วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ย่ำดินแดนทานาคา(4/1) ปีนเจดีย์เพื่อรับส่งพระอาทิตย์และสัมผัสสวรรค์...พุกาม


บะกัน หรือ พุกามที่คนไทยออกเสียง เมืองศาสนาที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างน่าทึ่งในบรรดาเมืองที่เกี่ยวข้องกับศาสนาในโลก ไม่มีเมืองใดที่จะมีวัดวาอารามอยู่มากมายจนเป็นที่เชิดหน้าชูตาเท่ากับเมืองพุกาม ซึ่งมีทั้งความหลากหลายของการออกแบบและตกแต่งสวยงามน่าพิศวงพื้นที่ทั้งหมดเรียงรายไปด้วยเจดีย์ทุกขนาด ทุกรูปแบบ พื้นดินถูกปกคลุมอย่างหนาแน่นด้วยซากปรักหักพังของศาสนสถาน  จนเป็นที่กล่าวขานว่า คุณไม่สามารถขยับมือหรือเท้าโดยไม่สัมผัสสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

พุกามในยุคสมัยพระเจ้าอโนรธานับว่าเป็นยุคที่รุ่งเรืองอย่างมาก ทั้งด้านการทหาร การศึกษา และเริ่มมีการสร้างองค์เจดีย์สำคัญขึ้นถวายเป็นพุทธบูชา นั้นคือ “มหาเจดีย์ชเวสิกอง”  หรือ อีกชื่อหนึ่งว่า “เจดีย์ทองแห่งชัยชนะ” เป็นที่ประดิษฐานพระสารีริกธาตุส่วนฟัน ของพระพุทธเจ้า อีกทั้งยังเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะที่พม่ามีเหนือมอญอย่างเด็ดขาด พุกามยุคต้นจึงรับอิทธิพลศิลปะมอญอย่างมาก แม้ว่ามอญจะพ่ายแก่พม่า ด้านศึกสงคราม แต่มอญกลับมีชัยเหนือพม่าในด้านศิลปะวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม “มหาเจดีย์ชเวสิกอง” ก็ไม่ได้สร้างเสร็จในสมัยพระเจ้าอโนรธา แต่มาเสร็จสมบูรณ์ในสมัยพระเจ้าจันสิตตา รัชกาลที่3 แห่งราชวงค์พุกาม

ในบรรดาปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ในพม่ามากมายนั้น นอกจาก มหาเจดีย์ชเวดากอง  เจดีย์ไจก์ทิโย และพระมหามัยมุนี ซึ่งถือเป็นสามมหาบูชาสถานสูงสุดในจิตใจชาวพม่าและมอญแล้ว  รองลงมาก็คือ มหาเจดีย์ชเวสิกอง เมืองพุกาม เจดีย์ชเวซานดอว์ เมืองแปร และ เจดีย์ชเวมอดอว์(มุเตา) เมืองหงสาวดี ถือกันว่าในชีวิตหนึ่งพึงต้องไปกราบไหว้บูชาและปิดทองเพื่อเป็นมงคล

วันนี้จะพาไปเที่ยวชมมหาเจดีย์ชเวสิกองเรียกน้ำย่อยกันก่อน...

ออกเดินทางสองทุ่มจากย่างกุ้ง ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปเมืองหลวงเนปิดอว์

ผ่านมาได้100ไมล์เพิ่งจะได้หยุดพัก พม่าเริ่มเป็นอินเตอร์ จะหยุดพักตามใจชอบไม่ได้

จะสั่งอาหารหรืออะไรมาทานตามสบายเพราะระยะทางข้างหน้ารถจะจอดได้ก็อีก100ไมล์ แฮ่ๆๆ

ขอเป็นโรตีใส่ไข่ไว้ก่อน...

ยามใกล้สว่าง ฟ้าสาง

ถ้ามารถจะดีกว่ามาเครื่องบิน ได้สัมผัสธรรมชาติเต็มๆๆ ทนนั่งหน่อยแค่ 12ชั่วโมงเอง...

