วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โลกตะลึง...เด็กหญิงอายุ 7 ปี เรียนรู้วิธีการปรองดองจนสำเร็จ...อย่างยั่งยืน


การศึกษาแบบนีโอฮิวแมนนิส
Neo-Humanist Education

ความ เป็นมา
จุดเริ่มของแนวคิดนี้มาจากโยคีชาวอินเดียผู้ยิ่งใหญ่ พี.อาร์.ซาร์การ์ (P.R.Sarkar)
ที่นำศาสตร์ทางตะวันออกกับความทันสมัยแบบตะวันตกมาผสมผสานเข้าด้วยกัน

เช่น มีการให้เด็กๆฝึกสมาธิ ทำโยคะ ขณะเดียวกันก็ใช้เสียงเพลงและวิธีการสอนใหม่ๆรวมเข้าไปด้วย โดยให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนในเด็กเล็กว่า
“กิ่งไผ่อ่อนสามารถจะถูกดัดหรือปรับให้อยู่ในรูปแบบใดก็ได้ ส่วนกิ่งไผ่แก่จะต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด ในการดัดหรือปรับให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสม ซึ่งก็อาจหักหรือเสียหายโดยง่าย นี่คือเหตุผลสำคัญที่เราควรให้ความสนใจการศึกษาระดับอนุบาลยิ่งกว่าการศึกษา ระดับใดๆทั้งสิ้น”

หลักการ
สิ่งแวดล้อมและการศึกษาในวัยต้นๆของ ชีวิต มีอิทธิพลเป็นอย่างยิ่งต่อความเฉลียวฉลาด คุณธรรมและความสุขของคนเรา
โดย เชื่อว่าความเก่ง ความฉลาด ซึ่งเป็นศักยภาพที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ แต่มนุษย์ดีงศักยภาพดังกล่าวออกมาใช้แค่ 5-10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และเชื่อว่าความเป็นคนที่สมบูรณ์นั้นเกิดจากศักยภาพที่สำคัญ 4 ด้านคือ

1. ร่างกาย (PHYSICAL) จะต้องแข็งแรง
2. จิตใจ (MENTAL) ถ้ารูปร่างดีแข็งแรง แต่จิตใจไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้ ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ก็ไม่มีประโยชน์
3. ความมีน้ำใจ (SPIRITUAL) มีความรักให้กับคนอื่นในวงกว้าง ช่วยเหลือคนอื่นโดยที่ไม่หวังผลตอบแทน มีความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ มีใจที่เปิดกว้าง
4. วิชาการ (ACADEMIC) ถ้าเราไม่มีวิชาการ ไม่มีความรู้ก็ไม่มีทางที่เราจะมีอะไรมาบำรุงตัวเอง

ทั้ง 4 ด้านคือหลักการสู่ความเป็นคนที่สมบูรณ์ การศึกษาที่ดีจะต้องจัดให้ครบทั้งหมดนี้
กระบวนการ

เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายความเป็นคนที่สมบูรณ์ กิจกรรมที่ทำในโรงเรียนนีโอฮิวแมนนิสจะต้องสอดคล้องกับหลัก 4 ข้อ คือ คลื่นสมองต่ำ การประสานของเซลล์สมอง ภาพพจน์ต่อตัวเอง และการให้ความรัก ซึ่งต้องไปด้วยกัน เด็กจึงจะไปในทิศทางที่ดี

1. คลื่นสมองต่ำ 
นักวิทยาศาสตร์ได้ประดิษฐ์เครื่องมือวัดคลื่นสมอง ซึ่งสามารถตรวจพบว่าประสิทธิภาพการทำงานของคนเราจะแปรเปลี่ยนไปตามคลื่นสมอง ที่เราส่ง ยิ่งต่ำลงมากเท่าไรจะยิ่งมีประสิทธิภาพดีมากขึ้นเท่านั้น เพราะเราจะมีความสงบทางจิตใจ อารมณ์ดี ใจเย็น มีความคิดสร้างสรรค์สูง เกิดสมาธิ จิตใจเป็นหนึ่งเดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วอกแวก

กิจกรรมจึงต้องสร้างให้เด็กเกิดภาวะคลื่นสมองต่ำมากที่สุด เช่น ก่อนเข้าห้องเรียน เด็กๆได้ฝึกทำโยคะ นั่งสมาธิ อันถือเป็นการเตรียมความพร้อมให้เขาเรียนหนังสือได้อย่างสบายใจ และมีความสุขในการรับรู้

