วันที่ พุธ มิถุนายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แลหลิ่วโจว เลียบหลิ่วเจียง ลุยหลิ่วโหว กับหมวยแบ๊วๆ



แลหลิ่วโจว เลียบหลิ่วเจียง ลุยหลิ่วโหว กับหมวยแบ๊ว
.
 

 
 
วันหยุด พระพิรุณไม่ทำงาน ฝนซาฟ้าใสได้โอกาสเหมาะ 
 
หมวยแบ๊วและตี๋ขี้อาย รวม ๔ คน ชมพู หยก พลอย และชาติ พาครูไปเที่ยวเมืองหลิ่วโจว
 
 

 
 
นั่งรถเมล์สาย ๓ อัดกันเป็นกะปิยัดไห กระเด้งกระดอนไปเกือบชั่วโมง ก็ถึงเมืองหลิ่วโจว
 
ลงรถแล้วเดินต่อซอกแซกไปตามถนนคนเดิน  
 
มีประติมากรรมสารพัดรูปทรงบนถนนสายคนเดินในเมือง  
 
สลับด้วยหินสลักปูพื้นถนน บอกเล่าเรื่องราวจากอดีตของเมืองหลิ่วโจว
 
 

 
 
หลิ่วโจวเป็นเมืองใหญ่อันดับ ๒ ของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง (กวางสี)  
 
เป็นเมืองอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ขึ้นชื่อของจีน และมีไม้คุณภาพดี 
 
ระดับที่มีคำกล่าวว่า "กินที่กวางโจว  อยู่ที่หางโจว ตายที่หลิ่วโจว" 
 
เหตุจากเมืองนี้มีไม้ทำโลงศพที่มีคุณภาพดีที่สุด 
 
 

 
 
เด็กๆ พาเดินวกวนไปมา มากี่รอบก็จำทางไม่เคยได้สักครั้ง 
 
แต่คิดว่า ครั้งนี้เริ่มเข้าใจทางมากขึ้น  เดินดุ่ยๆ ไปตามถนนคนเดิน  
 
เลี้ยวไปเลี้ยวมาจนทะลุมาถึงเสาหินสลักนี้ก็จะถึงแม่น้ำหลิ่วเจียง
 
มีอีกหลายทางที่ลงแม่น้ำได้ เมืองใหญ่โตมากมาย ถนนยุ่งเหยิง รถทดสอบแตรไม่หยุดหย่อน
 
 

 
 
อาจารย์.. ถ่ายรูป.. ถ่ายรูป.. 
 
วันนี้คุณนายทั้งหลายแอ็คชั่นกันไปแค่ ๓๐๐ กว่าแชะเท่านั้นเอง
 
อยากถ่ายรูป แต่อย่างไรก็ไม่ยอมทิ้งร่มกันเด็ดขาด เอา.. ตามสะดวกก็แล้วกัน
 
ชาติเป็นเด็กชายขี้อาย แถมทั้งห้องมีแต่ผู้หญิง เลยไม่ค่อยกล้ามีท่ามาก 
 
 

 
 
ประเทศจีนมีเมืองที่ได้ชื่อว่า "เมืองมังกร"  ทั้งหมด ๒๖ แห่ง 
 
ที่มีชื่อเสียงที่สุดมี ๔ แห่ง และเมืองหลิ่วโจวเป็น ๑ ใน ๔ นั้น  
 
หลิ่วโจวได้ชื่อว่าเป็นเมืองมังกรด้วย ๔ สาเหตุ คือ 
 
๑) เมืองนี้ชื่อว่า เมืองมังกร มาแต่โบราณ
 
๒) มีแม่น้ำหลิ่วเจียงไหลวกวนอ้อมเมืองเหมือนมังกร
 
๓) มีเมฆหมอกลอยเหนือน้ำมองไกลๆเหมือนมีมังกรยักษ์ทอดตัวอยู่  และ.....
 
๔) มีนิทานพื้นบ้านเล่าว่า มีชาวบ้านเห็นมังกร ๘ ตัว พากันเล่นน้ำในแม่น้ำหลิ่วเจียงอย่างสนุกสนาน
.
 

 
 
ริ่มฝั่งแม่น้ำ ทำเป็นทางเดินเท้า มีรูปหล่อโลหะพร้อมป้ายหินสลักเล่าเรื่องราวเป็นระยะๆ ตลอดแนว
 
 

 
 
ชายผ้าไหวลู่  เสื้อแสงย่นยู่  โลหะพลิ้วไหวด้วยน้ำมือคน
 
เด็กบอกว่า .. อาจารย์.. ไหล... มา  ..  หว่อ เก๋ย หนี่ พาย... หนูถ่ายรูปให้ค่าาาาา...
 
