วันที่ จันทร์ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สเตมเซลล์...มากกว่าที่เคยรู้จักและมักได้ยิน


สเตมเซลล์ คือ เซลล์ต้นกำเนิดของร่างกาย

และเท่าที่รู้มา เราจะเก็บ สเตมเซลล์ได้จาก

หนึ่ง สายสะดีอเด็กแรกคลอด และ

สอง โลหิตกรณีของผู้ใหญ่

นอกจากนั้นการเก็บไว้ ต้องใช้ค่าใช้จ่ายจำนวนมากๆ

นั่นคือ ทั้งหมดที่ผมรู้...(ใจเย็นๆอย่างเพิ่งปิด Blog กระผมนะครับ...)

วานนี้ผมได้มีโอกาสไปฟังบรรยายเรื่องนี้ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

ถือว่า...เป็นการเปิดกบาลได้ดีทีเดียว

เริ่มจาก...

ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ SC (สเตมเซลล์) มีดังนี้

  1. โรงพยาบาลรามาใช้ SC ในการแก้เสียงแหบ
  2. U.College of London เพาะลิ้นหัวใจ โดยอีก 10 ปี คาดว่าจะเพาะหัวใจได้ทั้งดวง
  3. แพทย์อินเดียใช้ SC รักษาอาการไขสันหลังบาดเจ็บ
  4. นักวิทยาศาสตร์ U. of New Castle ในอังกฤษ สร้างตัวอสุจิจากสเตมเซลล์

ที่สำคัญ คือ พวกเขาสร้างอสุจิจากสเตมเซลล์ของผู้หญิงซะด้วย...

หมายความว่า อนาคตผู้หญิงจะมีลูกได้ด้วยอสุจิของตนเอง

โดยเฉพาะ กรณี หญิงรักหญิงก็จะมีลูกกันได้ละครับงานนี้...(ดีใจด้วยครับ)

และว่ากันว่า คนไทยบางคนบินไปใช้บริการที่ยุโรปตะวันออกกันแล้ว

และที่เขาต่อต้านกันในทุกวันนี้ คือ

กรณีที่เป็น การใช้สเตมเซลล์ในการรักษาที่ยังไม่ได้รับการยอมรับในวงการการแพทย์

รวมถึงการเก็บเงินจากการรักษากับผู้ป่วยด้วย

และที่ไม่ยอมรับอีกอย่างก็คือ การเก็บสเต็มเซลล์จาก Embryo ซึ่งก็คือ

ตัวอ่อนของมนุษย์ที่มีอายุเพียง 5-7 วัน

แน่นอนครับว่า การเก็บจากตัวอ่อนระยะนี้จะทำให้ ตัวอ่อนนั้นตาย

ซึ่งถือว่าเป็น การกระทำที่ผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง

สำหรับแหล่งของสเตมเซลล์นั้นอยู่ใน

  • รกและสายสะดือ
  • ไขกระดูก
  • กระแสโลหิต
  • ผิวหนัง
  • ไขมัน

ในวงการแพทย์ปัจจุบันได้มีการใช้ สเตมเซลล์ มาใช้ในการรักษาถึง 70 ชนิดของโรค

อาทิเช่น

  • โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
  • โรคไขกระดูกฝ่อ
  • โรคเลือดทางพันธุกรรม เช่น ธาลัสซิเมีย
  • โรคที่เกิดจากความเสื่อมของเนื้อเยื่อยและอวัยวะ โดยจะเปิดโอกาสให้การรักษาใหม่ๆ

เช่น การเพาะอวัยวะโดยการปลูกถ่ายสเตมเซลล์ในอนาคต

โรคที่ใช้สเตมเซลล์รักษาในปัจจุบัน มีตัวอย่างดังนี้

  1. มะเร็งเม็ดโลหิต ชนิด AML
  2. ผู้ที่เกิดมาเป็น ลูคิเมีย หายได้จากการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากรก และสายสะดือของน้องชาย
  3. ผู้ที่เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชื่อ Yee Hong อายุเพียง 14 ปี ใช้สเตมเซลล์ของตัวเองที่เก็บไว้มารักษาหายได้เมื่อ Oct. 2547
  4. ข่าวดี ในไทยการใช้ สเตมเซลล์ รักษาโรคธาลัสซิเมียได้รับการรับรองแล้ว

เช่น ในปี 1995 โรงพยาบาลศิริราชได้ทำสำเร็จในการรักษาโรคธาลัสซิเมียโดยใช้สเตมเซลล์

ส่วนโรคเหล่านี้อยู่ระหว่างการวิจัยที่จะนำ Stem Cell มาใช้ในการรักษา

  • Multiple Sclerosis (MS)
  • Systememic Sclerosis (SS)
  • Rheumatoid Arthritis (RA)
  • SLE (โรคที่คุณพุ่มพวง ดวงจันทร์เป็น)
  • ITP
  • Crohn's disease

เก็บสเตมเซลล์ได้อย่างไรบ้าง?

  • เก็บจากไขกระดูก ด้วยการผ่าตัด ปัจจุบันไม่ทำกันเพราะต้องเจ็บตัว
  • เก็บจากกระแสโลหิต ด้วยการฉีดยากระตุ้น แล้วเก็บเลือดนาน 3-4 ชม.
  • สายสะดือ สามารถเก็บได้ทันที มีข้อดี คือ สะดวก ไม่เจ็บปวด ปัจจุบันมีการเก็บ

มากกว่า 100,000 samples ทั่วโลก และมีการปลูกถ่ายมากกว่า 6,000 UCB transplants

การเก็บจากสายสะดือนั้น มีข้อดีดังนี้ คือ

  1. ประสิทธิภาพสูง
  2. ไร้เชื้อ ไร้สารเคมี ไร้มลพิษ
  3. ไม่ต้องรอ เพราะสามารถเจาะและเก็บจากเลือดในสายสะดือ

การนำไปใช้พิจารณาจากรหัสเนื้อเยื่อซึ่ง

  • ถ้าเก็บจากไขกระดูกหรือกระแสโลหิต ต้องถูกต้องตรงกันทั้ง 6 จุด
  • แต่ถ้าเก็บจากรก ต่างกัน 2 จุดก็ยังใช้ได้
  • นอกจากนี้ พี่น้องที่คลานตามกันมา มีโอกาสที่จะสามารถนำสเตมเซลล์ของพี่หรือน้อง

ไปใช้ได้ถึง 1 ใน 4 หรือ 25%

เพราะอะไร?จึงควรเก็บสเต็มเซลล์ไว้

จากการวิจัยพบว่า โอกาสในการใช้สำหรับ...

ผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี : 1 ใน 2,703 คน

ผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป : 1 ใน 400 คน

การเก็บรักษาสเต็มเซลล์ : เก็บในอุณหภูมิ -126 C ดังนั้น จึงไม่มีวันหมดอายุ

ท้ายที่สุดเรื่องสำคัญ คือ การคิดสตางค์นะครับ...

ปัจจุบันมีหลายรายแต่นี่คือตัวอย่างราคาของเจ้าหนึ่ง คงจะสามารถนำไปเทียบเคียงได้

ท้ายสุดของการพรีเซ้นท์ ผู้บรรยายสรุปได้อย่างน่าคิดว่า...

" .....few things as tragic than knowing that there is a cure but having no access to fit......"

โดย ฟ้ามิอาจกั้นขวาง

 

กลับไปที่ www.oknation.net