วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บดินทร์เดชา ฤา...เงินคือผู้มีอุปการคุณ


“บดินทร์เดชา”    ฤา...เงินคือผู้มีอุปการคุณ


.................................................

“...ถ้าครูไม่ห่วงประโยชน์ที่ควรจะห่วง  หันไปห่วงอำนาจ ห่วงตำแหน่ง ห่วงสิทธิ์  และห่วงรายได้กันมากเข้า ๆ แล้ว จะเอาจิตเอาใจที่ไหน มาห่วงความรู้  ความดี ความเจริญของเด็ก ความห่วงในสิ่งเหล่านั้น ก็จะค่อยๆ บั่นทอนทำลายความเป็นครูไปจนหมดสิ้น  จะไม่มีอะไรดีเหลือไว้ พอที่ตัวเองจะภาคภูมิใจ หรือผูกใจใครไว้ได้ ความเป็นครูก็จะไม่มีค่าเหลืออยู่ให้เคารพบูชาอีกต่อไป...”

                                           พระราชดำรัส แก่ครูอาวุโส ในโอกาสเข้าเฝ้าฯ

                       ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันเสาร์ ที่ 21 ตุลาคม 2521

                    ที่ผมอัญเชิญพระราชดำรัสฯมาขึ้นต้นในครั้งนี้ และคงขอใช้ต่อไปอีกหลายครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อจะกระตุ้นต่อมสำนึกของครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งหลาย เน้นที่ผู้บริหารการศึกษาตั้งแต่ผู้อำนวยการโรงเรียนจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพราะคนเหล่านี้แหละที่เป็นตัวปัญหาและสร้างปัญหาให้กับการศึกษาอย่างตัวเป็นๆ

                    อดีตตำแหน่งครูใหญ่มีปัญหาน้อย พอเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนมีปัญหามาก  อดีตมีครูเป็นรัฐมนตรีศึกษามีปัญหาน้อย  พอพ่อค้ามาเป็นรัฐมนตรีศึกษามีปัญหามาก  ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะมันมีผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมมากมาย ผลประโยชน์ที่ว่าไม่ใช่คุณภาพการศึกษา แต่เป็นเรื่องของตำแหน่ง อำนาจ และเงินล้วนๆ  ยิ่งปฏิรูปการศึกษาก็ยิ่งเละเทะ เลอะเทอะมากยิ่งขึ้น

                    ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชา นี่บ่งบอกถึงความล้มเหลวของการศึกษาไทย เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า มีการเรียกรับเงินจากผู้ปกครองเด็กนักเรียน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ผู้ปกครองเค้ารู้กันว่ามีอยู่จริงทุกจังหวัด ทุกโรงเรียนดัง ที่สมัยนี้เรียกกันว่าโรงเรียนยอดนิยม แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่จะเอาผิดใครได้

                    ผมเองอยู่ในวงการศึกษามานาน อย่างน้อยก็ก่อนที่จะมีพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่อัญเชิญมาขึ้นต้นหัวเรื่อง  42 ปีในวงการศึกษา ทำให้ผมได้รู้เห็นสิ่งเหล่านี้ดี  ใช่ครับการรับนักเรียนมีระเบียบกฎหมาย มีกฎกระทรวง มีนโยบายเป็นกติกา เป็นแนวทางให้โรงเรียนถือปฏิบัติ แต่กติกา  80:20 นี้พึ่งออกมาไม่นานมานี้เอง ยกเลิกไปพักหนึ่งแล้วกลับมาใช้ใหม่  ออกมาเพื่ออะไรและทำไมต้องใช้

                    สมัยก่อน เมื่อเข้าเรียนตั้งแต่ชั้น ม. 1 แล้ว ก็อยู่ไปเรียนไปจนจบชั้น ม.6 แต่เพราะความอยากได้เงินของผู้อำนวยการโรงเรียนและเพราะอยากให้ลูกหลานผู้มีอำนาจได้เข้าเรียนบ้าง จึงเกิดนโยบาย 80 : 20 ขึ้น

 80 คือเลือกเด็กที่มีคะแนนเฉลี่ย (GPA) สูงให้อยู่ต่อ ส่วน 20 คือคัดเด็กที่คะแนนไม่ถึงออก เพื่อจะได้รับเด็กอื่นที่ไม่ใช่เด็กในโรงเรียน หรือจากผู้มีอุปการคุณเข้ามาแทน ซึ่งจะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ คำตอบอยู่ที่การสอบเข้าและยอดจำนวนเงินที่จะสนับสนุนให้กับกิจกรรมของโรงเรียนครับ ตรงนี้แหละที่ก่อให้เกิดปัญหา ถ้าพ่อแม่ไม่มีเงิน ก็ไม่ได้เรียน นี่หรือความเป็นธรรม นี่หรือคือจิตวิญญาณของความเป็นครู  มันคือกฏแห่งความอัปยศ กฎที่กลายเป็นกฏแห่งการอัปเปหิลูกศิษย์ที่เรียนหนังสือไม่เก่งให้ออกจากสังคม เพียงเพื่อต้องการเงินและให้โรงเรียนเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ว่าครูสอนดี สอนเก่ง หรือโรงเรียนยอดนิยมเหล่านี้กฎเค้านิยามไว้ว่า โรงเรียนมีหน้าที่สอนเด็กเรียนเก่ง ส่วนลูกศิษย์หัวทึบ แป้นปึก จะไปที่ไหน จะเป็นอย่างไร ก็ช่างหัวมันเช่นกระนั้นหรือ 

                หรือรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลนี้จงเกลียดจงชัง ก็เพราะมีการประกันโอกาส ประกันความเท่าเทียมกันทางการศึกษา และให้ยึดเด็กเป็นสำคัญ ใช่หรือไม่ 

                ผมทนกับการศึกษาน้ำเน่าอย่างนี้มานานแล้ว จึงขอชื่นชมเด็กบดินทรเดชากลุ่มนี้ ที่กล้าแสดงออก เนื่องจากยังมีเด็กอีกมากที่ถูกผู้ใหญ่เหล่านี้อ้างว่าทำเพื่อคุณภาพการศึกษา เพื่อความยุติธรรม แล้วรวมหัวกันออกกฎกติกามากดหัวจนไม่กล้าที่จะออกมาเรียกร้องอะไร  แต่ถ้าจะถามว่าการกระทำของเด็กกลุ่มนี้เป็นการกดดันไม่ยอมรับในกติกาที่ถูกต้องหรือไม่ ยอมรับว่าใช่ แต่อะไรที่มันไม่ดี ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม ก็ควรแก้ไข ไม่ใช่ดันทุรัง เหมือนปฏิรูปการศึกษา ยิ่งปฏิรูป ก็ยิ่งถอยหลัง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเงิน แล้วอย่างนี้ลูกคนจนจะมีโอกาสและเท่าเทียมกันทางการศึกษาได้อย่างไร 

                ปัญหาที่ว่านี้ สังคมรับไม่ได้มานานแล้วและหยุดไประยะหนึ่ง จน   กระทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดช่องให้โรงเรียนรับเงินบริจาคหรืออีกนัยหนึ่งที่เรียกว่า“แป๊ะเจี๊ยะ”ได้   ทำให้ผู้อำนวยการโรงเรียนซึ่งคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ทำอย่างไรจะได้เงินมากๆ และทำอย่างไรจะให้ลูกหลานผู้มีอำนาจเข้ามาเรียนได้  คิดกันง่ายๆ ก็อาศัยกฏที่ไล่เด็กที่เรียนไม่เก่งออก 20 สิครับ แค่นี้ก็มีการวิ่งเต้นใช้เส้นสาย ยื่นข้อเสนอให้เป็นเงินทั้งในนอกรูปแบบมากมายแล้ว  นี่ถ้า 50:50  มันมิปั่นป่วนกันทั้งบ้านทั้งเมืองเลยเหรอ

                    ผู้อำนวยการโรงเรียนคงลืมไปแล้วว่า โรงเรียนเป็นสถานที่บ่มเพาะความดี สร้างคนดีคนเก่ง สอนคนไม่รู้ให้รู้  สอนคนไม่ดีให้เป็นคนดี  ครูคือแสงเทียนให้เด็กส่องเดินตามทางที่มืดมิดซึ่งเป็นอวิชชา  โดยเฉพาะเด็กที่เรียนไม่เก่ง หรือเด็กที่มีปัญหา ครูจะต้องช่วยดูแลเป็นพิเศษ ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการช่วยกันผลัก ช่วยกันถีบให้มันตกเหวตาย ทางออกที่เป็นวิธีแก้ปัญหาของบดินทรเดชาและโรงเรียนดังๆ ง่ายนิดเดียว “ยกเลิกนโยบาย 80 : 20 ” ซะ  ส่วนจะรับเด็กใหม่ก็ไม่ว่าถ้าโรงเรียนมีความพร้อม  จะรับเงินทองยังไงก็ว่ากันไป  เพราะว่ายุคนี้เป็นยุคทุนนิยม ทุกอย่างต้องเป็นเงิน 

                   ใช่สินะ ลืมไปว่า สมัยนี้รัฐบาลเค้าแต่งตั้งคนเป็นรัฐมนตรี ก็เพราะเป็นผู้มีอุปการคุณกับพรรค  เงินครับ เงินทั้งนั้น มิน่าครูเก่าๆ (แต่ไม่ยอมแก่ๆ) จนๆ อย่างผม บอกตรงๆ ว่าก็ไม่ต่างจากครูทั่วประเทศแหละครับ ที่ไม่เคยได้ยินชื่อ ไม่เคยรู้จักและไม่เคยได้ประจักษ์รับรู้คุณค่าของคนเป็นรัฐมนตรีมาก่อนเลย  เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้มาด้วยผลงานหรือคุณความดีทางการศึกษา  

         ถ้ารัฐคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เป็นความถูกต้องเหมาะสมแล้ว เด็กต่างหากผิด ผู้อำนวยการโรงเรียนก็จะแจ้งความจับลูกศิษย์ที่ทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง รัฐมนตรีก็จะแจ้งความจับผู้ปกครองที่หมิ่นประมาท ถ้าพวกที่รับผิดชอบต่อการศึกษาของประเทศนี้ คิดได้แค่นี้แบบนี้  ก็ถือว่าเป็นกรรมของคนไทย ประเทศไทย ที่ได้คนที่มีความคิดเลวๆ มาบริหารการศึกษา ถ้าประเทศชาติจะล่มจมเสียหาย ก็นับว่าเป็นความซวยของประเทศไทยก็แล้วกันครับ

 

                                วัชระ  ศรีคำตัน

                                    Vatchara_4@hotmail.com

โดย vatchara_4

 

กลับไปที่ www.oknation.net