เด็กแอ็คชั่นกันจนจุใจแล้ว  ก็หันมาเรียกครู กลัวครูไม่มีรูปถ่ายเป็นที่ระทึก
.
.
 
ได้เลยค่าาาา.. 
 
เห็นพวกเธอชู ๒ นิ้ว ยกขา ทำตาบ้องแบ๊วแปดตลบมานาน
 
จึงใช้วาระนี้สอนการโพสต์ท่าถ่ายภาพที่ระทึก  ๑๐๐๘ อรหันต์ แบบไม่ง้อความสวย ๕-๖ ท่า พอเป็นตัวอย่าง
...
.
.
 

 
.
ก๊ากกกกก.. อ๋าๆๆๆๆๆๆ
.
 
หัวเราะอารายยยย... 
 
เหตุเพราะเรื่องสวยเป็นเรื่องใหญ่ของเธอๆ  ท่า ๑๐๐๘ อรหันต์ทั้งหลายจึงไม่ได้รับอนุมัติ
 
เลยทำท่า "ชู ๒ นิ้ว ยกขา ทำตาบ้องแบ๊ว" กันต่อไป .....
 
แหม... ห่วงแต่สวย แต่ไม่ "มีฟัน" ดังใจครูเอาซะเลย...คงต้องรอโตอีกหน่อยจึงจะมีฟัน (have  fun)
.
.
เด็กบอกว่า นี่คือ  "หลิว ซัน เจี่ย"  เทพีแห่งการร้องเพลง เลื่องชื่อก้องภพจบดินแดน
 
 



หลิว ซัน เจี่ย ถูกเศรษฐีบังคับให้แต่งงาน จึงไปกระโดดน้ำตายที่สระน้ำเขาหยีเฟิง 
 
แต่มีปลาใหญ่ช่วยพาเธอขึ้นมา  ขึ้นมาแล้ว หลิว ซัน เจี่ย กลายเป็นนก บินลอยขึ้นไปบนสรวงสวรรค์
 
....หญิงที่ตระหนักค่าของหัวใจรัก จะได้ขึ้นสวรรค์ค่ะ ...
 

บางบทก็เล่าว่า เธอร้องเพลงต่อสู้จนชนะ ไม่ต้องแต่งงาน
 
ปัจจุบันอุทยานเขาหยีเฟิง เป็นสวนสาธารณะใหญ่โตครอบหุบเขา ลามไปถึงบนภูเขา  
 
วันๆ จะมีอาม่าอาอี๊...มาร้องเพลงร่ายรำกันอย่างเต็มเหยียด แบบสวมวิญญาณหลิว ซัน เจี่ย เลยทีเดียว
 
 
เสียงเพลงไม่เคยจางจากหลิ่วโจว 
หลิ่วโจวเป็นทั้งเมืองประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม  จนมีชื่อว่า "สุดยอดทางอารยธรรม4ชนชาติ" 
(เสียงเพลงชนชาติจ้วง,ฟ้อนรำชนชาติหยาว,ประเพณีชนขาติเหมียวและสถาปัตยกรรมชนชาติถง)
 

 
 
ชาวเมืองที่มีเวลาว่างก็จะมาตกปลาในแม่น้ำไปกิน ได้ปลาตัวใหญ่ ก็เก็บลอยน้ำไว้
 
ที่เห็นประมาณด้วยสายตาคุณนายก้นครัว  ที่ดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่ในตาข่ายนั่น ไม่ต่ำกว่า ๑ กิโล ๙ ขีด....
 
 

 
 
เดินชมรูปหล่อไปตามทาง พร้อมแชะๆๆ ให้พวกเด็กๆ ท่าสวยไม่หยุดหย่อน 
 
รวมๆ แล้ววันนี้ เดินกันได้หลายกิโลอยู่
 
 

 
 
รูปหล่อที่จัดไว้เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของเมืองหลิ่วโจว 
 
ลงรายละเอียดมากไม่ได้ค่ะ กลัวผิด เพราะเด็กพูดไทยเก่งมาก ครูก็พูดจีนเก่งพอๆ กัน ....ฮ่าๆ
 
 ดูภาพพอเพลินๆ นะคะ  
 
 

 
 

 
 
