วันที่ พุธ มิถุนายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทำไมคนไทย..ไม่เลือกทางที่ดีที่สุด??


 

   วันก่อนเห็นคอลัมนิสต์ชื่อดังโพสใว้ว่า " การไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองทำให้เราอายุยืนยาวขึ้น "ผมก็มีความเชื่อแบบนั้นจริงๆ  การเมืองทำให้คนเราเครียด การเมืองทำให้คนเราแตกแยก แตกแยกจากครอบคัรวไปสู่สถาบัน การเมืองทำให้ประเทศไม่พัฒนา และการเมืองอีกนั้นแหละทำให้อายุเราสั้นลง

    หากเราอยู่ในวังวนของการเมืองก็จะตกอยู่ในวังวนเช่นนั้น มันเหมือนยาเสพติดกว่าจะหลุดออกมาได้มันยากเย็นยิ่งนัก หากเราหลุดออกมาก็จะมีพรรคพวกบอกว่า พวกพลังเงียบไม่สนใจการเมือง ประเทศจะเป็นอย่างไรไม่สนใจอะไร เดี่ยวก็ประเทศชาติฉิบหายเป็นพวกเบี้ยล่างคนอื่นเขา เป็นทาสรับใช้คนนี้คนนั้น อีกนานาทัศนะครับ

     ย่อมเป็นสัจธรรม การมองจากที่สูงสู่ที่ต่ำก็จะมองเห็นภาพรวมมากกว่าที่จะยืนอยู่ตรงที่แล้วมองก็จะเห็นภาพที่แคบลง เพราะฉนั้นหากเรามองจากที่สูงของต่ำจะเห็นชัดว่าการเมืองไทยกำลังแบ่งออกเป็นสามทางเลือกที่ชัดเจน เหลือง แดง หลากสี แต่คำว่าหลากสีคงไม่ใช่หลากสีที่ออกไปประท้วงคงจะรวบรวมคนอื่นๆที่รักความสงบ ไม่ชอบความวุ่นวายอยู่ด้วย

      หากจะแยกออกมาให้ชัด สีเหลืองก็เหมือนพรรคอนุรักษ์นิยม สีแดงก็พวกทุนนิยม หลากสีก็กลางๆเพราะฉนั้นหากว่าเราจะเลือกข้างดังที่เขาว่ากัน ต้องเข้าข้างใดข้างหนึ่งอย่ามึนๆอยู่กลางๆมันก็เหมือนบังคับเราให้เลือกสี ไม่เลือกสีนี้จะเป็นแบบนี้ ไม่เลือกสีนี้จะเป็นแบบนั้น เหมือนผลักคนให้ไปอยู่อีกสีหนึ่งโดยไม่ได้เจตนา

   มองที่ความต้องการของคนสีต่างๆอีก สีเหลืองแน่นอนความต้องการคือนุรักษ์นิยม กฏหมายข้าใครอย่าแตะ สีข้าใครอย่าแตะ ประมาณนี้ สีแดงก็เช่นกันข้าเสียงส่วนใหญ่จะทำอะไรก็ได้ ข้าจะเชิดชูคุณทักษิณ จะแก้กฎหมายก็เป็นสิทธิของข้า คนอื่นไม่เกี่ยว ไม่ฟังเสียงคนอื่น   โดยใช้เหตุผลที่ว่า " รักประเทศชาติ "กันทุกคนทุกกลุ่มสี

      แค่ฟังเสียงมันก็ไม่สามารถที่จะบรรจบกันได้ อย่าบอกว่า "ปรองดอง" แค่ทำให้สังคมอย่าแตกแยกกว่านี้ยังยากเลย เพราะความคิดมุมมองต่างกันสิ้นเชิง แต่ละข้างแต่ละฝ่ายพยายามหาชอ่งทางเพื่อชิงความได้เปรียบระหว่างกัน โดยที่ไม่ได้สนใจว่าบ้านเมืองจะสู่กุลียุคหรือไม่

   เป้าหมายที่ชัดเจนในอนาคตของการเมืองไทยคือการชนะกันอย่างเด็ดขาดด้วยการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกัน ชัยชนะของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดบนซากปรักหักพัง บนรอยเลือดและน้ำตาและเมื่อถึงวันนั้นการจะดึงอดีตกลับมาก็ย่มจะเป็นไปไม่ได้

   การปลุกปั่นโดยใช้สื่อเป็นช่องทางเพื่อมวลชนของตนเอง เลยเถิดไปถึงการล้างสมองเอาข้อมูลเท็จต่อสู้กัน กระทำกันได้โดยเสรีภาพอย่างยิ่งนักและเป็นอันตรายสำหรับสังคมไทย

    ขอยกคำสั่งสอนของกระพุทธเจ้าออกมาที่เรียกว่า ทาง" สายกลางหรือ มัชฌิมาปฏิปทา "

     ทางดำเนินชีวิตที่เป็นสายกลางนั้น นอกจากไม่เอียงสุดทางวัตถุ จนเป็นทาสของวัตถุหรือขึ้น

ต่อวัตถุสิ้นเชิงแล้ว ก็ไม่เอียงสุดทางจิตด้วย คือมิได้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นต่อการบำเพ็ญ

เพียรและผลสำเร็จทางจิตฝ่ายเดียว จนปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่สภาพทางวัตถุและร่าง

กาย กลายเป็นการประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง ทางดำเนินชีวิตนี้มีลักษณะไม่

เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น เป็นไปด้วยการรู้เข้าใจสภาพที่เป็นอยู่ตามเป็นจริง ทั้งทางวัตถุ

และทางจิตใจ แล้วปฏิบัติด้วยความรู้เท่าทัน พอสมแก่เหตุปัจจัย และสอดคล้อง พอเหมาะพอ

ดี ที่จะให้ได้ผลตามจุดหมาย มิใช่ทำพอสักว่าจะให้ได้เสพเสวยเวทนาอันอร่อยของอามิส

หรือสักว่าถือตามๆกันมา โดยสำคัญมั่นหมาย ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยงมงาย

 "ทางสายกลาง หรือ มัชฌิมาปฏิปทา" ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป พอดีๆ ไม่เอาให้ตายกันข้างหนึ่งนั้นเอง อาจจะร่วมกันหรืออาจจะถอยกันคนละก้าวเพื่อนั้นเพื่อเป้าหมายส่วนใหญ่ก็คือสังคมส่วนใหญ่สงบสุข ประเทศชาติมั่นคง

    ผมยังไม่ลึกซึ่งกับหลักธรรมเท่าไรแต่พออ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ยังมีกิเลสติดตามตัวตลอดแต่ว่าที่ยกมานี้บางที ความคิดเราไม่อยากให้จมหายไปกับความคิดอื่นที่มากลบความคิดเก่าเลยก็เขียนเป็นหนังสือสื่อออกมาและไม่ต้องการให้เชื่อความคิดผม เพราะทุกคนล้วนมีความคิดของตนเองและมีเหตุผลของตนเองทั้งสิ้น

   ก่อนที่สังคมไทยจะเกิดการแตกแยกมากกว่านี้ ลองค้นหาดู "ทางสายกลาง" ที่คนเราจะอยู่ร่วมกันอย่าสันติสูข และกลับเข้าไปสังคมเมืองไทย "สยามเมืองยิ้ม" จะได้กลับคืนมาครับ 

ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=10959

โดย ณสยาม

 

กลับไปที่ www.oknation.net