วันที่ พฤหัสบดี มิถุนายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

๙ พระอัจฉริยภาพ ในมุมมองนักวรรณคดี


เรื่อง : ๙ พระอัจฉริยภาพ ในมุมมองนักวรรณคดี

ตีพิมพ์ในเซ็คชั่น กาย-ใจ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ฉบับวันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม 2554



'อัครศิลปิน' คือ พระราชสมัญญา ที่คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

คำว่า อัครศิลปิน ได้รับการเสนอโดยอาจารย์ภาวาส บุนนาค อดีตราชเลขาธิการ เพื่อสื่อความถึงศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นเลิศในศิลปะทั้งมวล และทรงได้รับการยกย่องสดุดีพระเกียรติคุณอย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ

ครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ครบ 50 ปี สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้เสนอโครงการสร้างหออัครศิลปินเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บนเนื้อที่ 5 ไร่ ถนนเลียบคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพื่อเป็นที่จัดแสดงพระอัจฉริยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมของพระองค์ ซึ่งรวบรวมไว้ 9 ด้าน ประกอบด้วยจิตรกรรม ประติมากรรม หัตถกรรม ภูมิสถาปัตยกรรม การถ่ายภาพ วรรณศิลป์ วาทศิลป์ คีตศิลป์ และนาฏศิลป์ 

ศาสตราจารย์ ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ ใช้เวลาติดตามพระอัจฉริยภาพด้านศิลปะของพระองค์ เพื่อนำเสนอในงานเขียนที่ใช้ชื่อ 'อัครศิลปินแห่งแผ่นดินสยาม' ในโอกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 84 พรรษา ในปีนี้ ทำให้ได้ค้นพบแง่มุมที่น่าประทับใจเกี่ยวกับพระราชจริยวัตรของพระองค์ ที่สะท้อนจากผลงานชิ้นต่างๆ 

- 1 -

"ก่อนหน้านี้เคยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมทั้ง 9 ด้าน เพื่อนำเสนอในเว็บไซต์ของหออัครศิลปิน แต่พอเวลาผ่านไป ได้พบข้อมูลอีกมากมาย ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เคยเขียนไว้ยังไม่ละเอียดพอ ในฐานะที่ตัวเองเป็นครูวรรณคดี จึงเริ่มรวบรวมเขียนใหม่อีกครั้งเพื่อถวายท่านในวาระครบรอบเฉลิมพระชนมพรรษาในปีนี้" ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและวรรณคดีพูดถึงความตั้งใจ

ศาสตราจารย์ ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ ได้ศึกษาพระอัจฉริยภาพของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งแสดงออกชัดเจนในงานหลากหลายสาขา เช่น ด้าน 'จิตรกรรม' ซึ่งพระองค์สนพระราชหฤทัยในการวาดภาพมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งประทับที่ประเทศอังกฤษและเยอรมนีทรงศึกษาการวาดภาพสีน้ำมันกับครูพิเศษ และโปรดวาดภาพลายเส้นเป็นประจำทั้งในสมุดบันทึกประจำวันและไปรษณียบัตรส่งถึงบุคคลต่างๆ

การวาดภาพอย่างจริงจังเริ่มต้นขึ้นเมื่อครั้งประทับที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยทรงใช้อุปกรณ์วาดภาพที่มีผู้นำมาถวายสมเด็จพระราชชนนี และทรงศึกษางานจิตรกรรมด้วยพระองค์เอง รวมทั้งทรงฝึกฝนเขียนภาพจนเกิดความชำนาญ

หลังจากเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างสรรค์งานจิตรกรรมไว้ถึง 167 ภาพ ปัจจุบันภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ทั้งต้นฉบับและสำเนาภาพจัดแสดง ณ หออัครศิลปิน เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชม

'การถ่ายภาพ' เป็นสิ่งที่พระองค์โปรดมาแต่ครั้งที่ยังทรงพระเยาว์ด้วยเช่นกัน กล้องตัวแรกได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระราชชนนี ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาด้วยพระองค์เอง และทรงถามจากผู้รู้ จนสามารถใช้กล้องได้อย่างชำนาญ 

เมื่อขึ้นครองราชสมบัติแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็โปรดถ่ายภาพต่างๆ เป็นประจำ การถ่ายภาพของพระองค์มิได้เป็นไปเพื่องานศิลปะเพียงอย่างเดียว แต่ยังนำไปใช้ด้านการวางแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน อย่างเมื่อครั้งที่ทรงพระประชวรและประทับรับการรักษาพระองค์อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อปี 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงถ่ายภาพการจราจรบริเวณสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าและถนนใกล้เคียง จากระเบียงตึกสยามินทร์ ชั้น 6 ภาพที่ทรงบันทึกไว้เป็นข้อมูลสำหรับโครงการพระราชดำริสร้างทางคู่ขนานลอยฟ้าบนถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้าและถนนบรมราชชนนี รวมทั้งโครงการสร้างสะพานพระราม 8