ฝั่งตรงข้ามเป็นวัดบนยอดเขา  ซูมมาสุดๆ ได้แค่นี้ ยังไม่ได้ข้ามฝั่งไปค่ะ
 
ตกลงกันว่า จะหาเวลามาปีนเขากันในวันหน้า
 
 

 
.
หลิ่วโจวเป็นดินแดนน้ำ  มีสะพานใหญ่ข้ามไปข้ามมาถึง ๘ สะพาน ในเมืองนี้ 
 
สะพานนี้สีสวยสดใส ดูเด่นดีทีเดียว 
 
แต่ละสะพานได้รับการออกแบบอย่างแข็งแรง สวยงาม รูปแบบแตกต่างไม่มีซ้ำกัน 
 
บางสะพานมีการแสดงน้ำตกแสงสีตอนกลางคืน สวยงามมาก  (แต่ป้าอิมยังไม่ได้ออกมาท่องราตรีเลย)  
 
บุคคลในประวัติศาสตร์ของเมืองหลิ่วโจว จึงมักจะผูกพันกับเรือ
 

 
 
มาเกือบถึงใต้สะพาน  เห็นคนบนสะพานตัวเท่ามด เราก็เลี้ยวซ้าย ข้ามถนน  เด็กบอกจะพาไปวัด 
 
ครูตีปีกพั่บๆ ดีใจ เพราะตั้งแต่มายังไม่ได้ไปวัดเลย
 
 

 
 
แม่เอ๊ย... แต่ละนาง ย่างเดินกันแบบฟ้าทะลายโจรจริงๆ ... เอิ๊กกกก...
 
 

 
 
ปีนบันไดพรวดๆๆ กลางแดด  ขึ้นไปเจอสถานที่นี้ค่ะ เข้าใจว่านี่คือวัด  แต่พอขึ้นไปดูแล้วไม่ใช่
 
 

 
 
จริงๆ แล้วที่นี่เป็นกำแพงเมืองโบราณ  ด้านประตูตะวันออก  กำแพงเมืองมีประตูกำแพง ๔ ทิศ
 
ยกแขนยกขา ทำตาบ้องแบ๊วกันอีกร้อยชั่งพันทะนาน ..ยังไงก็ไม่ยอมวางร่มค่ะ ท่านผู้ชม
 
พวกนี้เข้าข่ายเป็นแม่สาวน้อยร้อยชั่ง ใครมาขอ  คงต้องหาเงินแทบแย่
 
 

 
 
ซื้อตั๋วเข้าชมบนกำแพงเมืองที่ซุ้มนี้ คนละ ๒ หยวน ประมาณ ๑๐ บาท  เพื่อร่วมบำรุงรักษาสถานที่  
 
นับว่าถูกมาก  แต่ก็ไม่มีอะไรให้ดูมากนัก สมตามราคา
 
 

 
 
ด่านแรกมีปืนใหญ่บนกำแพงเมือง ของแท้แต่โบราณ สนิมเกรอะกรัง
 
 

 
 
นี่คือส่วนที่เด็กบอกว่าเป็นวัด  แต่ดูแล้วน่าจะเป็นแค่ศาลเทพเจ้า เด็กยังไม่เข้าใจศัพท์ลึกๆ ค่ะ
 

 
 
มุมชมวิวด้านหน้า เห็นอีกมุมหนึ่งของสะพานที่เราเดินเกือบถึงเมื่อสักครู่นี้
 
ส่วนถนนเลียบแม่น้ำที่เราเดินกันเมื่อสักครู่ อยู่ต่ำลงไปมาก  มองไม่เห็นค่ะ 
 
 

 
 
ตู้กระจกใหญ่ แสดงแบบจำลองอาณาบริเวณกำแพงเมือง
 
 

 
 
ห้องจัดแสดงโบราณวัตถุ เด็กๆ ทำงานหนัก  (โพสต์ท่า) แต่เธอๆ ไม่เหนื่อย
 
อาจารย์... เหนื่อย ม้าย ค้าาาา...
 
ไม่เหนื่อยค่ะ แต่ร้อนมากๆ หิวน้ำคอแห้งเป็นผง
 
น้ำที่เตรียมมาดวดไปเกลี้ยงแล้ว  ตั้งแต่อยู่ข้างล่าง แดดเปรี้ยงหัวแยกเลยค่ะ ท่านผู้ชม
 
.
เอ้า... นั่งดีๆ.. นั่งดีๆ..  
 
