วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ดอกฝิ่นบาน-ยาบ้าเบอะที่สามเหลี่ยมทองคำ


     

องค์การควบคุมยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ประเมินสถานการณ์ว่ายา บ้าที่ผลิตในพม่าได้ถูกลักลอบขนเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้นจาก 800 กว่าล้านเม็ดในปี 2009 เป็นมากกว่า 1,000 ล้านเม็ดในปี 2010 และมากกว่า 1,400 ล้านเม็ดในปี 2011 ทั้งยังได้คาดหมายด้วยว่าสำหรับในปี 2012 นี้ปริมาณยาบ้าที่ผลิตในพม่าจะไหลทะลักเข้ามาในไทยมากกว่า 1,600 ล้านเม็ดอีกด้วย


โดยสถานการณ์อย่างเดียวกันนี้ก็ได้เกิดขึ้นทั้งในลาวและจีนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าทั้งลาวและจีนนั้นต่างก็สามารถทำการจับกุมนักค้าและยึดยาบ้าของกลางได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างในกรณีของจีนนั้นถึงกับสามารถยึดยาบ้าที่ลักลอบขนจากพม่าเข้าไปในจีนได้เพิ่มขึ้นเกินกว่า 8 เท่าในช่วง 4 ปีมานี้ ซึ่งก็คือเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 6 ล้านเม็ดในปี 2008 เป็นมากกว่า 48 ล้านเม็ดในปี 2011


ส่วนในลาวนั้นก็ปรากฏว่าคณะกรรมการกวดกา(ตรวจตรา)และควบคุมยาเสพติดแห่งชาติสามารถยึดยาบ้าได้เพิ่มขึ้นจาก 1.23 ล้านเม็ดในปี 2008 เป็นมากกว่า 25 ล้านเม็ดในปี 2011 ซึ่งก็คิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นเกินกว่า 2,000% เลยทีเดียว ในขณะที่ทางการพม่าก็ได้เผาทำลายยาบ้าคิดเป็นมูลค่ากว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


ซึ่งด้วยสถานการณ์ดังกล่าวนี้ จึงทำให้ UNODC คาดการณ์ว่าในตลอดปี 2012 จะมีการลักลอบผลิตยาบ้าในพม่ามากกว่า 2,000 ล้านเม็ดอย่างแน่นอน โดยประเทศที่เป็นทั้งตลาดรองรับ ทางผ่านและก็แหล่งกระจายยาบ้าเหล่านี้ไปสู่ประเทศที่สามด้วยนั้น ก็คือไทย จีน และลาวนั่นเอง


ส่วนสถานการณ์ในด้านของการลักลอบปลูกฝิ่นนั้นก็ปรากฏว่าพม่ายังคงเป็นประเทศที่มีการลักลอบปลูกฝิ่นมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ในขณะที่ลาวนั้น ก็ยังนับเป็นประเทศอันดับที่ 3 ที่ยังมีการลักลอบปลูกฝิ่นมากที่สุด ทั้งก็ยังนับเป็นประเทศที่มีการลักลอบปลูกฝิ่นเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยที่สูงที่สุดในโลกในช่วง 3 ปีมานี้อีกด้วย และในไทยนั้น ถึงแม้ว่าจะสามารถลดพื้นที่ปลูกฝิ่นลงได้มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับทั้งพม่าและลาวที่อยู่ในเขตสามเหลี่ยมทองคำด้วยกันก็ตาม แต่การลักลอบปลูกฝิ่นก็เพิ่มขึ้นในระดับที่สูงเช่นเดียวกันในระยะ 5 ปีมานี้


กล่าวสำหรับการสำรวจในลาวนั้น พบว่าพื้นที่ลักลอบปลูกฝิ่นได้เพิ่มจาก 1,500 เฮกตาร์ (6.25 ไร่เท่า กับ 1 เฮกตาร์) ในปี 2007 เป็น 3,000 เฮกตาร์ในปี 2010 และเกินกว่า 4,000 เฮกตาร์ในปี 2011 หรือคิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นมากถึง 270% เลยทีเดียว ซึ่งถ้าหากว่าสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปก็เชื่อได้เลยว่าพื้นที่ลักลอบปลูกฝิ่นในลาวนั้นจะสามารถขยายได้กว้างกว่า 10,000 เฮกตาร์ภายในปี 2015 ซึ่งเป็นปีเป้าหมายที่อาเซียนทั้ง 10 ประเทศ (รวมถึงพม่า ลาวและไทยด้วย) จะทำให้ทั้งภูมิภาคปลอดจากยาเสพติดอย่างสิ้นเชิงนั่นเอง


โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีการลักลอบปลูกฝิ่นในลาวเพิ่มขึ้นนั้น ก็คือปัญหาความยากจนของคนลาวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลก ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของ สุบัน สะลิดทิลาด ประธานคณะกรรมการควบคุมและกวดกายาเสพติดแห่งชาติลาวที่ได้ให้การยืนยันว่านอกจากปัญหาความยากจนของประชาชนลาวแล้วยังมีสาเหตุมาจากความช่วยเหลือจากต่างประเทศที่ต่ำกว่าความต้องการที่เป็นจริง และในขณะเดียวกันราคาฝิ่นนั้นกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


