วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นางสาว สวนผึ้ง


สวัสดีครับ   ผมไม่ได้เขียนอะไรมานานมาก  มากจนลืมว่าเรามีบล๊อกอยู่   หลายกิจกรรมที่พวกเราหมายถึงผมและเพื่อน พี่น้อง ในสายงานด้านการอนุรักษ์ ได้ลงมือทำ ปฏิบัติอย่างแท้จริง เหนื่อยจริง  ทุกอย่างมันคือความสุขครับ......

        บทความต่อจากนี้ไปเป็นบทความที่สะท้อนให้เห็นอีกมุมหนึ่งของสวนผึ้ง ที่อยากจะถ่ายทอดให้บุคคลที่สนใจเท่านั้น !   ยินดีสำหรับคำติชม

 

นางสาว สวนผึ้ง

เรื่องโดย.....กระโจม....

           “ไอ้หนู  ไอ้หนู  !  มาดูน้ำ  ให้ยายหน่อยซิ”  “ทำไมมันไม่ไหลว่ะ”   หญิงชราชาวกะเหรี่ยงเรียกให้หลานตัวน้อย มาช่วยดูท่อน้ำขนาด ๔ หุน   ซึ่งบัดนี้มีเพียงหยดน้ำใสๆ ที่ร่วงลงสู่ถังไม่กี่หยด

เด็กชายเดินมาดูด้วยความมึนงง  “  ไม่รู้เหมือนกันยาย   เมื่อเช้ามันยังไหลอยู่เลย”  หญิงชราไม่รอที่จะได้ฟังคำเด็กชาย  แต่แกกลับมองลงไปเบื้องล่าง  พื้นที่สุดลูกหูลูกตาที่ปูพื้นด้วยหญ้าเขียวขจี  ตัดกับฉากหลังที่เป็นภูเขาสีน้ำตาล  สิ่งก่อสร้างแต่ละหลังช่างดูงดงามเหลือเกิน   สายน้ำถูกพ่นออกมาเป็นจังหวะจากปลายหัวฉีด  สายตาของหญิงชราจับจ้องเหมือนดังต้องมนต์

           นี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสวนผึ้ง  ที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากคนในบางพื้นที่   ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่รอการเปิดเผยจากผู้ที่ได้รับผลกระทบ  มันแสดงให้ผมรู้สึกว่าสวนผึ้งเริ่มจะเปลี่ยนไป

           บทเพลงเรียกขวัญของชาวกะเหรี่ยง  เมื่อครั้งอดีตดังกังวานไปทั่วพื้นที่สวนผึ้ง  บทเพลงของกลุ่มคนที่ใช้พื้นดินแห่งนี้เป็นที่อยู่ที่กินมาหลายชั่วอายุคน  บรรยายถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่  ความเป็นมาและเป็นไปในรูปแบบต่างๆของเผ่าพันธุ์   ต้นผึ้งสูงตระหง่านตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านเต็มไปด้วยรวงผึ้งหลวงขนาดเล็กใหญ่  บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติในขณะนั้นได้อย่างดี

            เมื่อครั้งอดีตสมัยที่ผมยังพอจำความได้   พ่อแม่ทำงานอยู่ที่เหมืองแร่แห่งหนึ่งในสวนผึ้ง   ทุกๆเย็นวันศุกร์เขาจะต้องไปรับผมที่โรงเรียนในตัวอำเภอ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ใกล้ที่สุด  เส้นทางรถเป็นถนนลูกรังตลอดสายขึ้นเขาลงห้วย ห้วยมีประมาณสิบกว่าห้วยได้  สองข้างทางร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้  นานๆจะเจอรถสวนมาสักคัน  เจอบ้านสักหลัง  ส่วนมากก็จะเป็นของคนที่มาจับจอง  มาถางเอาเอง  บางพื้นที่ถ้าไม่มีการจับจองก็ปล่อยหญ้ารกสูง  พี่น้องหลายคนเล่าให้ผมฟังว่า ที่แถวนี้นะ ให้ฟรียังไม่เอาเลย แถมไอ้คนให้ยังจะโดนเตะอีก   แต่หารู้ไม่ว่าที่ที่หลายคนมองข้ามในยุคนั้นปัจจุบันไร่ละเป็นแสน  คุณว่าสวนผึ้งเปลี่ยนไหมหล่ะ…

             ผู้คนมากหน้าหลายตาเริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น หากไม่นับคนดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในสวนผึ้ง  ส่วนหนึ่งต้องยกให้เป็น นักท่องเที่ยวที่หลงใหลบางสิ่งบางอย่างในสวนผึ้ง  แต่อีกส่วนหนึ่งหนีไม่พ้นนักลงทุนที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ไม่ใช่จากคนสวนผึ้งแต่เป็นที่สวนผึ้ง   แน่นอนพวกเขาต้องมีเงิน  และต้องมีเงินมากพอที่จะเนรมิตที่ดินโล่งๆ(บางแปลงก็ไม่โล่ง)ให้กลายเป็นสถานที่ในฝันตามแต่จะจินตนาการ