ท่า ๑๐๐๘ อรหันต์สารพัดท่าที่สอนเมื่อกี้ก็ไม่ถูกใจพวกเธอ
 
 

 
 
โบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้ของมนุษย์ยุคโบราณขุดพบบริเวณแม่น้ำหลิ่วเจียง
 
จัดแสดงไว้นิดหน่อย
 
 

 
 

 
 

 
 
พื้นไม้แน่น แข็งแรง เด็กเดินโครมๆ ไม่มีเอี๊ยดอ๊าดเลยค่ะ
 
 

 
 
บันไดขึ้น- ลง เพื่อมาชมห้องโบราณวัตถุ  เป็นแบบเดิมที่ทำมาตั้งแต่สมัยก่อน
 
 

 
 
ประตูที่ใช้สลักแบบโบราณ ไม้ทุกแห่งหนาและแน่น ไม่มีผุ สมกับคำกล่าวที่ว่า ...ให้ตายที่หลิ่วโจว
 
เหตุเพราะมีไม้ดีที่สุด สำหรับใช้ทำโลงศพอย่างดี  
 
อยากทราบว่า ไม้ที่ว่าดีที่สุด เป็นไม้อะไรในชื่อไทย
 
ก็ยังไม่มีใครจะตอบได้  แปะไว้ก่อนนะคะ แล้วจะตามหาจนเจอให้ได้ค่ะ 
 
 

 
 
สถานที่ได้รับการบำรุงรักษาไว้อย่างดี  ฝุ่นจับบ้าง  มอๆ ไปตามสภาพ 
 
คิดว่ามีการซ่อมบำรุงที่ยึดหลักการทำให้ดูเก่าๆ เหมือนของโบราณด้วย
 
 

 
 
เทพเจ้า (เหล่ากง) ในศาล เด็กๆ พาไปไหว้ ดูเหมือนจะเป็นเทพเจ้ากวนอู แต่ไม่แน่ใจค่ะ
 
(เคยเห็นที่ศาลเจ้าพ่อกวนอู บ้านไร่ไหหลำ เมืองชลค่ะ ที่นั่นมีชื่อเสียงมาก)
 
สามพี่น้องร่วมน้ำสาบาน เล่าปี กวนอู  เตียวหุย  เป็นเทพเจ้าที่คนจีนกราบไหว้บูชา
 
 

 
 
ผู้เฒ่าทั้งสอง ภาษาเฉาโจว (แต้จิ๋ว) ของบรรพชนป้าอิมเรียกว่า กงม่า  
 
เราเคารพเซ่นไหว้บูชาในฐานะที่ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ คล้ายศาลตายายของไทย
 
 

 
 
ลงมาเจอผกากรองเหลืองสะใจดี  ตอนอยู่บ้านเราไม่ค่อยเจอสีนี้ค่ะ
 
 

 
 
ออกจากกำแพงเมืองเดินเร่ร่อนเลี้ยวไปมา ทะลุออกไปสวนสาธารณะ
 
เจอร้านนี้เก็บภาพมาให้ดูค่ะ  เขาขายผลไม้แบบนี้ ไม่อร่อยเลย (นี่เด็กพูดนะคะ ป้าเปล่าว่านะ)
 
ปอกเปลือก แบ่งชิ้นแบบรถผลไม้ดองบ้านเราทำ แต่จะแช่น้ำเกลือจางๆ ไว้
 
ใครซื้อก็ใช้ไม้แหลมจิ้มๆ ขึ้นมาใส่ถุง ...ผลไม้หั่นแล้ว แช่น้ำนานๆ อืมมมม.. รสชาติก็ลองนึกดูค่ะ
 
 

 
 
เดินไม่ไกล ก็มาถึงประตูสวนสาธารณะหลิ่วโหวแล้ว  ข้างในฉ่ำใจสุดยอดค่ะ
 
 

 
 
ประตูสวน ไม่ใหญ่โตมากนัก  ถ้าจะพูดเรื่องใหญ่โตของจีน ที่มองเห็นนี่ก็ถือว่าเล็กค่ะ
 
 

 
 
เลี้ยวไปชมสถานที่ เดินตามไปเลยนะคะ  ร่มเย็น ต้นไม้ดกดื่น บางแห่งแสงลอดไม่ถึงพื้นเลย น่านอนมากค่ะ
 
 

 
 
ท่านนี้เป็นใครคะ.... 
 
อิ่มมมม.. หนูปู๋ฮุ่ยพูด.. หนูพูดไม่เป็นค่าาาา
 
เออ... ครูก็ลืมไปว่าพวกเราเก่งภาษาไทย และครูก็เก่งภาษาจีนพอกัน  ...ฮ่าๆๆ
 
เดินเที่ยวอย่างเดียวแล้วกันนะคะ  มีซุ้มขายของเป็นระยะๆ ในสวน 
 
 

 
ที่นี่คืออะไรคะ.... 
 