“ในซุมปีม่อๆมานี้เนื้อที่ปลูกฝิ่นก็ได้มีการเพิ่มขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่นโครงการให้การช่วยเหลือเพื่อแก้ไขความทุกข์ยากของประชาชนลาวภายหลังจากการลบล้างการปลูกฝิ่นนั้นกะบ่ได้ตามคาดหมาย ฉะนั้น จึงมีการลักลอบปลูกฝิ่นคืนใหม่ ส่วนจำนวนผู้ติดยาฝิ่นนั้นพวกเขาเจ้าก็ยังต้องการยาฝิ่นเพื่อบริโภคประจำวันอยู่ และราคาฝิ่นดิบก็เพิ่มขึ้นอย่างหลวงหลาย”


ในปัจจุบันนี้มีประชาชนลาวที่ยังสูบฝิ่นอยู่มากกว่า 15,000 คนและในขณะเดียวกันก็มีเยาวชนลาวอีกนับแสนคนที่เสพยาบ้า ส่วนการลักลอบปลูกฝิ่นนั้นก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงแม้ว่ารัฐบาลลาวจะได้ประกาศให้ลาวเป็นประเทศที่ปลอดจากการปลูกฝิ่นอย่างสิ้นเชิง นับตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมาแล้วก็ ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วก็ยังคงไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างสัมฤทธิ์ผลเลย


ทั้งนี้โดยทางการลาวคาดหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศไม่น้อยกว่า 60 ล้านดอลลาร์ สหรัฐต่อปี สำหรับใช้ในโครงการพัฒนาต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชนลาวในเขตที่เคยปลูกฝิ่นในช่วงปี 2006-2015 แต่ก็ผิดคาดเมื่อปรากฏว่าต่างชาติได้ให้ความช่วยเหลือเพียงไม่ถึง 1 ใน 3 ของความคาดหวังดังกล่าวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ประชาชนลาวในพื้นที่ที่เคยเข้าร่วมโครง การเลิกปลูกฝิ่นนับจากปี 2006 เป็นต้นมานั้นได้เริ่มหวนกลับมาทำการปลูกฝิ่นอีกครั้ง เนื่องจากว่าไม่ได้รับผลประโยชน์อันใดเลยจากการยอมละเลิกจากการปลูกฝิ่นนั่นเอง


นอกจากนั้น UNODC ยังได้ระบุด้วยว่าลาวเป็นประเทศหนึ่งที่มีสถานะเป็นทั้งแหล่งผลิต เขตทางผ่านและตลาดรองรับยาเสพติดด้วย ซึ่งก็คือในขณะที่ยังคงมีการลักลอบปลูกฝิ่นอยู่ในเขตแขวงภาคเหนือนั้นก็ยังทำให้มีคนลาวเสพฝิ่นอยู่เรื่อยมา ส่วนการเป็นทางผ่านของยาเสพติดนั้นก็ยังทำให้คนลาวต้องตกเป็นทาสของยาเสพติดชนิดใหม่ๆ เช่น ยาบ้าและยาไอซ์เพิ่มมากขึ้นอย่างน่าเป็นห่วงอีกด้วย


โดยถึงแม้ว่าทางการลาวจะได้ให้การยืนยันตลอดมาว่า “ไม่มีการผลิตยาบ้า” และยาเสพติดชนิดอื่นๆ (เช่นเฮโรอินและยาไอซ์) นอกจากการลักลอบปลูกฝิ่นและกัญชาเท่านั้นก็ตาม แต่ว่ากระทรวงป้องกันความสงบภายในของลาวสามารถยึดยาบ้าจำนวน 21 ล้าน 8 แสนกว่าเม็ดหรือคิดเป็นน้ำหนักรวมถึง 2,183 กิโลกรัมได้จากนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ในนครเวียงจันทน์เมื่อปีก่อนนั้น ก็ทำให้เกิดการสงสัยสิ่งที่ทางการลาวได้ยืนยันมาโดยตลอดนั้นยังคงเป็นอยู่จริงหรือไม่


ส่วนในพม่านั้น การลักลอบปลูกฝิ่นที่เพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยที่เกินกว่า 20% ก็ได้เป็นผลทำให้เนื้อที่ปลูกฝิ่นเพิ่มขึ้นจาก 38,100 เฮกตาร์ในปี 2010 เป็นกว้างกว่า 45,000 เฮกตาร์ในปี 2011 โดยถึงแม้ว่าเนื้อ ที่ปลูกฝิ่นดังกล่าวจะลดลงมากกว่า 70% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 1990 ก็ตาม แต่ถึงกระนั้นก็ปรากฏว่าระดับประสิทธิภาพในการผลิตฝิ่นในพม่าได้เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 75% ซึ่งเมื่อประกอบกับการที่ราคาฝิ่นก็เพิ่มสูงขึ้นด้วยแล้ว จึงทำให้ผลผลิตฝิ่นในพม่าเพิ่มขึ้นจาก 580 ตันเป็นมากกว่า 685 ตันเพียงในช่วงข้ามปีเท่านั้น ซึ่งก็ทำให้นักค้ายาเสพติดในพม่ามีวัตถุดิบสำหรับนำมาเป็นส่วนประกอบในการผลิตยา บ้าได้มากขึ้นอีกด้วย