ยินดีต้อนรับเข้าสู่เมืองพุกาม...

ยังเช้าอยู่ผู้คนเลยไม่ค่อยมี...

มานั่งกินอาหารเช้าก่อนดีกว่า... ok นมยี่ห้อดังมีไปทั่วเมือง ฮิๆๆ

ยำขนมจีน ใส่ไก่ กับชาร้อนพม่า

ภาพพนังของโรงแรม สาวน้อยรัฐฉาน สวยดี...

ที่พม่าไม่ว่าจะเป็นวัดหรือสถูป ถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ในจิตวิญญาณของชาวพม่า ทุกคนจึงต้องแสดงความเคารพโดยการถอดรองเท้า เมื่อจะเข้าไปกราบหรือเที่ยวชม ธรรมเนียมปฏิบัติที่เคร่งครัดของชาวพุทธพม่านี้ ไม่มีการผ่อนปรน แม้กระทั้งถุงเท้า  พื้นจะเป็นกรวด หิน ดิน ทราย หรือร้อนระอุ และเย็นยะเยือกแค่ไหน ก็ต้องถอดรองเท้า ตั้งแต่เข้าเขตวัดหรือเขตพัทธสีมา ธรรมเนียมนี้ยึดถือกันทั่วประเทศพม่าไม่ใช่เฉพาะที่พุกาม...

ทางเข้าอีกด้านหนึ่งของ เจดีย์ชเวสิกอง

ทางเข้าที่หลายๆๆคนชอบ

ลึกๆก็จะมีร้านขายของที่ระลึกเรียงรายเหมือนเจดีย์ทั่วๆไป

หุ่นชักพม่า...

สิงห์ไถ่บาป
ทำไมแทบทุกแห่งในวัดพม่า หรือเจดีย์ต่างๆจึงมีรูปสิงห์นั่งอยู่ตรงบันได  มีเรื่องเล่าในพงสาวดารว่า มีราชสีห์ตัวหนึ่งลักพาเจ้าหญิงองค์หนึ่งเข้าไปในป่า เจ้าหญิงมีพระโอรสและพระธิดาที่ยังเป็นทารก ราชสีห์ก็เลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ต่อมาพระโอรสพาพระมารดาและพระขนิษฐาหนีกลับพระราชวังได้ ฝ่ายราชสีห์จึงหนีออกจากป่ามาตามด้วยใจผูกพัน ใครขวางทางก็กัดตายหมด ร้อนถึงพระโอรสต้องออกมาปราบ โดยยิงลูกศรกรอกปากราชสีห์ตาย แล้วได้รับสถาปนาเป็นเจ้าผู้ครองนคร แต่กระทำการใดก็ติดขัด ปุโรหิตจึงทูลว่า เพราะทรงมีบาปกรรมที่ฆ่าราชสีห์ผู้มีพระคุณ เจ้าผู้ครองนครองค์นั้นจึงทรงปวารณาว่าจะสร้างรูปราชสีห์เป็นการบูชาล้างบาปโดยฝากไว้ที่ประตูวัดหรือมุมเจดีย์ จนกลายเป็นประเพณีนิยมในการปั้นรูปสิงห์สืบมา  ชาวพม่ารับคติความเชื่อนี้มา จึงนิยมปั้นรูปสิงห์ไว้ตามพุทธสถานทุกแห่ง ต่อมาในสมัยพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองได้ยึดครองนครพิงค์เชียงใหม่ เป็นประเทศราชคติเรื่องการปั้นสิงห์ไถ่บาปจึงถูกถ่ายทอดสู้ดินแดนล้านนาไทยด้วย...