โยคะและสมาธิ จะช่วยให้กล้ามเนื้อและประสาทผ่อนคลาย
ขณะเด็กทำโยคะ จิตใจเขาจะเป็นหนึ่งเดียว เรื่องอะไรที่วุ่นวายจะค่อยสงบลงๆ การเล่านิทาน การกอด เสียงเพลง และท่าที คำพูดจากคนรอบข้าง ก็มีส่วนทำให้คลื่นสมองต่ำได้เช่นเดียวกัน ถ้าเด็กอยู่ใกล้คนคลื่นสมองต่ำ เขาก็จะต่ำด้วย แต่ถ้าใกล้คนที่คลื่นสมองสูง อารมณ์เขาก็พลอยรุนแรงสูงตามไปด้วย ดังนั้น บทบาทของครูจึงเป็นเรื่องสำคัญ ครูต้องอารมณ์เย็น ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาไพเราะ พูดให้กำลังใจ และไม่พูดในแง่ลบ

อาหารการกินก็มีส่วนต่อคลื่นสมองของคนเราด้วยเช่นกัน ยิ่งถ้าเป็นอาหารธรรมชาติมากเท่าไหร่ จะยิ่งส่งผลดีมากเท่านั้น อาหารที่โรงเรียนจึงเป็นแบบกึ่งมังสวิรัติ ไม่กินเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น หมู เนื้อ แต่กินเนื้อสัตว์เล็กตั้งแต่ไก่ลงมา เน้นผ้ก ผลไม้ นม และดื่มน้ำมากๆ

2.การประสานของเซลล์สมอง 
เราเคยเชื่อว่าความฉลาดมาจากพันธุกรรม พ่อเก่ง แม่เก่ง ลูกจะออกมาเก่ง
แต่นีโอฮิวแมนนิสมีความเห็นต่างออกไปจากนั้น โดยเชื่อว่าความฉลาดสามารถฝึกฝนกันได้ ไม่ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ แต่ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า ว่าได้มีส่วนช่วยทำให้เซลล์สมองประสานกันมากน้อยแค่ไหน

การที่คนไหนจะฉลาดหรือไม่ฉลาด เกิดจากเซลล์สมองประสานเข้าด้วยกันหรือที่เรียกว่าเซลล์ประสานประสาท ถ้าใครมีมากๆคนนั้นจะฉลาด เรียนรู้เรื่องต่างๆได้เร็ว อย่างเรามีเพื่อน ทำไมบางคนอ่านหนังสือสิบนาที จำได้หมด แล้วเรากลับจำไม่ได้

มีการค้นพบว่าเซลล์ประสานประสาทจะขยายตัวได้ดี เมื่อมือกับเท้าของเราทำงานมาก เพราะปลายประสาทจะอยู่ตรงส่วนนี้มาก ฉะนั้นในแนวคิดนี้จึงให้เด็กเรียนๆเล่นๆ เรียนก็จริงแต่ต้องได้เคลื่อนไหวด้วย ดังนั้นกิจกรรมจึงมุ่งให้เด็กได้ออกนอกห้อง ได้ปีนป่าย ได้วิ่งเล่น เพื่อให้มือกับเท้าทำงานมากที่สุด

นีโอฮิวแมนนิสจะไม่เชื่อเรื่องให้เด็กเรียนอย่างเดียว หรือเล่นอย่างเดียว เพราะในช่วง 3-6 ปี จะเป็นช่วงที่สมองของคนเราเจริญเติบโตมากที่สุด ถ้าไม่ให้เรียนเสียเลย แล้วมาเรียนตอน 7-8 ขวบจะยิ่งช้าไป ดังนั้นจึงต้องเรียนบ้างโดยกระจายให้เหมาะสม และใช้วิธีการที่จูงใจให้เด็กเรียนรู้ด้วยคลื่นอัลฟาหรือคลื่นสมองต่ำมากที่สุด

ส่วนวิธีการสอนแม้เป็นนามธรรม แต่ก็มีวิธีจูงใจอย่างมีระบบจากรูปธรรมง่ายๆ ไปสู่สิ่งที่เป็นรูปธรรมยากๆ แล้วจึงค่อยไปสู่นามธรรมโดยที่เด็กแทบจะไม่รู้ตัวเลย

เช่น แทนที่เด็กจะต้องท่องตัวอักษรต่างๆ เขาก็จะรู้จักเจ้าตัวพวกนี้ผ่านเกม โดยวิ่งไปตามพื้นห้องให้เป็นรูปตัวอักษร ทำตัวเองให้เป็นรูปนั้น หรือเล่นเกมบัตรคำสนุกๆ และแทนที่จะต้องหลับหูหลับตาท่องตัวเลขมากมายอย่างไร้ความหมาย พวกเขาก็จะได้เรียนรู้การใช้จากของจริงเช่น นับตัวเลขจากลูกปัดหอยหรือผลไม้ ถ้าหากจะเรียนสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ครูก็จะพาพวกเขาไปสัมผัสกับประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน อาจพาไปดูปลาในบ่อ พาไปรู้จักสัญญาณไฟจราจรริมถนน เป็นต้น

