วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"เดินเดี่ยว" เที่ยวน่าน :: "ชุธาตุ..... เมืองน่าน" วัดในตำนาน (วัดไผ่เหลือง) และวัดนอกตำนาน (วัดศรีพันต้น)


ออกมาจากวัดหัวข่วง มายังอีกวัดหนึ่งซึ่งตอนที่หาข้อมูลมีความสับสนมากมาย นั่นคือ "วัดไผ่เหลือง" เพราะจากการหาข้อมูลของวัดนี้ ดันเป็นการคาบเกี่ยวของข้อมูลสองวัดที่เกี่ยวเนื่องกัน นั่นคือ "พระธาตุกู่คำ" ซึ่งประดิษสถานอยู่ใน "วัดกู่คำ"

ส่วน "วัดไผ่เหลือง" ตามที่ได้เข้าไปเยี่ยมชมนี้ ตามตำนานเล่าว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากพระธาตุเขาน้อยแล้ว ก็เสด็จไปยังริมแม่น้ำห้วยไคร้ (แม่น้ำน่าน) เมื่อพระเจ้านันทบุรีเสด็จมาพร้อมพระราชเทีวี และทอดพระเนตรเห็นพระองค์ จึงทูลถามพระองค์ท่านว่า เป็นใคร

พระประธานในพระอุโบสถวัดไผ่เหลือง

องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

“เราได้ชื่อว่าตถาคต คือเป็น พระพุทธเจ้า เป็นครูแก่โลกทั้งสาม...”

พระบาทท้าวเธอเมื่อทรงทราบว่าเป็นพระพุทธเจ้า ก็มีความปีติเบิกบานยินดีมากนักจึงเอาผ้าขาวถวายพระพุทธเจ้าแล้วพระพุทธองค์จึงรับเอาผ้าผืนนั้นด้วยพระมหากรุณาเมื่อทรงสรงน้ำห้วยไคร้แล้วก็เปลี่ยนผ้าอาบผืนนั้นให้พระอานนท์ เพื่อ เอาผ้าไปบิดตากบนก้อนหินลูกหนึ่ง

ฝ่ายองค์สมเด็จพระบรมศาสดาได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า พระองค์จะเสด็จต่อไปข้างหน้า พระเถระ จึงไปเก็บผ้าอาบน้ำผืนนั้นซึ่งแห้งดีแล้ว ในขณะที่ไปเก็บผ้าอาบนั้น ผ้าก็กลับกลายเป็นแผ่นทองคำมีวรรณะเหมือนสุพรรณอันเหลืองเข้มทอันรัศมีผ้าแผ่นทองคำนี้ได้ส่องไปทั่วทั้งป่าไผ่มองแล้วเหลืองงามไปทั่วบริเวณนั้น

พระอานนท์เห็นอัศจรรย์ดังนั้น จึงทูลขอให้ไว้พระศาสนาที่นี้ เพื่อโปรดมนุษย์และเทวดาต่อไปภายหน้าพระองค์จึงประทานพระเกศา ๑ เส้นบรรจุไว้ที่นั้น โดยพระอินทร์ได้ทรงเนรมิตอุโมงค์ได้ลูกหินนั้นลึกได้ ๗ วา แล้วอาราธนาพระเกศาธาตุและผ้าอาบน้ำทั้งสำเภาทองคำลงไว้เอา หินทับถมขึ้นมาแล้ว เอาก้อนหินใหญ่ที่ตากผ้านั้นขึ้นทับไว้ข้างบนให้เป็นปกติธรรมดาตามเดิมแล้วพระองค์ได้ตรัสพยากรณ์

