วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เที่ยว กิน นินทา ตอน สติมาปัญญาเกิด (ปฏิบัติธรรมแนวหมู่บ้านพลัม)


จดๆจ้องๆมานานและว่าจะหาโอกาสไปปฏิบัติธรรมกับหมู่บ้านพลัมซักครั้ง อยากรู้แนวทางของมหายาน แนวพลัมว่าเป็นยังไง ถูกจริตกะผมมั้ย


พอดีมีน้องในทวิตเตอร์ชวนไปก็เลยลองดูเพราะแค่ 1 วัน และไม่ไกลเท่าไหร่ ก็เลยจัดการลงทะเบียนและก็ถึงวันที่จะต้องมาปฏิบัติธรรม ที่ใช้ชื่อเก๋เก๋ว่า วันแห่งสติ จัดขึ้นที่หอจดหมายเหตุท่านพุทธทาส บริเวณสวนรถไฟ (จตุจักร)

ผมพาไปชมบริเวณรอบจดหมายเหตุท่านพุทธทาสก่อนดีกว่า



















มาดูว่าวันแห่งสติ เนี่ย มันคืออะไรและก็ปฏิบัติยังไงกันดีกว่าในแนวหมู่บ้านพลัม ก่อนอื่นผมเล่าเรื่องหมู่บ้านพลัมที่ผมสัมผัสมาก่อนดีกว่า

ผมได้มีโอกาสดูสารคดีหมู่บ้านพลัมของทางเนชั่นที่ทำ และก็ดูจากรายการสุริวิภา และก็ดูจาดยูทูปคลิปที่ท่านติชนัทฮันห์แสดงธรรม รวมถึงซอสอื่นๆที่พอหาได้ และที่สำคัญคือได้มีโอกาสเข้าไปฟังการแสดงธรรมที่มธ.ท่าพระจันทร์เมื่อครั้งที่หลวงปู่ติชนัทฮันห์มาเมืองไทย

วันแห่งสติที่ผมเข้าร่วม (ครั้งแรก) และนี่คือการปฏิบัติธรรมครั้งแรกของผม

เริ่มจากตักบาตรอาหารแห้ง









จะเห็นว่ารูปข้างบนมีพระมายืน ท่านออกมาให้พรและขอบคุณพวกเราทุกคนที่มาตักบาตรนะครับ พระที่นี่ยกมือไหว้พวกเราด้วยซ้ำไป

ต่อมาก็เป็นการร่วมรับประทานอาหารกัน โดยเป็นอาหารเจทั้งหมด พระสงฆ์ตักอาหารก่อน ตามด้วยคนที่มาปฏิบัติธรรม และทั้งพระสงฆ์และก็คนร่วมรับประทานพร้อมๆกัน โดยมีคำที่ท่องก่อนรับประทานอาหารนิดหน่อย คือเหมือนขอบคุณโลก ขอบคุณธรรมชาติที่ทำให้มีอาหารในมื้อนี้









การกินเป็นไปด้วยความเงียบ เพราะต้องมีสติอยู่กับการกิน การเคี้ยว โดยที่เราไม่ควรจะไปคิดเรื่องอื่นนอกจากการกินแบบมีสติ ผมเคยอบรมคอร์สนึงก็เคยบอกไว้เช่นนี้ ในขณะที่เรากินอาหารแล้วเราไปคิดเรื่องอื่นทั้งในอดีตหรือปัจจุบัน หรือนึกถึงงาน แทนที่ระบบย่อยอาหารเราจะได้ทำงาน กลับไปทำให้สมองทำงานแทน จนเกิดอาการท้องอืดหรือระบบย่อยอาหารเสียได้

พอกินเสร็จก็เข้าแถวเพื่อจะล้างจานเอง ทั้งพระทั้งคน



ต่อไปก็เป็นการบรรยายธรรม โดยภิกษุณีจากเวียดนาม โดยมีภิกษุณีนิรมิสา(ชาวไทย) เป็นผู้แปล

ก่อนจะเข้าห้องบรรยายก็มีการทำบุญกันนิดหน่อยเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการอบรมต่อๆไป



