้ที่นิยมรับประทานเนื้อสัตว์ จะมีปริมาณระดับโคเลสเตอรอลสูงถึง ๒๑๐ มิลลิกรัม โคเลสเตอรอลในเลือด หากมีปริมาณมาก มันจะตกตะกอน เกาะติดกับผนังเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดตีบ และเกิดเส้นเลือดแข็ง หากเป็นเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ ก็จะทำให้หัวใจวายในที่สุด
        โคเลสเตอรอลมีมากที่สุดในไขมันสัตว์ และไม่สามารถละลายได้ในร่างกายของมนุษย์ มันจะสะสม อยู่ตามผนังของเส้นเลือด ก่อให้เกิดภาวะอุดตันในเส้นเลือด หรือเส้นเลือดตีบ เมื่อเลือดไหลผ่านได้น้อย หัวใจต้องทำงาน หนัก ในการสูบฉีด เป็นเหตุให้ความดันโลหิตสูง และเป็นโรคหัวใจ

อาจารย์กนกวรรณ อุโฆษกิจ

นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษและอเมริกา พบว่า คนที่กินเนื้อสัตว์เป็นประจำ ทำให้แบคทีเรียในลำไส้เล็ก ทำปฏิกิริยากับน้ำย่อย ทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในลำไส้ ซึ่งพบมากในกลุ่ม คนที่กินเนื้อสัตว์เป็นประจำ
        เมื่อผ่านกระบวนการย่อยสลายแล้ว เนื้อสัตว์จะถูกขับไปยังลำไส้ใหญ่ และตกค้างอยู่เป็นเวลานาน ปริมาณแก๊สและเชื้อโรคในลำไส้จะสูงกว่าปกติ แซนติน (Xantin) คือหนึ่งในนั้น ที่เป็นสารก่อมะเร็งในลำไส้ พบว่าผู้ที่ทานเนื้อสัตว์ มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้มากที่สุด
        ในเนื้อย่าง ๑ กิโลกรัม มีสาร “โซไพริน” เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ถึง ๖๐๐ มวน ซึ่งทำให้คนเป็นมะเร็งได้เช่นเดียวกัน หากนำสารพิษที่สกัดมาฉีดให้กับหนู จะทำให้หนูเป็นเนื้องอกและมะเร็งในเม็ดเลือด
        แม้แต่น้ำมันที่ได้จากไขมันสัตว์ เมื่อได้รับความร้อน จะแปรสภาพเป็นสารเคมีที่เป็นพิษ เรียกว่า เมธิลคอลเรนทีน (Methylcholan-threne) สารนี้ทำให้เกิดโรคมะเร็งในคน แต่ไม่พบสารนี้ในน้ำมันพืชเลย

ดร.นิทัศน์ ศิริโชติรัตน์

อาหารประเภทพืช ผัก ผลไม้หลายชนิด มีสารเคมีธรรมชาติบางอย่าง ซึ่งป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งได้ Lee W.Wattenberg แห่งมหาวิทยาลัยมินเนโซต้า เป็นผู้บุกเบิกทางการวิจัยสารเคมี ที่มีอยู่ในธรรมชาติ ของพืชผักและผลไม้ สามารถป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งได้
        สารเคมีที่เกิดขึ้นในธรรมชาติของผัก เช่น บร๊อกโคลี ดอกกะหล่ำ และกะหล่ำปลี มีคุณสมบัติ สามารถป้องกันมะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ สารตัวนี้จะไปกระตุ้นตับให้ผลิตเอ็นไซม์ ซึ่งแก้สารพิษ ที่เกิดจากปฏิกิริยาของการสันดาป
       สารเคมีธรรมชาติที่มีอยู่ในถั่วเหลือง ซึ่งสามารถป้องกันมะเร็ง ได้โดยหลายๆ วิธี วิธีหนึ่งคือ การป้องกันเส้นเลือด ไม่ให้เกิดขึ้นบริเวณเนื้องอก ซึ่งเมื่อไม่มีเส้นเลือด ที่จะนำอาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้องอก เนื้อร้ายนั้น ก็ไม่สามารถขยายตัวใหญ่ขึ้นได้ และจะฝ่อไปในที่

สูตรลับ อาหารอายุวัฒนะ

        ได้มีการศึกษาวิจัยโภชนาการ เพื่อสุขภาพที่ดี และทำให้เกิดภูมิต้านทานโรคสูง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีอายุยืนยาว ในสถาบันต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งมีผลสรุปได้คล้ายคลึงกัน ดังต่อไปนี้

๑. กินอาหารที่มีไขมันต่ำ โดยเลือกกินไขมันพืชซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัว ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ และกินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลต่ำ
๒. กินธัญพืช (ข้าวซ้อมมือ พืชผัก ผลไม้ และถั่วต่างๆ) ให้มาก
๓. กินอาหารที่มีกากใยสูง
๔. กินโปรตีนพอประมาณ โดยเฉพาะโปรตีนที่ได้มาจากธรรมชาติ
๕. กินเกลือให้น้อย
๖. กินน้ำตาลให้น้อย หากจำเป็น ให้กินน้ำตาลชนิดไม่ขัดสี
๗. เสริมด้วยวิตามินและเกลือแร่ ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

        การมีนิสัยการกินดังกล่าว จะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ เส้นเลือดตีบ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ข้ออักเสบ และโรคมะเร็งลงได้

 

สูตรลับ น้ำผักผลไม้

        นายแพทย์แร็คเนอร์ เบอร์ก ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียง ด้านโภชนาการและชีวเคมี กล่าวถึงผลดีของน้ำผัก ผลไม้ เหนือน้ำบริสุทธิ์ว่า
        “ในระหว่างการอดอาหาร จะมีของเสียจากเซลล์ต่างๆ ถูกขับเข้าสู่กระแสเลือดมากมาย ทำให้เลือดมีฤทธิ์เป็นกรด การดื่มน้ำผักผลไม้ ซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่าง จึงช่วยลดภาวะกรดของเลือดได้ ดีกว่าการดื่มน้ำธรรมดา อีกทั้งน้ำตาลในน้ำผักผลไม้ จะช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานดีขึ้น”
        นายแพทย์ Otto H.F. Buchinger, Jr ซึ่งมีคลินิกรักษาโดยการอดอาหาร ที่มีคนไข้มากที่สุดในโลก แนะนำให้อดอาหารโดยการดื่มน้ำผักผลไม้ กินซุปผัก (ซุปเหลว) และดื่มน้ำชาสมุนไพร จะทำให้การล้างพิษมีผลดีเยี่ยม

 

โดย nutye

 

กลับไปที่ www.oknation.net