วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

TQA ซึ่งย่อมาจาก Thailand Quality Award ถือเป็นรางวัลระดับมาตรฐานโลก


TQA ซึ่งย่อมาจาก Thailand Quality Award ถือเป็นรางวัลระดับมาตรฐานโลก 


เนื่องจากมีพื้นฐานทางด้านเทคนิค และกระบวนการตัดสินรางวัลเช่นเดียวกับรางวัลคุณภาพแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ The Malcolm Baldrige National Quality Award (MBNQA) ซึ่งเป็นต้นแบบรางวัลคุณภาพแห่งชาติที่ประเทศต่างๆ กว่า 70 ประเทศทั่วโลกนำไปประยุกต์ใช้ 

TQA จึงถือว่ามีคุณภาพ “ระดับโลก” (World Class) เพราะใช้ "เกณฑ์การวัด" ตามมาตรฐานสากลทั้ง 7 คือ

1.การนำองค์กร 
2.การวางแผนเชิงกลยุทธ์ 
3.การมุ่งเน้นลูกค้าและตลาด 
4.การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ 
5.การมุ่งเน้นทรัพยากรบุคคล 
6.การจัดกระบวนการ 
7.ผลลัพธ์ทางธุรกิจ

ความสำคัญของกระบวนการพัฒนาการบริหารกิจการ ตามเกณฑ์ TQA ก็คือการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน 

เพราะการขับเคลื่อนองค์กรตามเกณฑ์ทั้ง 7 ข้างต้นมีค่านิยมหลักและแนวคิด ส่งผลให้เกิดคุณค่าที่ดีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 
ในด้านต่างๆ มีมุมมองในการบริหารจัดการ คือ 
1.การนำองค์กรอย่างมีวิสัยทัศน์ 
2.ความเป็นเลิศที่มุ่งเน้นลูกค้า 
3.การเรียนรู้ขององค์กร และของแต่ละบุคคล 
4.การให้ความสำคัญแก่พนักงานและคู่ค้า 
5.ความคล่องตัวในด้่านต่างๆ รวมไปถึงการเงินและเทคโนโลยี 
6.การมุ่งเน้นอนาคต 
7.การจัดการเพื่อนวัตกรรม 
8.การจัดการโดยใช้ข้อมูลจริง 
9.ความรับผิดชอบต่อสังคม 
10.การมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์และการสร้างคุณค่า 
11.มุมมองในเชิงระบบ
 
ในปัจจุบันมีค่านิยมหลักและแนวคิดของเกณฑ์ TQA ให้คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งสภาวะโลกยุคใหม่หมายรวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย แต่ประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคม หรือการจัดทำ CSR จะได้รับความสำคัญมากขึ้น มีความชัดเจนมากขึ้น นายสมภพ อมาตยกุล ประธานคณะกรรมการรางวัลคุณภาพแห่งชาติ เคยให้ความเห็นว่าการพิจารณาตรวจประเมินก็น่าจะอิงหลักการของ “ISO 26000” ซึ่งว่าด้วยเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยตรง
 
เช่นเดียวกับที่ ดร.โดนัลด์ ซี.ฟิชเชอร์ ผู้อำนวยการ Mid-South Quality and Productivity Center จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเคยได้รับเชิญจากสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งประเทศไทยมาเป็นวิทยากรในการสัมมนา
 
ดร.ฟิชเชอร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและการตรวจประเมินตามเกณฑ์การรับรองรางวัลคุณภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาได้เสนอกระบวนการ Baldrige Green ซึ่งเน้นสร้างความสมดุลใน "ผลสุดท้ายของการทำธุรกิจ" 

ให้มีความสมดุล 3 ด้าน (Triple Bottom Line) คือ
 
       1.ด้านเศรษฐกิจ คือกำไร หรือผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ 
       2.ด้านสิ่งแวดล้อม คือให้เกิดผลดีต่อทุนทางธรรมชาติ โดยมุ่งปกป้องโลกของเราใบนี้ 
       3.ด้านสังคม คือการคำนึงถึงทุนมนุษย์ทั้งในองค์กร ลูกค้า และคนในชุมชน เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี
 
 แนวคิด Baldrige Green ดังกล่าวซึ่งเป็นหลักการ CSR มีเป้าหมายไปสู่ความยั่งยืนขององค์กร(Corporate Sustainability)
 
 มีผู้เข้า่ร่วมรับฟังการบรรยายของ ศ.ดร.อัญญา ขันธวิทย์ ซึ่งเป็นดาวเด่นทางวิชาการของคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระดับเป็น “นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ” ซึ่งนำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง “ACSR-Implementation Model for Value Creation” ก็ได้ยืนยัน องค์ความรู้เพิ่มขึ้น
 
       ตัวแบบจำลองที่เสนอให้ธุรกิจคำนึงถึง 3 ประการ คือ
 
       1.Performance คือ การบริหารเพื่อสร้างมูลค่าสูงสุด ก็ต้อง "มีความเก่ง"
 
       2.Conformance คือ กำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Governance หรือ CG) "ซื่อสัตย์"
 
       3.Responsibility คือ มีความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility หรือ CSR) "เชื่อถือได้"
 
 ศ.ดร.อัญญา ย้ำว่าต้องมีการบริหารเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น โดยไม่เบียดเบียนใคร รวมทั้งไม่ทำลายสังคมและสิ่งแวดล้อม กิจการก็จะเจริญอย่างยั่งยืน
 
 “CSR จึงเป็นกิจกรรมการบริหารจัดการองค์กรเชิงกลยุทธ์ ไม่ว่าการทำแผนจัดซื้อ การผลิตและการตลาด หลัก CSR ต้องแทรกอยู่ในทุกกระบวนการ”
 
แสดงว่าต้องมีทั้งความเก่งและความดี หรือมีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และคุณธรรม เพื่อสร้างมูลค่าที่สูงขึ้นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทุกด้าน

อ้างถึง : 1. สุวัฒน์ ทองธนากุล
            2. ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ / 30 มีนาคา 2555
            3. สถาบันพิ่มผลผลิตแห่งชาติ 

โดย แพทพิรี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net