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังโปรดงานด้าน 'หัตถศิลป์' โปรดการประดิษฐ์ของเล่นด้วยฝีพระหัตถ์มาแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ ส่วนหนึ่งน่าจะได้รับแรงบันดาลพระราชหฤทัยจากการทอดพระเนตรเห็นสมเด็จพระราชชนนีโปรดงานหัตถศิลป์ต่างๆ เช่น การปักผ้า การทับดอกไม้ การวาดภาพบนเครื่องเคลือบที่ทรงทำแม่พิมพ์ขึ้นเอง

โปรดงานด้านช่างไม้ พระองค์ทรงทำเรือจำลองหลายลำ โดยทรงศึกษาข้อมูลจากของจริงแล้วทรงย่อส่วนลง ฝีพระหัตถ์ในงานแต่ละชิ้นล้วนละเอียดงดงาม เมื่อทรงสนพระราชหฤทัยด้านดนตรี พระองค์ก็ทรงประดิษฐ์เครื่องดนตรีโดยดัดแปลงจากวัสดุเหลือใช้ กระทั่งทรงเล่นเรือใบก็ยังทรงต่อเรือด้วยพระองค์เองหลายลำ

ด้วยพระปรีชาสามารถและความสนพระราชหฤทัยด้านงานช่างและการประดิษฐ์ ที่พัฒนาสู่การคิดค้นออกแบบเครื่องจักรกลหลายรูปแบบ ที่สำคัญได้แก่ 'กังหันน้ำชัยพัฒนา' ซึ่งเป็นเครื่องบำบัดน้ำเน่าเสีย ที่สภาวิจัยแห่งชาติได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลที่ 1 ผลงานคิดค้นหรือสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ สาขาวิทยาศาสตร์ ประจำปี 2536

"ส่วนงานด้านสถาปัตยกรรม สิ่งที่มีพระบรมราชวินิจฉัย แม้โดยหลักจะเป็นประโยชน์เพื่อการแก้ปัญหาของสังคม แต่ทรงตระหนักถึงความงามในเชิงศิลปะ เช่น พระราชกระแสรับสั่งให้เก็บต้นไม้ข้างทางบริเวณวงเวียนกลับรถหน้ากรมประชาสัมพันธ์ หรือทรงให้ออกแบบสะพานคู่ขนานสองข้างสะพานมัฆวานรังสรรค์ให้กลมกลืนกับสะพานเดิม" เจ้าของงานเขียน 'อัครศิลปินแห่งแผ่นดินสยาม' ยกตัวอย่างถึงความประทับใจในพระอัจฉริยภาพของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากการค้นคว้าข้อมูลเพื่องานเขียนในครั้งนี้

- 2 -

ศาสตราจารย์ ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ ศึกษาพบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรอบรู้งานด้าน 'วรรณศิลป์' และ 'วาทศิลป์' ระดับสูง ทั้งภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และ ละติน เป็นอย่างดีจากที่ทรงศึกษาที่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ชั้นประถม จนทรงจบการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาวิชากฎหมายและรัฐศาสตร์ 

พระองค์ทรงศึกษาภาษาไทยอย่างจริงจังเมื่อทรงเจริญวัย และทรงใช้ภาษาไทยได้เป็นที่จับใจทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน

พระราชนิพนธ์เรื่องแรก คือ พระราชานุกิจรัชกาลที่ 8 หมายความถึงพระราชกิจที่พระเจ้าแผ่นดินทรงปฏิบัติเป็นประจำทุกวันเป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งทรงเรียบเรียงด้วยภาษาที่กระชับชัดเจนและสละสลวย แสดงพระปรีชาชาญด้านภาษาไทยตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ 

"งานระยะแรกๆ ของพระองค์ยังทรงเรียบเรียงได้เรียบร้อย อ่านแล้วเหมือนออกมาจากน้ำพระราชหฤทัยจริงๆ"

อย่างเช่นตอนหนึ่งของบทความบันทึกที่ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง 'เมื่อข้าพเจ้าจากสยามสู่สวิตเซอร์แลนด์' ก่อนเสด็จพระราชดำเนินออกจากประเทศไทยเพื่อไปศึกษาต่อ 

"พอรถแล่นออกไปได้ไม่ถึง 200 เมตร มีหญิงคนหนึ่งเข้ามาหยุดรถแล้วส่งกระป๋องให้เราคนละใบ ราชองครักษ์ไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรอยู่ในนั้น บางทีจะเป็นลูกระเบิด! เมื่อมาเปิดดูภายหลังปรากฏว่าเป็นทอฟฟี่ที่อร่อยมาก ตามถนนผู้คนช่างมากมายเสียจริงๆ ที่ถนนราชดำเนินกลาง ราษฎรเข้ามาใกล้จนชิดรถที่เรานั่ง กลัวเหลือเกินว่าล้อรถของเราจะไปทับแข้งขาใครเข้าบ้าง รถแล่นฝ่าฝูงคนไปได้อย่างช้าที่สุด ถึงวัดเบญจมบพิตร รถแล่นเร็วขึ้นได้บ้าง ตามทางที่ผ่านมา ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นมาดังๆ ว่า 'อย่าละทิ้งประชาชน' อยากจะร้องบอกเขาลงไปว่า ถ้าประชาชนไม่ 'ทิ้ง' ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะ 'ละทิ้ง' อย่างไรได้ แต่รถวิ่งเร็วและเลยไปไกลเสียแล้ว" ศาสตราจารย์ ดร.รื่นฤทัย อ่านทุกถ้อยคำที่ทรงบันทึกไว้ด้วยความปลาบปลื้มใจ