อาสนสงฆ์

“สถานที่พระตถาคตสรงน้ำที่ห้วยไคร้ที่พระอานนท์เอาผ้าไปตากแล้วกู้กลายเป็นแผ่นทองคำไปนั้น ต่อไปภายหน้าจะมีพระยา ตนหนึ่งชื่อ มงคลวรยศ จะมายกยอสร้างพระเจดีย์ให้สูงใหญ่ขึ้น จักได้ชื่อว่า "พระธาตุกู่คำ"ตามนิมิตกู้ผ้าแผ่นทองคำนั้น และ ในป่าไผ่ที่รัศมีผ้าแผ่นทองคำส่องไปนั้น ต่อไปคนทั้งหลายจะมาสร้างขึ้นเป็นที่วัด จักได้ชื่อว่า วัดไผ่เหลือง”

แต่เมื่อไปถึงวัดไผ่เหลืองฉันจึงได้มุ่งตรงเข้าไปไหว้พระประธานในพระอุโบสถ แต่แลไปไม่เห็นพระธาตุอยู่ที่ใด จึงมานั่งคิดว่า แท้จริงแล้ว "วัดไผ่เหลือง" แห่งนี้ ไม่ได้มีพระธาตุ เพราะพระธาตุที่เกี่ยวกับตำนานนั่น คือ "พระธาตุกู่คำ" ที่วัดกู่คำ แต่ที่มีลายละเอียดอยู่ในตำนานนั่น เนืองจาก มีความเกี่ยวเนื่องที่เป็น "ป่าไผ่ที่ต้องรัศมีของแผ่นผ้าทองนั่นต่างหาก"

หลังจากกราบนมัสการพระแล้วเสร็จ ฉันจึงออกเดินทางต่อไปยังอีกวัดหนึ่งที่มุ่งหมายไว้ แต่ก็ต้องเปลี่ยนเส้นทางอีก เมื่อขับรถผ่านมายังวัดนี้ ที่ได้ผ่านมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวาน และวัด ๆ นี้ ไม่ได้อยู่ในแผนการเดินทางแต่อย่างใด แต่เมื่อผ่านมาแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะแวะเข้าไปชม "วัดศรีพันต้น" แห่งนี้

วัดศรีพันต้น แห่งนี้ ถึงแม้นจะกำลังอยู่ในระหว่างบูรณะแต่ความงามเด่นแห่งศิลปะงานปั้นก็เชิญชวนให้ผู้ผ่านไปพบเห็นเวียนเยี่ยมชมอยู่ไม่ขาดสาย ด้วยฝีมือสล่าช่างเมืองน่านที่งดงามชดช้อย ราวกับจะพริ้วไหวอยู่ในสายลมของ สล่ารง "สล่าเฮือนหลุ" แห่งเมืองน่าน

พระอุโบสถวัดศรีพันต้น

นาคเจ็ดเศียรหน้าพระอุโบสถ

เดิมที่ สล่ารง มีอาชีพเลี้ยงวัว ในระหว่างที่พาวัวออกไปกินหญ้าเวลาพัก ก็เอาดินเหนียวมาปั้นเล่นเป็นรูปต่าง ๆ ทำให้ "รู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ จิตใตสงบนิ่ง มีสมาธิ เริ่มรู้ว่าเราสนใจศิลปะ"

ความปราณีตสวยงาม

ลิงที่โคนเสาหน้าพระอุโบสถ

ระหว่างที่ยังค้นหาตัวเองไม่เจอ สล่ารงมักไปสนทนากับพระภิกษุที่วัดศรีพันต้น

"ไปขอคำแนะนำจากตุ๊เจ้า ท่านก็พูดถึงมงคลสูตร งานที่ทำแล้วเป็นมงคล ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีศิลปะรวมอยู่ด้วย ประจวบเหมาะศาลอารักษ์ของตระกูลทรุดโทรม ก็เลยเข้าไปทำ"

พระประธานในพระอุโบสถวัดศรีพันต้น

หลังจากปั้นยักษ์ประจำตระกูลบรรลุ เขาก็เริ่มอาชีพ "สล่า" อย่างเต็มตัว รับงานปูนปั้นไปพร้อมกับศึกษารูปแบบปูนปั้นของช่างโบราณ ซึ่งปรากฏทั่วไปตามวัดในเวียง และล้วนแต่เป็นงานฝีมือชั้นยอดที่ครูโบราณสร้างด้วยหัวใจและความศรัทธาถวายวัด