              สวนผึ้งวันนี้สวยงามขึ้นทุกวันๆ ในด้านของวัตถุ  มีคนมาเยี่ยมเยียนไม่เว้นแต่ละวัน     หลายคน  หลายท่านเขาอยากให้สวนผึ้งโตเร็วๆ  ป้อนข้าวป้อนน้ำกันใหญ่  และก็หลายคน หลายท่านอีกนั้นแหล่ะ  อยากให้สวนผึ้งสวย  ชวนคนนั้นชวนคนนี้มาแต่งตัวให้สวนผึ้ง     ผมไม่แน่ใจว่า หลายคน หลายท่าน เหล่านี้ ไม่รู้จักหรือว่าลืมไปหรือเปล่าว่าสวนผึ้งเธอเป็นใคร

              ผมเคยคุยกับลุงคนหนึ่ง  ซึ่งแกก็เป็นคนสวนผึ้งโดยกำเนิดเหมือนกัน  ผมถามแกแบบๆเล่นๆ แต่กลับได้คำตอบที่น่าคิด        “ลุง  ลุงว่าถ้าบ้านเราไม่มีรีสอร์ท  ไม่มีฟาร์มแกะ  ไม่มีร้านขายเสื้อ  ไม่มี..  จะมีใครมาเที่ยวบ้านเรามั้ย”

                 “มีซีว่ะ” แกตอบทันควัน  “เมื่อก่อนไม่มีอะไรเขายังมาเที่ยวกันเลย    น้ำตกเก้าชั้นโน่น  คนนี้แน่นเลย   ไปดูที่แก่งส้มแมวซิ  คนนี้เพียบแทบไม่มีที่นั่ง”ลุงแกเสริม

                 “จริงเหรอลุง” ผมถามต่อ

                 “จริงซีว่ะ   เอ็งไม่รู้อะไร  คนเที่ยวหน่ะมันมีหลายแบบ บางคนชอบเที่ยวอย่างนั้น บางคนชอบเที่ยวอย่างนี้   คนที่เขาชอบเที่ยวตามธรรมชาติ   ดูน้ำบ้าง  ดูนกดูต้นไม้ ก็มีเยอะ   ไอ้ส่วนคนที่เขาชอบเที่ยวแบบไอ้ที่เอ็งว่ามันก็มีไม่น้อย  มันอยู่ที่เขาว่าจะเลือกชอบแบบไหน”

                   “ข้าว่าถ้าเอ็งถามว่า  ถ้าบ้านเราไม่มีป่า  ไม่มีต้นไม้  ไม่มีน้ำ  แล้วมีแต่ไอ้ที่เอ็งว่าเต็มไปหมด  จะมีใครมาบ้านเรามั้ย.....ข้าคงจะตอบยากว่ะ”

                    ปัจจุบันสวนผึ้งยังคงมีปัญหามากมายที่รอการแก้ไข............จากใครหล่ะ?  ถ้าไม่ใช่คนสวนผึ้ง

ไม่มีการพูดถึงในวงกว้างซักเท่าไหร่เกี่ยวกับ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ   การบุกรุก  การลักลอบทำลายทรัพยากรในบางพื้นที่  การพูดถึงอาจนำพาความไม่ปลอดภัยมาถึงตัวได้  ปัญหาคงกล่าวโทษใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้เพราะคนที่ไปเป็น  ด้ามมีด  ด้ามจอบ  ด้ามเสียมให้เขาก็คือ......คนสวนผึ้งนั้นเอง !

น้ำ  เป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิตของทุกสรรพสิ่ง    คนสวนผึ้งก็เช่นเดียวกัน    เริ่มมีบางพื้นที่ของสวนผึ้งที่น้ำไม่พอใช้ เกิดการกระทบกระทั้งกันระหว่างผู้ใช้น้ำของสองหมู่บ้าน

ปัญหาขยะมูลฝอยก็พอเริ่มส่งกลิ่นเล็กน้อย  สังเกตได้จากการเพิ่มเที่ยวของรถเก็บขยะจากปรกติ ๑ครั้ง/สัปดาห์  เป็น๓ครั้ง/สัปดาห์   ยังดีที่สวนผึ้งมีสถานที่รับซื้อของเก่ามากมายแต่ไม่แน่ใจว่าจะแยกขยะเป็นกันหรือเปล่า   สถานที่ทิ้งขยะอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง...ใช่  วันนี้พวกเขายังยินดี   แต่วันข้างหน้าไม่มีใครรู้

                    บทเพลงพื้นเมืองยังคงถูกขับขานในช่วงของเทศกาลเดือนเก้า  พุ่ง และ พึ่ย  ไม่กี่คนช่วยกันประสานเสียงเพื่อถ่ายทอดให้กับลูกๆหลานๆ รุ่นแล้ว..รุ่นเล่า  รุ่นแล้ว........รุ่นเล่า     

                   คำถามเหล่านี้ผมอยากจะถ่ายทอดให้คนสวนผึ้งหาคำตอบร่วมกัน  จากนี้ไปวิถีชีวิตของคนสวนผึ้งจะเป็นอย่างไร  สวนผึ้งจะสวยงามไปในทิศทางใด    และคนสวนผึ้งจะดูแลสิ่งที่มีค่าที่สุดของตนเองไว้ได้หรือไม่..?

              .......?????........

.....หรือจะให้คนอื่นมาดูแล....?

                ........................................................................................

* พุ่ง  แปลว่า ปู่ , ตา      พึ่ย  แปลว่า  ย่า , ยาย

โดย กระโจม

 

กลับไปที่ www.oknation.net