อิ่มมมม.. หนูปู๋ฮุ่ยพูด.. หนูพูดไม่เป็นค่าาาา
 
อีกแล้ว... ถามยากอีกแล้ว ครูเอ๊ยยย...
 

เด็กพูดไม่ถูกเลยเดาเอาเองว่าคงจะเป็นศาลเจ้าหลิ่วจงหยวน  
ทราบมาว่า หลิวจงหยวนเป็นนักวรรณคดี นักคิดและนักการเมืองผู้เลื่องลือแห่งราชวงศ์ถัง เคยเป็นเจ้าเมืองหลิวโจว ๔ ปี 
และถึงแก่กรรมที่นี่ ประชาชนจึงได้สร้างศาลเจ้าเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของเขาไว้ที่สวนหลิ่วโหวนี้  
ถ้าไม่ใช่จุดนี้ ต้องขออภัยด้วยค่ะ 
 
 
เดินชมสถานที่ร่มรื่น สวยงามค่ะ
 
 

 
 
ดอกนี้กลีบหนาแข็ง เหมือนพลาสติก 
 
 

 
 
ลายมือท่านประธานเหมา เจ๋อ ตุง ค่ะ 
 
แปลว่าอะไร..
 
โปรดดดด.. อย่าถามมมมม.. (ว่าฉันเป็นใคร..เมื่อใน...อดีตตตตต....) เอิ๊กๆๆ
 
ขอท่านผู้อ่านที่ชำนาญภาษาจีนช่วยบอกด้วยจะขอบพระคุณค่ะ
 
 

 
 
ไม่น่าเชื่อ จุดนี้เย็นเฉียบมากเหมือนเดินเข้าห้องเย็นค่ะ  
 
ต้นไม้นี้ไม่ผลัดใบ  ใบดกหนามาก กิ่งชนกันเป็นซุ้มยาว ตลอดทั้งปีแดดก็ไม่ถึงพื้น
 
แผ่นหินปูพื้นดูดความเย็นไว้ตอนกลางคืน  กลางวันก็ช่วยแผ่ไอเย็นมาทั่วบริเวณ
 
 

 
.
ดอกนี้ก็เหมือนพลาสติก สีสด ผิวมันสะท้อนแสงดีเหลือเกิน
 
 

 
 
มีเก๋งเล็ก เก๋งน้อย ไว้นั่งเล่นรายทาง รูปแบบสวยงาม  น้ำนองพื้นอยู่บ้าง ผลจากฝนตกเมื่อวาน
 
 

 
 

 
 
มีแนวโซ่กั้นเขตที่ขุดพบโบราณวัตถุในบริเวณสวนนี้อยู่หลายแห่ง
 
 

 
 
ที่เห็นสูงๆ ขาวๆ อักษรสีแดงนั่น สรุปจากเด็กอธิบายคล้ายๆ จะเกี่ยวข้องกับบรรพชนค่ะ
 
อยากให้ท่านผู้ชมดูต้นไม้โบราณต้นนั้นดีๆ นะคะ  เดี๋ยวพาไปดูใกล้ๆ 
 
 

 
 
ต้นไม้อายุนับร้อยปี กิ่งก้านสาขา ได้รับการดูแลรักษาอย่างดี  
 
เขาทำเสารองกิ่งอย่างแข็งแรง  เสานั้นเป็นเหมือนต้นไม้ แต่เป็นปูนหล่อค่ะ



 
 
อ้อมมาอีกมุม ดูเสาค้ำชัดๆ อีกที  การรักษาต้นไม้ที่ไม่เคยเห็นบ้านเราทำ  ชอบมากๆ ค่ะ
 
 

 
 
เดินกันต่อ...... ร้องเพลง...  เป็น หลิว ซัน เจี่ย 
 
 

 
 
ผู้คนหอบลูกจูงหลานเดินเที่ยวกันหมดวันที่สวนนี่
 
 

 
 

 
 
ป้ายบอกทางแบบไม่มีป้าย ที่นี่นิยมเอาหินก้อนยักษ์ๆ มาเขียนบอกทิศทางในสวนต่างๆ 
 
ก้อนนี้เป็นขนาดเล็กมากค่ะ
 
 

 
 
เดินไปเดินมา ถ้าเวลาเหลือก็ไปดู "บ้านผี" นี่ได้  เสียค่าตั๋วเท่าไหร่ก็ไม่ทราบค่ะ  
 
ไม่ได้เข้าไปเพราะเดี๋ยวผีเห็นเราแล้วจะตกใจ  .....ฮาาาา....
 