3. ภาพพจน์ของตัวเอง (SELF CONCEPT) 
ความรู้สึกที่คนเรามีต่อตัวเรา ตามหลักจิตวิทยาสมัยใหม่พบว่าความรู้สึกที่มีต่อตัวเราจะส่งผลไปถึงความ รู้สึกที่เรามีต่อคนอื่นด้วย ถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เรื่อง เราก็จะไม่เชื่อมั่นคนอื่น

ความรู้สึกที่มาจากตัวเรามันมาจากประสาทสัมผัสทั้งห้าที่เป็นตัวบันทึก โดยเฉพาะทางตากับทางหูเป็นเรื่องของจิตใต้สำนีก ซึ่งวัยเด็กเป็นวัยที่รับรู้สูงที่สุด ถ้าจิตใต้สำนึกบันทึกไว้แต่เรื่องด้านลบ ได้ยินคนรอบข้างพูดเรื่อยๆว่าไม่เก่ง ซน เด็กเติบโตขึ้นก็จะกลายเป็นคนที่ไม่เก่ง ซน ซุ่มซ่าม เมื่อภาพพจน์ที่มีต่อตัวเองเป็นลบ พฤติกรรมที่ออกมาก็จะเป็นลบด้วย

ดังนั้นบทบาทของครูจึงเป็นเรื่องสำคัญ (กรณีเดียวกับเรื่องคลื่นสมองต่ำ) เชื่อว่าพฤติกรรมของครูคือบทเรียนที่ดีที่สุดของเด็ก เช่น ถ้าครูไม่กินผัก เด็กก็จะไม่กินผัก ถ้าครูพูดจาไพเราะ เด็กก็จะพูดจาไพเราะ แนวคิดนี้ไม่เชื่อว่าทำอย่างที่ครูสอน แต่อย่าทำอย่างที่ครูทำ

ดังนั้นคนที่เป็นครูที่ดีจึงต้องสมบูรณ์พร้อมทั้งพฤติกรรมส่วนตัวและเทคนิค การสอนด้วย เด็กจึงจะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ

4.การให้ความรัก เปรียบเสมือนกับแก้วน้ำ

ถ้าความรักของเด็กคนนั้นเต็ม มันย่อมไหลเผื่อแผ่ไปถึงผู้อื่น ตรงกันข้าม ถ้าความรักของเขามีเพียงค่อนแก้ว เขาย่อมเรียกร้องต้องการการแสดงออกซึ่งความรักแก่เด็กที่จะทำให้เขาได้รับ ความรักล้นเต็ม

วิธีที่จะได้ความรัก

1. รอยยิ้ม ตามหลักจิตวิทยา การยิ้มคือการยอมรับในความเป็นมนุษย์

2. คำชม การนำเอาข้อดีมาพูด

3. การสัมผัส ในเด็กวัย 3-6 ขวบต้องการสิ่งนี้มาก
นักจิตวิทยาบอกว่า คนเราต้องการการสัมผัสอย่างน้อยวันละ 4 ครั้ง
เพื่อการมีชีวิตรอด 8 ครั้งเพื่อการมีชีวิตอยู่อย่างปกติ
และ 14 ครั้งเพื่อการมีชีวิตอย่างมีความสุข

ถ้าไม่ได้รับเลยเขาจะอารมณ์ไม่ดี หงุดหงิด ดังนั้นในโรงเรียนนีโอฮิวแมนนิส ครูจึงกอดเด็กหลังเช็กชื่อในตอนเช้าเสมอ

โดย รศ.ดร.เกียรติวรรณ อมาตยกุล ภาควิชาการศึกษานอกโรงเรียน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


วันนี้เป็นวันเปิดเทอมของลูกสาวผม น้องอิ่มเอม ปีนี้น้องอิ่มเอมขึ้นชั้น

ป.2อิ่มเอมเรียนอยู่ที่โรงเรียนอมาตยกุล ซึ่งเป็นโรงเรียนทางเลือกใช้

หลักสูตร นีโฮฮิวแมนนิส ซึ่งผมได้คัดลอกบางส่วนมาไว้ข้างต้นแล้ววันนี้

ผมได้เห็นพัฒนาการการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างของอิ่มเอมตลอดระยะ