การบรรยายธรรม ก็พูดถึง การอยู่กับปัจจุบันขณะ คืออะไรหล่ะ ก็คือการมีสติในสิ่งที่ทำ การแสวงหาความสุขกับปัจจุบัน เพราะอดีตและอนาคตมันไม่ใช่ความสุขที่ทแท้จริง อดีตมันคือสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้ว อนาคตคือสิ่งที่ยังมาไม่ถึงและไม่ควรจะไปกังวลถึงมัน เพราะมันจะมาหรือเปล่าก็ไม่รู้

ท่านยังบรรยายถึงว่า จริงๆแล้วความทุกข์ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แค่เรารู้ว่านี่แหล่ะคือความทุกข์ และขจัดที่สาเหตุแห่งทุกข์ พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าอย่างทุกวันนี้ก็มีสาเหตุมาจากท่านทุกข์ไม่ใช่เหรอ เพราะฉะนั้นความทุกข์ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย

และระหว่างการบรรยายธรรมหลวงแม่ก็ให้พวกเราลองเดินแบบมีสติ ก้าวอย่างมีสติที่สุด















แล้วก็ร่วมรับประทานอาหารแบบเจกันในตอนกลางวัน ส่วนผมและน้องที่ไปร่วมปฏิบัติธรรม เกิดจริตจะอยากไปกินข้าวแบบไม่เจที่เซนลาด (เฮ้อ....แต่ก็ไม่ได้นำพา)

แล้วก็กลับมาที่เซซชั่นช่วงบ่าย ด้วยการพักผ่อนอย่างสมบูรณ์



ก็คือการนอนหลับ ทั้งพระและก็คนที่ไปร่วม โดยมีเสียงเพลงของหมู่บ้านพลัม และเสียงคำบรรยายเรื่องสติ เรื่องปัจจุบันขณะคลอระหว่างเซซชั่นนี้

พอจบก็เป็นเซซชั่นถามตอบในทุกๆเรื่อง โดย จะมีภิกษุและภิกษุณีเป็นผู้ตอบ ซึ่งหลายๆคำถามก็เป็นคำถามเกี่ยวกับ กาย ใจ การปฏิบัติด้วยลมหายใจ การลืมอดีตที่เจ็บป่วยเรื่องแม่เสีย

หลายๆคำตอบก็ค่อนข้างกระจ่าง เช่น เราจะต้องไปนึกถึงสิ่งที่สูญเสียไปทำไม เช่น เสียคุณแม่ เราก็สามารถนึกถึงท่านได้ในทุกลมหายใจ ทำให้ท่านได้แม้ว่าท่านจะไม่อยู่กับเราแล้ว ทำไมต้องนึกถึงท่านแต่ตอนที่ท่านมีร่างกายปรากฎอยู่

หลวงแม่ชาวเวียดนาม ตอบคำถามผมเรื่องนิพพาน ว่าจริงๆแล้วนิพพานก็คือการไม่ได้คิดอะไรทั้งสิ้น การว่าง และจริงๆนิพพานมันก็อยู่รอบๆตัวเรา มันเกิดขึ้นได้ทุกขณะ มันไม่ได้เรื่องยิ่งใหญ่หรือเรื่องที่จะมหัศจรรย์อะไร

1 วัน กับการปฏิบัติธรรมครั้งแรกในชีวิตผม ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้อะไรมาก แต่อย่างนึงที่ผมได้จากครั้งนี้ก็คือ เราควรจะต้องทำอะไรอย่างมีสติ และอยู่กับปัจจุบันมากที่สุด เรื่องอดีตก็คงผ่านไปแล้วเราคงไปทำอะไรกันมันไม่ได้ กังวลหรือทุกข์ไปก็แค่นั้น หรืออนาคตเราจะไปกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงทำไม บางทีความกังวลเกินเหตุก็บั่นทอนจิตใจเราในปัจจุบัน

ลองไปกันดูก็ดีนะครับ ผมแนะนำ ไม่ค่อยมีพิธีรีตรองอะไรมากมายด้วย ไม่ต้องพิธีกรรมเยอะเหมือนวัดบ้านเรา ลองเข้ากูเกิ้ลแล้วเซิชหมุ่บ้านพลัมดูก็ได้ครับ

ติดตามผมสดสดผ่านทวิตเตอร์ได้ที่ @toyubomm

โดย toyubom

 

กลับไปที่ www.oknation.net