วันที่ อังคาร มิถุนายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รัฐบาลพม่าเปิดขุมทรัพย์รับบรรษัทข้ามชาติ


              

ภายหลังจากสหภาพยุโรปได้ประกาศระงับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพม่าเป็นเวลา 1 ปีอย่างเป็นทางการอันเป็นผลทำให้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมากกว่า 1,300 รายในพม่าไม่ต้องถูกปิดล้อมการทำธุรกรรมทางการค้าและการเงินกับสหภาพยุโรปอีกต่อไปนับจากวันที่ 23 เมษายน 2012 เป็นต้นมานั้น รัฐบาลพม่าก็ได้พยายามดำเนินมาตรการโฆษณาชวนเชื่อด้วยเป้าหมายที่จะดึงการลงทุนทั้งจากสหภาพยุโรปและนานาชาติให้เข้าไปในพม่ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ทั้งนี้โดยถ้าหากไม่นับรวมการจัดงานมหกรรมเปิดโลกพลังงานและโอกาสการลงทุนที่ได้เชิญบรรษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานจาก 30 กว่าประเทศทั่วโลกไปร่วมงานในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาด้วยนั้น ก็มีอยู่งานหนึ่งที่รัฐบาลพม่าจะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้ ก็คือ New Myanmar Investment Summit 2012 ซึ่งไม่เพียงจะมีเป้าหมายเพื่อดึงการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้าไปในภาคพลังงานของพม่าให้มากขึ้นเท่านั้น หากยังได้มองไปถึงภาคการเกษตร โทรคมนาคม เหมืองแร่ อสังหาริมทรัพย์ และธนาคารด้วย


ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อเป็นการรับประกันและเสริมสร้างความมั่นใจให้บริษัทต่างชาติทั้งหลายมีต่อแนวทางแห่งการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนในพม่าด้วยนั้น รัฐบาลพม่ายังได้กำหนดการจัดการประชุมระดับชาติว่าด้วยอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ที่ใช้ชื่อว่า Gearing Up for Emerging Opportunities in the Hard Minerals Sector ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งถือเป็นงานที่ต่อเนื่องจากเดือนมิถุนายนดังกล่าว


แต่ที่น่าจะถือได้ว่าเป็นงานยักษ์แห่งปี 2012 ของรัฐบาลพม่าจริงๆนั้น ก็คือการเปิดแหล่งแก๊สธรรมชาติและน้ำมันแหล่งใหม่ๆ ทั้งบนบกและในทะเลของพม่าที่กำหนดจะจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ซึ่งนอกจากจะมีการเปิดเผยแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านพลังงานของรัฐบาลพม่าออกสู่การรับรู้ของนานาชาติเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปีแล้ว รัฐบาลพม่ายังจะเปิดให้มีการประมูลเพื่อเข้าสัมปทานการขุดค้นแหล่งแก๊สธรรมชาติและน้ำมันครั้งใหญ่อีกด้วย


ทั้งนี้โดยรัฐบาลพม่าเชื่อว่าการจัดงานในเดือนมีนาคมที่ผ่านมานั้น เนื่องจากเป็นการจัดงานในช่วงก่อนหน้าที่สหภาพยุโรปจะมีมติระงับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพม่า จึงทำให้การจัดงานในครั้งนี้ไม่ได้รับความสนใจจากบรรษัทต่างชาติอย่างเท่าที่ควร กล่าวคือมีบริษัทต่างชาติเพียง 9 รายเท่านั้นที่ได้แสดงเจตจำนงในการขอสัมปทานการขุดค้นแหล่งแก๊สฯและน้ำมันจากรัฐบาลพม่า โดยในจำนวนที่ว่านี้ก็มีเพียง 2 รายเท่านั้นที่เป็นบรรษัทขนาดใหญ่ (PETRONAS จากมาเลเซีย และ PTT-EP จากไทย)


แต่สำหรับการจัดงานในเดือนพฤศจิกายนศกนี้ นอกจากจะเป็นการจัดงานที่มีขึ้นภายหลังจากที่สหภาพยุโรปได้ประกาศระงับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพม่าอย่างเป็นทางการแล้วก็ยังปรากฏด้วยว่าทางการสหรัฐอเมริกา ก็ได้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนแล้วว่าจะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพม่าเช่นกัน ในขณะที่ Hillary Clinton รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของสหรัฐฯถึงกับได้เรียกร้องให้นักธุรกิจอเมริกันทั้งหลายนั้นหวนกลับไปลงทุนในพม่าให้มากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งอีกต่างหาก