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง

รูปปั้นช้างงางามที่สี่แยกถนนช้างเผือกกลางเวียงที่ได้สัดส่วน งดงาม และรูปปั้นสิงห์หน้าวิหารวัดพันต้นประดับด้วยลายปูนปั้นอันอ่อนช้อยต่างไปจากสิงห์ที่วัดอื่น ทำให้ชื่อเสียงของสล่ารงเป็นที่รู้จัก นอกจากนี้เขายังสนใจงานสลักต้นเทียนในเทศกาลเข้าพรรษา ขุดเรือแข่งแบบโบราณที่ใช้กันในเมืองน่าน แต่เป็นความภาคภูมิใจ และเป็นมงคลของชีวิต เขาบอกว่าเป็นงานปูนปั้นหน้าบันและประวิหารหลวงวัดศรีพันต้น

การสร้างเมืองน่าน

ผลงานชิ้นสำคัญสีทองอร่ามอลังการที่หน้าบันพระวิหารหลวง ช่างแตกต่างกับชีวิตจริงของสล่าที่มีชีวิตอยู่เรียบง่ายอาศัญอยู่ในห้องแถวคับแคบ ทรุดโทรม

"ผมถือว่าเป็นช่างสายบุญ ทำงานให้กับศาสนา ไม่ได้หว้งร่ำรวย"

งานหน้าบันชิ้นนี้ ช่างปันหลายรายมาดู ไม่มีรายใดประเมินราคาไม่ต่ำกว่าหลักล้านบาท แต่สล่ารงกำหนดราคาไว้เพียงแสนบาทเศษ เขาบอกว่าขอแค่ได้ทำงานพอให้มีข้าวกินก็พอไม่ต้องการอะไรมาก

"ผมถือว่าเป็นโอกาสที่ได้ร่วมทำบุญ บางทีถ้าวัดจะปั้นรูปหล่อแล้วขาดปัจจัย ผมก็รับไว้เท่าที่พระท่านมี ที่เหลือก็ถือว่าได้ร่วมทำบุญไป ไม่เคยคิดเรื่องกำไรขาดทุน การได้ทำงานรับใช้ศาสนาก็ถือว่าเป็นกำไรชีวิตของผมแล้ว"

คำโบราณทางเหนือกล่าวไว้ว่า เป็นสล่า ต้องอยู่เฮือนหลุ มีความหมายทำนองว่า คนเป็นช่างมักอยู่บ้านเก่าทรุดโทรมเพราะมัวแต่ใช้เวลาไปส้รางบ้านให้คนอื่น ครั้นจะให้สล่าอื่นมาสร้างเรือนให้ตนเองก้ไม่วางใจ รอตัวเองมาทำก็ไม่มีเวลา "เหมือนที่เขาว่า เป็นสล่าต้องอยู่เฮือนหลุ ชีวิตผมก็เป็นแบบนี้"

มีคนไม่น้อยก้มหน้าก้มตาทำมาหาเงิน อยากหาให้ได้มาก ๆ โดยไม่สนใจบาปบุญ แต่สำหรับชายคนนี้งานของเขาเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงหัวใจได้ผลกำไร คือ บุญ

นอกจากรูปปูนปั้นอันงามวิจิตรแล้ว ภายในพระอุโบสถยังมีภาพเขียนที่แสดงประวัติศาสตร์เมืองน่าน และยังมีเรือจอดในโรงเรือบ้านศรีพันต้น เรือทุกลำมีลวดลายงดงาม ควรค่าแก่การเยี่ยมชมจริง ๆ

บางส่วนจากนิตยสาร ค คน ฉบับที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 หน้า 57 - 59

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

รวม Link "เดินเดี่ยวเที่ยวน่าน" เที่ยววัดในจังหวัดน่าน
http://www.oknation.net/blog/swongviggit/2012/05/19/entry-1

โดย สายลมที่ผ่านมา

 

กลับไปที่ www.oknation.net