งานประพันธ์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในระยะต่อมา มีทั้งที่เป็นงานพระราชนิพนธ์และงานแปล โดยงานแปลนั้นแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ บทความวิเคราะห์เศรษฐกิจและสังคม เช่น เศรษฐศาสตร์ตามนัยของพระพุทธศาสนา บทที่ 4 เล็กดีรสโต จาก Small is Beautiful โดย E.F.Schumacher, รายงานตามนโยบายคอมมูนิสต์ จาก Following the Communist Line ฯลฯ อีกกลุ่มได้แก่ประวัติบุคคลสำคัญอย่าง นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ ที่ทรงแปลจาก A Man called Intrepid ของ William Stevenson และ ติโต จาก Tito ที่เขียนโดย Phyllis Auty 

"ไม่ได้ทรงแปลแบบคำต่อคำ มีการปรุงภาษาให้มีอรรถรสแบบไทยๆ ทำให้ผู้อ่านสามารถติดตามเนื้อหาที่ไม่ได้เป็นสำนวนต่างประเทศจนเกินไป"

เช่น ในเรื่อง นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ คำว่า My Lord ทรงใช้สำนวนไทยว่า "แม่เจ้าโว้ย" ข้อความว่า "A small man of immense power" ทรงใช้สำนวนว่า "เล็กพริกขี้หนู" เป็นต้น

ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและวรรณคดีเห็นว่าเป็นผลงานชิ้นสำคัญคือพระราชนิพนธ์ พระมหาชนก ซึ่งทรงดำเนินตามเรื่องในนิบาตชาดก แต่ทรงตัดบางตอน ทรงเพิ่มเนื้อหา รวมทั้งทรงเปลี่ยนตอนท้ายของเรื่องให้ต่างไป โดยทรงตีความใหม่ให้สอดคล้องกับยุคสมัย

ศาสตราจารย์ ดร.รื่นฤทัย เห็นว่าพระราชนิพนธ์ 'พระมหาชนก' มิได้มาจากชาดกในนิบาตชาดกเท่านั้น แต่ยังมาจากพระราชจริยวัตรและพระราชปณิธานของพระองค์ในการปกครองแผ่นดินและอาณาประชาราษฎร์ อีกทั้งยังแสดงถึงยุทธศาสตร์แห่งการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ นั่นคือการ 'อนุรักษ์' และ 'พัฒนา' ต้องดำเนินควบคู่กันไป 

"ทรงหยิบยกเรื่องการฟื้นฟูต้นมะม่วง 9 วิธี ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีอยู่ในชาดก โดยทั้ง 9 วิธีประกอบด้วยภูมิปัญญาการเกษตรทั้งแบบดั้งเดิมและวิทยาการสมัยใหม่"

แม้ผู้อ่านจะตีความได้ว่าพระมหาชนกในเรื่องคือพระองค์เอง แต่ผู้เขียนกลับพบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นย้ำในหลายวาระโอกาสว่าพระองค์มิได้มีพระราชประสงค์ให้ประชาชนคิดว่าพระองค์คือ พระมหาชนก หากแต่มีพระราชประสงค์จะให้ประชาชนทุกคนเป็นดั่งพระมหาชนก

นอกจากนี้ พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงแสดงแก่บุคคลต่างๆ ในหลากหลายวาระโอกาส แสดงถึงพระอัจฉริยภาพด้านการสื่อสารอย่างยิ่งด้วยเช่นกัน 

"ภาษาของพระองค์มีลักษณะที่สั้น กระชับ กระทบใจ และชวนให้ขบคิด" ผู้รู้ด้านภาษาชี้จุดเด่น

อย่างเช่น ส.ค.ส. เมื่อปี 2540 ซึ่งพระราชทานพรปีใหม่แก่ปวงชนชาวไทย

"ขอจงมีความสุขความเจริญ
  คิด ก่อน พูด
  พูด แล้ว ทำ
  ทำ หลัง คิด
  คิด ก่อน ทำ
  ทำ แล้ว พูด
  พูด หลัง คิด
  สวัสดีปีใหม่ 2540
  Happy New Year"

ศาสตราจารย์ ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ เห็นว่าพระอัจฉริยภาพของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือเป็นส่วนผสมที่มาจากการที่ทรงเป็นนักคิด นักค้น นักสร้างสรรค์ ทรงมีพรสวรรค์ในศิลปะทุกแขนง ทรงแสวงหาความรู้ในทุกด้าน ซึ่งผลงานฝีพระหัตถ์ในด้านต่างๆ มิใช่แต่จะสื่อเรื่องราวด้านความงดงามทางศิลปะ แต่ยังสื่อความหมาย ให้ข้อคิด เป็นคติสอนใจที่ผู้ใดที่ได้รับรู้ รับฟัง สามารถนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี 

โดย rachada

 

กลับไปที่ www.oknation.net