เวลา 1 ปีที่ผ่านมาที่ศึกษษที่โรงเรียนแห่งนี้ เรื่องแรกที่จะแบ่งปันกันใน

เอนทรี่นี้คือเรื่อง เพื่อน

เมื่อปีที่แล้วอิ่มเอมเป็นเด็กใหม่เข้ามาเรียนที่นี่ช่วง 3 อาทิตย์แรกอิ่มเอม

จะกลับมาเล่าเรื่องเพื่อนให้ฟังอยู๋คนหนึ่งทุกวันเพื่อนคนนี้ชื่อ นิว มีนิสัย

ชอบสั่ง ชอบให้เพื่อนทำตามคำสั่ง เวลาใครไม่ทำตามก็จะให้เพื่อนใน

กลุ่มไม่เล่นกับคนๆนั้นซึ่งลูกสาวผมก้โดนเวลาถามถึงเพื่อนคนนี้ทีไรอิ่ม

เอมจะบอกว่าไม่ชอบเพื่อนคนนี้เอาเสียเลยเพราะเรื่องเพื่อนไม่เล่นด้วย

หรือกลัวเพื่อนไม่รักนี่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเด็กมากผู็ใหญ่อย่างเราๆอย่า

คิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยนะครับ ผมก็ได้แต่พยายามสอนลูกให้อดทนและ

พยายามเอาชนะใจ นิวให้ได้ จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมได้รับโทรศัพท์จาก

ทางโรงเรียนว่าลูกสาวผมวิ่งเล่นแล้วลื่นล้มศรีษะฟาดพื้นหัวโนนอนอยู่ที่

ห้องพักครู ผมและภรรยารีบขับรถไปโรงเรียนทันทีและภาพที่ผมเห็นคือ

มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั่งเอาน้ำแข็งประคบที่ศรีษะให้ลูกผมอยู่ซึ่งผมมา

ทราบจากลูกสาวว่าเด็กผู้หญิงคนนี้คือ นิวนั่นเอง หลังจากเหตุการณ์วัน

นั้นผ่านไปประมาณ 2 อาทิตย์ ผมก็ได้รับทราบจากลูกสาวว่าวันนี้อิ่มเอม

ได้นั่งเฝ้านิวที่ห้องพักครูเหมือนกันเนื่องจากนิวลื่นหกล้มปากแตก ซึ่ง

ตลอดเวลาที่สองคนนี้ใครเป็นอะไรที่โรงเรียนก็ตามก็จะเห็นอีกคนหนึ่ง

เฝ้าและดูแลเสมอ จนผมอดสงสัยไม่ได้จึงถามลูกสาวว่าลูกเลิกไม่ชอบ

นิวแล้วเหรอ ลูกสาวผมตอบว่า  หนูกับนิวรักกันจะตาย 

ล่าสุดก่อนเปิดเทอม มีโทรศัพท์เข้ามาที่มือถือผม พอรับสายเสียงปลาย

ทางเป็นเสียงเด็กผู้หญิง ขอสายจะพูดคุยกับ อิ่มเอม ลูกสาวผม 

ถึงรู้ว่านิวโทรมา และลูกสาวผมเธอก็ไปหลบมุุุมคุยกับเพื่อนเธอ ผมมอง

หน้าภรรยาและบอกเธอว่า เด็ก 7 ขวบ รู้จักหาที่หลบมุุมคุยโทรศัพท์

แล้วหรือ

ปัจจุบัน อิ่มเอมเป็ฯเพื่อนรักและเพื่อนสนิทกับ นิว ไปเสียแล้ว ซึ่งที่ผม

ยกตัวอย่างมานี้เพราะผมชื่นชมการที่ครูประจำชั้นรู้จักหาวิธีให้เด็กรักกัน

ใครไม่ถูกกับใครไม่กินเส้นกับใครก็หาวิธ๊ให้คนเหล่านั้นเข้าใกล้กันไม่

ทางใดก็ทางหนึ่งจนเด็กเกิดความผูกพันและรักกันในที่สุด ปัจจุบัน เด็ก

สองคนนี้รักกันมากครับไม่เหลือร่องรอยที่ว่าไม่ชอบให้เห็นเลย

ผมเคยเห็นวิธีการแก้ปัญหาทำนองนี้จากโรงเรียนอื่นๆคือแยกเด็กที่ไม่

ถูกกันไม่ให้เล่นด้วยกัน ครูเหล่านั้นเขาอาจจะลืมนึกไปว่าถ้าทำอย่างนั้น

เด็กจะมีความรู็สึกว่าไม่ถูกกันไปจนกระทั่งเรียนจบอีกเป็น 10 ปีแต่การ

ทำให้เด็กรักกันมันเป็นทั้งศาสตร์และศิลบ์มากๆๆเลยที่เดียว

ยังมีอีกหลายเรื่องที่อิ่มเอมได้จากโรงเรียนนี้ วันนี้ขออนุญาตแบ่งปัน

เท่านี้ก่อบครันนะครับไว้จะมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับอิ่มเอมและสิ่งที่ได้รับอีก

ในกาลต่อไป

                                                    ด้วยรักจากใจ

                                                       ครูอ๊อฟ

                                                    18.MAY2012

โดย ครูอ๊อฟ

 

กลับไปที่ www.oknation.net