ก็เลยไม่มีภาพข้างในมาฝากกันค่ะ... 
 
 

 
 

 
 

 
 
ทะลุออกมาเจอลานกว้าง  ลานนี้เป็นลานนั่งเล่น กินดื่ม และร้องรำทำเพลง ตามอัธยาศัย
 
 

 
 
มีซุ้มเก้าอี้หินให้นั่งเป็นกลุ่มๆ  ตามสบาย
 
 

 

ใครใคร่ร้อง...ร้อง   คาราโอเกะ ดนตรี เครื่องเสียงพร้อม  
 
 

 
 
ใครใคร่รำ...รำ... จุ๊ๆ  อย่าดังไปนะ  อาม่าต้องการสมาธิ... ฮาาา..  เอ้า... รำค่ะรำ...
 
แหม... มีเสียงเพลงกล่อมขณะรำ....  อะไรจะสุขเกินกว่านี้ไม่มีแล้ว 
 
 

 
 
อาเฮียนั่งบนโม่หินโบราณ  โม่ใหญ่มาก เห็นในหนังเขาใช้โม่ถั่วเหลืองทำเต้าหู้ค่ะ
 
 

 
 
นี่เป็นครกหิน ใช้ตำข้าว  ใหญ่กว่าตัวเราเยอะค่ะ ไม่ทราบคนโบราณเขาเคลื่อนย้ายกันอย่างไร
 
 

 
 
เดินเรื่อยเปื่อยไป  อากาศเย็นสบาย มุมนั่งเล่นมากมาย นี่นั่งรำกันอีกแล้วค่ะ กางร่มรำซะด้วย 
 
 

 
 

 
 
หยกบอกว่า ล้อหินใหญ่ท่วมหัวนี่ใช้ฝึกม้า ให้วิ่งเก่ง ก็คือ เครื่องออกกำลังกายของม้า 
 
เคยอ่านเมื่อนานมาแล้วว่า ให้ม้าดึง ๒ ตัว วิ่งวนคนละทาง ล้อก็หมุนไปตามราง
 
ได้ข้อมูลเพิ่มจากพิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรมเมืองหลิ่วโจวว่า เป็นเครื่องบดเมล็ดพืชเพื่อคั้นน้ำมัน
 
 

 
 
เจ๊หยกขอแอ็คชั่นไม่หยุดหย่อน 
 
 

 
 
ไป "เก็บดอกไม้" ที่นั่น ....  ศัพท์แบบนี้ก็สอนให้เด็กจีนรู้บ้างนิดหน่อยค่ะ
 
 

 
 
เด็กเข็นเต่า ... เต่าเดินไปดังกริ๊งๆๆๆๆ  ตบมือแป๊ะๆๆๆๆ  ของเล่นเด็กซื้อกันในสวนนี่เอง
 
เพลินเลยค่ะ
 
 

 
 
นี่เป็นโรงขยะ อยู่ปลายสวน  ใกล้ทางออกอีกด้านหนึ่ง 
 
 

 
 
ที่จอดรถ  เราเดินมา แล้วก็เดินไป... เดินๆๆๆ..
 
 

 
 
เดินไปขึ้นรถเมล์สาย ๓ กลับบ้านนอก... ออกนอกเมืองไป อยู่ในป่าข้างหน้า ปู๊นนนนนน... แน่ะค่ะ
 
 

 
 
 
จบเรื่องเที่ยวแบบมีฟัน โหด มัน ฮา ยาวเหยียดวันพระพิรุณหยุดงานแต่เพียงเท่านี้  
 
ขอบคุณที่ติดตาม  มีสุขทุกท่านค่ะ
 
 
 
ป้าอิมกุดั่น ณ หลิ่วโจว
 
มิถุนายน ๒๕๕๕
 
 
อาณาเขตของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง
 
ทิศเหนือ ติดต่อกับ มณฑลกุ้ยโจว และมณฑลหูหนาน ประเทศจีน
ทิศใต้ ติดต่อกับ ประเทศเวียดนาม และทะเลจีนใต้
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ มณฑลยูนนาน ประเทศจีน และ ประเทศเวียดนาม 
 
 
ขอบคุณ
 
 

โดย อิมกุดั่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net