วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เดินเดี่ยว "เที่ยวน่าน" :: "ชุธาตุ..... เมืองน่าน" ฮูบแต้ม "กระซิบรักบันลือโลก" จิตกรรมฝาผนังที่วัดภูมินทร์


จากเอนทรี่ เดินเดี่ยว...เที่ยวน่าน เอนทรี่ที่แล้ว ที่อ้างถึงภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามแห่งหนึ่งของประเทศให้เป็น Unseen Thailand ว่าอยู่ที่วัดภูมินทร์แห่งนี้ และเมื่อมาได้ชมก็เป็นจริงดังว่า ไอ้ครั้งจะลงนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ดูว่าจะไม่สะใจคนลง เลยขอรวบรวมมาจัดลงเป็นเอนทรี่เดี่ยว ๆ กันไปเลย

ภาพจิตรกรรมหรือที่เรียกกันว่า “ฮูบแต้ม” ในวัดภูมินทร์แห่งนี้ เป็นภาพนิทานชาดกในพุทธศาสนาแต่หากจะพิจารณารายละเอียดประกอบซึ่งเป็นการพูดถึงวิถีชีวิตของคนเมืองในสมัยนั้นแล้ว ก็มีภาพที่น่าสนใจอยู่หลายภาพ เช่น ภาพธรรมเนียมการอยู่ข่วง ของชาวไทลื้อ ซึ่งพ่อแม่จะอนุญาตให้หนุ่มสาวพบปะกันที่ชานบ้านในเวลาค่ำ ขณะที่หญิงสาวเจ้าของบ้านกำลังปั่นฝ้าย หรือ “อยู่ข่วง” ที่ชานบ้านนั่นเอง หากหญิงสาวเจ้าตกลงปลงใจให้ด้วยหนุ่มนั่น ก็จะจัดพิธีแต่งงาน หรือที่เรียกว่า “เอาคำ ไปป่องกั๋น” หรือ "เป็นทองแผ่นเดียวกัน"

ภาพการค้าขายแลกเปลี่ยนในชุมชน ชาวพื้นเมืองต่าง เช่น ภาพชาวเขา “เป๊อะ” ของป่าบนศรีษะ เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกับคนเมือง ภาพปู่ม่าน ย่าม่าน หรือ ที่เรารู้จักกันดีในชื่อของ "ภาพกระซิบรักบันลือโลก" ภาพนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่งามเป็นเยี่ยมของวัดภูมินทร์ มีการใช้สีแดง ฟ้าดำ น้ำตาลเข้มเป็นปื้นใหญ่ๆคล้ายภาพสมัยใหม่

ภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมืองน่าน หญิงสาวกำลังทอผ้าด้วยกี่พื้นเมือง ภาพ “ร้านน้ำ” ที่นอกชาน ซึ่งทำเป็นเรือนเล็ก ๆ ตั้งหม้อน้ำดินเผาที่เรียกว่า “ร้านน้ำ” ส่วนชายหนุ่มไว้ผมทรงหลักแจวหรือทรงมหาดไทย แสดงให้เห็นอิทธิพลตะวันตกที่เข้ามาผสมผสานในวิถีพื้นเมืองน่าน ภาพชาวต่างประเทศ ที่เข้ามาเมืองน่านช่วงรัชกาลที่ 5 ทรงผม และเครื่องแต่งกายของผู้หญิงเป็นรูปแบบเดียวกับที่กำลังเป็นที่นิยมในยุโรปขณะนั้น

สิ่งน่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือ บานประตูแกะสลักลึกเป็น 3 ชั้น บนไม้สักทองแผ่นเดียวขนาดใหญ่ ความหนาของไม้ประมาณ 4 นิ้วสลักเป็นลวดลายเครือเถา ที่ทั้งดอกและมีผลระย้า รวมทั้งสัตว์นานาชนิด ฝีมือช่างเมืองน่าน

ภาพต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่ยังมีสีสรรลวดลาย ความวิจิตรบรรจงราวกับไม่ได้ผ่านการเวลามาอย่างยาวนาน ภายในพระอุโบสถมิได้ห้ามการถ่ายภาพแต่อย่างใด เพียงแต่ขอให้ "งดใช้แฟลซ" เท่านั้น เพราะแสงจากแฟลซจะไปทำลาย "อินทรีย์วัตถุ" บางประเภทบนแผ่นภาพให้ได้รับการเสียหาย

สิ่งที่ฉันรู้สึกสะท้อนใจในการชมภาพจิตรกรรมแห่งนี้ ก็ไม่มีอะไรมาก เป็นเพียงภาพของคนไทยบางคนที่ไม่ได้คิดรักและหวงแหนสมบัติของตนเองไว้ให้ลูกหลาน จริงอยู่แม้นการกระทำดังกล่าวจะมิใช่การกระทำที่คอขาดบาดตาย แต่ก็ถือว่าเป็นการทำลายสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ

ชายต่างชาติคนหนึ่ง และหญิงไทย เข้ามาเที่ยวภายในพระอุโบสถที่มีป้ายห้ามการใช้แฟลซชัดเจน แต่ชายผู้นั่นยังคงถ่ายภาพด้วยการ "ใช้แฟลซ" ไปจนทั่ว ฉันพยายามสะกิดบอกสาวไทยที่ไปกับเขา แต่ไม่ได้รับการแยแส

มัคคุเทสน์น้อยที่อาศัยอยู่มุมหนึ่งของพระอุโบสถพวกเธอเหล่านั้นได้แต่มอง แต่ไม่มีใครออกปาก ทนไม่ไหวจริง ๆ ฉันจึงต้องเอ่ยปากบอกไป ชาวต่างชาติผู้นั่นมองฉัน มองสาวไทยที่ไปกับเขา และเดินออกไปจากพระอุโบสถ

ฉันไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาเพิ่งรู้ว่าห้ามใช้แฟลซจากการที่ฉันแจ้งให้ทราบ หรือเพราะเขาถ่ายภาพเสร็จหมดแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในพระอุโบสถมีสัญญลักษณ์การห้ามใช้แฟลซตั้งอยู่อย่างแจ่มแจ้ง

ฉันไม่รู้หรอกว่าสาวไทยผู้นั้น และบรรดามัคคุเทศน์น้อยที่ใช้พระอุโบสถเป็นที่ให้บริการนักท่องเที่ยวจะคิดอย่างไร ทำอย่างไร ฉันเพียงต้องการรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติไว้ให้นานที่สุดเท่านั้น

บ่อยครั้งที่เราทำเป็นทองไม่รู้ร้อน เพราะคิดว่ามันไม่เกี่ยวกับเรา ไม่ใช่เรืองของเรา ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว เรามีหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องดูแล และรักษาสมบัติของชาติเอาไว้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม อย่างไรก็ดี ฉันฝากข้อคิดเหล่านี้เอาไว้กับท่านที่ผ่านมาอ่านข้อความเหล่านี้

บางทีท่านอาจจะทำหน้าที่ในการรักษามรดกของชาติไว้ได้ดีกว่าฉัน รวมทั้งสอนลูกสอนหลานของท่านให้ภาคภูมิและหวงแหนในมรดกไทย และเก็บไว้ให้ลูกหลานสืบต่อไป

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

รวม Link "เดินเดี่ยวเที่ยวน่าน" เที่ยววัดในจังหวัดน่าน
http://www.oknation.net/blog/swongviggit/2012/05/19/entry-1

โดย สายลมที่ผ่านมา

 

กลับไปที่ www.oknation.net