ก่อนหน้านี้ กระทรวงแผนการและการพัฒนาเศรษฐกิจของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (ชื่อใหม่อย่างเป็นทางการของพม่า) รายงานว่าการลงทุนของต่างประเทศในพม่ามีมูลค่าสะสมกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2011 โดยประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนในพม่ามากที่สุดนั้นก็ ได้เปลี่ยนมือจากประเทศไทยไปเป็นประเทศจีนอย่างเบ็ดเสร็จแล้วด้วย


กล่าวสำหรับการลงทุนในภาคพลังงาน น้ำมันและแก๊สธรรมชาติในพม่าจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ปรากฏว่ามีมูลค่ารวมกันมากถึง 32,690 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนเพื่อการสำรวจขุดค้น หาน้ำมันและแก๊สธรรมชาตินั้นถือเป็นภาคการลงทุนที่มีแนวโน้มจะแข่งขันกันอย่างดุเดือดมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากรายงานของวิสาหกิจน้ำมันและแก๊ส (MOGE) ของรัฐบาลพม่า ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าได้อนุมัติสัมปทานในการสำรวจขุดค้นหาน้ำมันและแก๊สธรรมชาติทั้งบนบกและในเขตน่านน้ำทางทะเลของพม่าให้กับบริษัทต่างชาติไปแล้วมากกว่า 100 พื้นที่


โดยผู้ที่ได้รับสัมปทานนั้นก็มีทั้งบรรษัทจากจีน ฝรั่งเศส อินเดีย รัสเซีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ฮ่องกง และไทย ส่วนสหรัฐฯและอังกฤษนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ลงทุนโดยตรงก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วก็เข้าไปในฐานะผู้ร่วมลงทุนอยู่แล้ว ดังเช่นในกรณีของ Chevron Corporation ได้ร่วมลงทุนในสัด ส่วน 25.5% ในโครงการขุดค้นและท่อส่งแก๊สธรรมชาติจากแหล่ง YADANA ที่อ่าวเมาะตะมะในเขตทะเลอันดามันของพม่า มาขายให้ไทยในปริมาณเฉลี่ย 500 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน นับตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมาแล้ว ซึ่งทำให้พม่าได้รับผลประโยชน์จากการขายแก๊สฯให้กับไทยมากกว่า 9 หมื่นล้านบาทในปี 2011 ที่ผ่านมาและคาดว่าจะทะลุ 1 แสนล้านบาทในปี 2012 นี้ด้วย


แน่นอนว่าผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดนั้น ก็คงจะไม่มีใครเกินบรรษัทข้ามชาติของจีนอย่าง China National Petroleum Corporation (CNPC) และ China National Offshore Oil Corporation (CNOOC) ไปได้ แต่การที่รัฐบาลพม่าเชื่อว่าในเขตอธิปไตยของพม่าทั้งบนบกและในทะเลนั้น ยังคงมีทรัพยากรน้ำมันและแก๊สฯอีกอย่างมหาศาลหรือมากกว่าที่สำรวจพบแล้วในเวลานี้นับร้อยเท่า จึงทำให้รัฐบาลพม่าต้องการที่จะดึงการลงทุนทั้งจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ตลอดจนอาเซียนด้วยกันให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้ โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างผลประโยชน์จากการส่งออกน้ำมันและแก๊สฯให้ได้ถึง 2 หมื่นล้านดอล ลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2020 (เพิ่มขึ้นจากในปัจจุบันนี้มากกว่า 10 เท่า)


ซึ่งด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใดที่บรรษัทข้ามชาติในธุรกิจด้านพลังงานทั้งหลายอย่างเช่น CHEVRON Corp. จากสหรัฐฯ TOTAL S.A. จากฝรั่งเศส PETRONAS จากมาเลเซีย DAEWOO จากเกาหลีใต้ ONGC จากอินเดีย DANFORD EQuities จากออสเตรเลีย SUN ITERA จากรัสเซีย และ PTT-EP จากไทยต่างก็เตรียมการที่จะขยับขยายการลงทุนในพม่าเพิ่มมากขึ้นในเร็วๆนี้


ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลพม่ายังได้ฝากความหวังในการพัฒนาทางเศรษฐกิจแห่งชาติไว้กับ Mega-Project อย่างโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ทวาย ที่จะต้องใช้เงินลงทุนมากถึง 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้ตกลงในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับรัฐบาลไทยตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมาแล้วอีกด้วย โดยถ้าหากว่า Mega-Project ที่ใหญ่กว่ามาบตาพุดของไทยถึง 7 เท่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จริงเมื่อใด ก็ไม่เพียงจะทำให้พม่ากลายเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อการค้าทางทะเลระหว่างเอเชีย-ยุโรปและแอฟริกาเท่านั้น หากยังจะทำให้พม่ากลายเป็นศูนย์กลางการค้าด้านพลังงานที่สำคัญของโลกอีกด้วย


ซึ่งด้วยผลประโยชน์อย่างมหาศาลเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกันที่รัฐบาลพม่าได้พยายามกระทำในทุกวิถีทางเพื่อทำให้นานาชาติเกิดความมั่นใจในแนวทางปฏิรูปไปสู่การเป็นประชาธิปไตยทางการเมืองในพม่าและก็ดูเหมือนว่าจะได้รับการตอบสนองจากนานาชาติเป็นอย่างดียิ่ง ดังจะเห็นได้จากการได้รับฉันทานุมัติจากประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกันให้เป็นเจ้าภาพซีเกมส์ในปี 2013 และเป็นประธาน เวียนของกลุ่มอาเซียนในปี 2014 และนั่นก็หมายความว่าผู้นำของประเทศคู่เจรจาทั้งหลายของอาเซียน อย่างสหรัฐฯและสหภาพยุโรปนั้นก็จะเดินทางไปกรุงเนปิดอว์ของพม่าด้วยเช่นกัน


อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์อย่างมหาศาลที่รัฐบาลพม่าคาดหวังจะได้จากการอนุมัติสัมปทานโครงการต่างๆให้กับบรรษัทต่างชาติทั้งหลายดังกล่าวข้างต้นนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะมองข้ามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพม่าไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในที่นี้ยังรวมถึงการดำเนินมาตรการในทุกวิถีทางเพื่อกดดันให้ประชาชนในพม่ายุติการเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการเหล่านี้ด้วย ดังจะเห็นได้จากการกดดันประชาชนในเขตรัฐฉานและรัฐคะฉิ่นให้อพยพไปจากแนวท่อส่งแก๊สฯและน้ำมันไปจีน โดยที่ประชาชนเหล่านี้ไม่ได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรมด้วยซ้ำ และรูปการณ์เดียวกันนี้ก็กำลังเริ่มขึ้นในเขตทวายเช่นกัน


เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าบรรดารัฐบาลของบรรษัทข้ามชาติทั้งหลายต่างก็พยายามมองข้ามปัญหาเช่นว่านี้เหมือนกันกับรัฐบาลพม่า โดยมัวแต่หลงใหลได้ปลื้มไปกับมายาภาพของ “การปฏิรูปประชาธิปไตยทางการเมือง” ที่สร้างขึ้นโดยอดีตรัฐบาลทหารพม่าเพียงฝ่ายเดียวนั้น ก็เชื่อได้เลยว่าการรุกฮือเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนในพม่านั้นก็ย่อมสามารถที่จะเกิดขึ้นได้อีกทุกเมื่อเช่นกัน


โดยที่เกิดขึ้นแล้วในเวลานี้ ก็คือการรวมตัวประท้วงของชาวพม่าในเมืองมัณฑะเลย์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐ บาลพม่าเพิ่มการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับประชาชนจากเดิมวันละ 4 ชั่วโมงเป็นตลอด 24 ชั่วโมง แต่ว่าในระยะที่ผ่านมานั้น รัฐบาลพม่ากลับส่งกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ส่วนใหญ่ไปให้จีน ส่วนกรรมกรหลายพันคนในกรุงย่างกุ้งก็ได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจาก 15,000 จั๊ต (550 บาท) เป็น 30,000 จั๊ต (1,100 บาท) ต่อเดือน ทั้งยังมีทีท่าว่าการรวมตัวประท้วงในลักษณะเดียวกันนี้จะขยายไปในเขตอื่นๆในพม่าอย่างกว้างขวางมากขึ้นอีกด้วย!!!


ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net