มหาเจดีย์ชเวสิกองตั้งอยู่บนฐานสามชั้น โดยมีบันไดทอดขึ้นไปทั้งสี่ทิศ รอบระเบียงมีภาพแผ่นเคลือบรูปชาดก และรอบฐานเจดีย์มีวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งสี่ทิศ ถือเป็นศิลปะพุกามรุ่นแรกที่ได้รับอิทธิพลมาจากมอญ ควรแก่การมาเยี่ยมชมอย่างยิ่ง...

ประตูด้านนี้ด้านล่างจะมีหลุมสมดุล

หลุมสมดุลเจดีย์ บริเวณลานหน้าบันไดทางขึ้นทิศตะวันออก หลุมนี้ทำขึ้นใหม่เมื่อมีการเทปูนลานรอบเจดีย์ ชาวพม่าเล่าขานว่า ตรงจุดนี้เคยมีหลุมมาตั้งแต่สมัยพุกามแล้วโดยช่างสมัยโบราณใช้ดูสมดุลไม่ให้เจดีย์เอียงขณะก่อสร้าง บ้างก็ว่าเพราะเจดีย์มีความสูงมาก จึงต้องทำหลุมไว้ให้พระมหากษัตริย์ที่เสด็จมาบำเพ็ญพระราชกุศลได้ทอดพระเนตรยอดเจดีย์ชัดเจน....

เจดีย์จะเป็นรูประฆังคว่ำ

ศาลาพักใจ... ไม่ใช่ซิ อากาศร้อนจัดไม่มีที่พักเท้าระบมกันพอดี  สร้างขึ้นใหม่

ภายในเจดีย์ชเวสิกองจะมีสิ่งปลูกสร้างขึ้นมาใหม่รวมกับของเก่า

ภาพแกะสลักไม้รูปพุทธประวัติที่เจดีย์ชเวสิกอง งดงามยิ่งนัก

ศิลปะที่มหาเจดีย์แห่งนี้ค่อนข้างหลากหลายและมีมากจริงๆ ยังไม่รวมไปถึงศาลานัต สำคัญทั้งหลายอีกมากมาย...อากาศร้อนจัดจะเป็นลมขอแค่นี้ก่อนนะคะไว้ค่อยมาต่อ แฮ่ๆๆ

เที่ยวช่วงหน้าหนาวดีที่สุดค่ะ

แถมเจดีย์น้ำเต้าให้อีกหนึ่งแห่งเพื่อใครอยากไปชมพระอาทิตย์ตกดิน บูพญาเจดีย์รูปทรงคล้ายน้ำเต้า ซึ่งเป็นรูปทรงเจดีย์ที่ได้รับความนิยมในสมัยก่อนตั้งอาณาจักรพุกาม บ้างก็ว่าสร้างในศตวรรษที่8 ในสมัยอาณาจักรศรีเกษตร  บ้างก็ว่าสร้างในศตวรรษที่16
บูพญาตั้งโดดเด่นอยู่ริมแม่น้ำอิรวดี จึงเป็นหลักหมายของนักเดินเรือจากอดีตถึงปัจจุบัน ว่าถ้าเห็นบูพญานั้นหมายความว่าถึงพุกามแล้ว...

แม่น้ำอิรวดี....

เส้นทางนี้กำลังจะบอกว่าติดตามตอนต่อไปยังมีเจดีย์สำคัญอีกหลายแห่งที่ควรไปชมเมื่อมาพุกาม

เราจะมาชมพระอาทิตย์ตกดินด้วยกัน

โปรดติดตามตอนต่อไป รายละเอียด การเดินทาง ที่พัก อาหาร ย่านช้อปปิ้งจะลงในตอนสุดท้ายนะคะช่วงนี้ยังงงๆห่างบล็อกไปนาน...

ขอได้รับความขอบคุณจากพี่โบเดีย...เจ้าเก่า

ขอบคุณ...อาจารย์ ธีระภาพ โลหิตกุล ผู้ให้องค์ความรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพม่า...


โดย พี่โบเดีย

 

กลับไปที่ www.oknation.net