ยิ่งไปกว่านั้น การที่รัฐบาลทหารพม่าได้หันกลับมาดำเนินมาตรการกดดันทางทหารต่อกองกำลังของ ชนกลุ่มน้อยมากขึ้น ด้วยต้องการที่จะบีบบังคับให้กองกำลังของชนกลุ่มน้อยยอมสลายกองกำลังไปเป็นกำลังป้องกันชายแดนที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกองทัพพม่านั้น ก็นับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้มีการปลูกฝิ่นในพม่ามากขึ้นอีกต่างหาก


ทั้งนี้เพราะการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างกองกำลังของชนกลุ่มน้อยกับกองทัพพม่านั้น ย่อมจะทำ ให้ต้องมีการเสริมเขี้ยวเล็บด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ มากขึ้นด้วย และแหล่งที่มาของอาวุธเหล่านี้ของชนกลุ่มน้อยในพม่านั้น ก็คือการผลิตและส่งออกยาเสพติดมากขึ้น โดยพื้นที่หลักที่จะต้องรองรับ ยาเสพติดเหล่านี้ก็คือประเทศไทยนั่นเอง


ส่วนในไทย ถึงแม้ว่าจะมีเนื้อที่ลักลอบปลูกฝิ่นน้อยกว่าในลาวและพม่าคิดเป็นสัดส่วนถึง 20 กว่าเท่าและ 200 กว่าเท่าก็ตาม แต่เนื้อที่ลักลอบปลูกฝิ่นที่เพิ่มขึ้นจาก 211 เฮกตาร์ในปี 2009 เป็นพื้นที่กว้างกว่า 400 เฮกตาร์ในปี 2011 นั้นก็ทำให้นักค้ายาเสพติดมีผลผลิตฝิ่นสำหรับนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตยาบ้าเพิ่มขึ้นอีกกว่า 6 ตัน ซึ่งก็ถือเป็นประสิทธิภาพในการเพิ่มผลผลิตฝิ่นได้ไม่น้อยเช่นกัน


แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ก็คือผลผลิตฝิ่นในเขตสามเหลี่ยมทองคำในระดับดังกล่าวนี้มันเพียงพอสำหรับการนำไปเป็นส่วนประกอบในการผลิตยาบ้าได้ในปริมาณนับเป็นพันๆ ล้านเม็ดที่สามารถสร้างรายได้ให้กับบรรดานักค้ายาบ้าทั้งหลายได้มากกว่า 3 แสนล้านบาทในปีที่แล้ว และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ซึ่งนั่นก็มิใช่ว่าเป็นเพราะการผลิตยาบ้าที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพราะการที่ขบวนการค้ายาเสพติดนั้นสามารถขยายอุปสงค์หรือเสริมสร้างตลาดรองรับยาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง


สถานการณ์เช่นนี้นับว่าตรงข้ามกับทางฝ่ายปราบปรามยาเสพติดอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้โดยถึงแม้ว่าทั้งจีน พม่า ลาวและไทยนั้นจะสามารถจับกุมคุมขังเหล่านักค้ายา และยึดยาเสพติดได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม อย่างเช่นทางการไทยสามารถจับกุมนักค้ายาเสพติดได้เพิ่มขึ้นจาก 84,956 คนในปี 2008 เป็นมากกว่า 161,000 คนในปี 2011 นั้นก็มิได้หมายความว่าจะทำให้จำนวนผู้ใช้ยาเสพติดลดลงแต่อย่างใด ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าการปราบปรามในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น ส่วนต้นเหตุแห่งปัญหา กล่าวคือการเพิ่มจำนวนผู้ใช้ยาเสพติดนั้นกลับยังคงถูกปล่อยปละละเลยให้บรรดานักค้ายาเสพติดทั้งหลายนั้นสามารถที่จะขยายตลาดรองรับยาเสพติดของพวกตนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งต่อไป


โดยกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด (ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหลายก็น่าจะรู้ดี) ก็คือสถานบันเทิงครบวงจรที่ตั้งเรียงรายและล้อมรอบสถาบันการศึกษาแทบทั้งสิ้น ส่วนสื่อโฆษณาแทบจะทุกช่องทางนั้นก็มีแต่สิ่งปลุกเร้าให้เยาวชนหลงมัวเมาในวัตถุนิยมจนลืมคุณค่าของความเป็นคนไปอย่างสิ้นเชิง


ดังนั้น จึงมิใช่เรื่องแปลกที่พระสงฆ์ในวัดก็ยังขายและเสพยาบ้า ส่วนนักโทษในเรือนจำก็ยังสามารถที่จะค้ายาบ้าได้อย่างเสรี ในขณะที่นักการเมืองก็ยังคงบ่มเพาะสายเลือดโกงต่อกันไปเป็นรุ่นๆ........

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net