วันที่ พฤหัสบดี มิถุนายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เที่ยวเมืองเหนือ ตอน เชียงใหม่มหานคร คุ้มพญารีสอร์ทน่านอน กินสะเต๊กร้อนๆบ้านริมนา ชมมหาพฤกษาพืชสวนโลก


เที่ยวเมืองเหนือ

ตอน

เชียงใหม่มหานคร คุ้มพญารีสอร์ทน่านอน กินสะเต๊กร้อนๆบ้านริมนา ชมมหาพฤกษาพืชสวนโลก

..จากลำปางถึงเชียงใหม่ผมใช้เวลาชั่วโมงครึ่งพอดี เพราะถึงแม้ว่าระยะทางลำปาง-เชียงใหม่ จะแค่ 90 กม. เท่านั้น แต่ว่าก็เป็นเส้นทางที่ต้องผ่านเขาลูกใหญ่ๆทั้งสิ้น แถมเมื่อผ่านจังหวัดลำพูน ปริมาณรถยนต์ในท้องถนนก็จะเพิ่มมากขึ้นไปอีก ประกอบกับผมขับรถไม่เร็วนัก ปกติก็จะขับอยู่ 90 – 110 กม.ต่อชั่วโมงเท่านั้น การใช้เวลาถึงชั่วโมงครึ่งสำหรับผม จึงถือว่าเร็วแล้ว...

...เรื่องขับรถเร็ว-ช้านี่ แต่ก่อนนี้ผมเป็นคนที่ขับรถเร็วมากนะครับ เกิดอุบัติเหตุเฉียดตายมาก็หลายครั้ง ในสมัยที่ยังรับราชการอยู่ที่ด่านศุลกากรหนองคาย ผู้คนในจังหวัดนั้นเขาจะสันนิษฐานกันทันทีว่า “ไม่สารวัตรบุญลือ ก็ต้องเป็นด่านฯเป๊ปซี่” เมื่อเขาเห็นใครสักคนที่ขับรถเร็วๆผ่านหน้าไป สารวัตรบุญลือ นั้นเป็นตำรวจครับ ผมก็ไม่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัวหรอกครับ แต่ก็รู้ได้จากที่มีคนพูดถึงว่าเป็นคนขับรถเร็ว โดยเฉพาะเส้นทางสายหนองคาย-อุดรธานี ซึ่งยาวประมาณ 60 กม.นั้น สมัยนั้นกลางค่ำกลางคืนค่อนข้างเปลี่ยว แต่ผมก็จะเจอะเจอรถของ “สารวัตรบุญลือ”  ขับสวนไปสวนมาเป็นประจำ รถของสาวัตรเขาจะเป็น “นิสสัน เซนทรา” สีขาว ส่วนของผมจะเป็น “เปอร์โยต์ 309” สีขาวเหมือนกัน ท่านผู้ชมก็ลองนึกภาพตามนะครับว่า ท่ามกลางความมืดของท้องถนน จะมีแสงสว่างก็เพียงแสงจันทร์และแสงดาวเท่านั้น แต่กลับมีรถสีขาวสองคัน ขับผ่านไปผ่านมาด้วยความเร็วสูง ผู้คนรอบข้างและผู้ใช้รถใช้ถนนกันอย่างปกติ เขาจะนึกคิดอย่างไร...เขาคงจะสรรเสริญแหละผมว่า...555

...บริเวณล็อบบี้ของ "คุ้มพญารีสอร์ท" ครับ ให้บรรยากาศเหมือน "คุ้ม" ของเจ้าทางเหนือ...

...และในค่ำคืนวันหนึ่งก็เกิดเหตุขึ้น เมื่อ “พี่สุวัฒน์ ด้วงปั้น” ผู้ช่วยนายด่านศุลกากรหนองคายในสมัยนั้น ขับรถไปเกิดอุบัติเหตุกลางทางระหว่างจะไปอุดรธานี สาเหตุเนื่องจากมีหนังกลางแปลง ซึ่งเปิดวิกให้คนมาดูอยู่ข้างทาง กำลังจะเลิกอยู่พอดี ผู้คนก็เลยกำลังขวักไขว่ ทั้งรถ “สกายแล็บ” (รถสามล้อเครื่องทางอีสานจะเรียกว่าสกายแล็บ อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่เคยมีชิ้นส่วนยานสกายแล็บ ตกลงมาที่นี่) รถมอเตอร์ไซด์ จักรยานและผู้คนที่กำลังจะกลับบ้าน ทะลักล้นออกมากินพื้นที่บนถนน ประกอบกับช่วงก่อนที่จะถึงที่ฉายหนังกลางแปลงนี้ มีเนินลูกใหญ่ๆอยู่พอดี พอพี่สุวัฒน์ขับรถลงเนินมาเจอผู้คนมากมายกินพื้นที่ถนนเข้ามา จึงตกใจหักหลบพัลวัน รถจึงชนเข้ากับ “สกายแล็บ” ข้างทาง แล้วม้วนใส่เกลียวสองชั้นเข้ากวาดผู้คนอีกนับสิบคน นับผู้เสียหายที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุครั้งนี้ถึง 24 คนกับรถสกายแล็บอีกหนึ่งคัน แต่ยังถือว่าเป็นเคราะห์ดีที่ยังไม่มีผู้บาดเจ็บถึงขั้นเสียชีวิต จากเหตุการณ์ในคืนนั้นก็ร่ำลือกลับไปถึงเมืองหนองคายว่า “ด่านฯขับรถชนคน” คือคำว่า “ด่านฯ” นี้หมายถึง “เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร” นะครับ ในต่างจังหวัดตามเขตชายแดน ผู้คนจะเรียกด่านฯอยู่สองด่านฯคือ “ด่านศุลกากร หรือ ด่านภาษี” กับ “ด่านฯ ต.ม. หรือ ด่านตรวจคนเข้าเมือง” แต่ถ้าเรียกว่า “ด่านฯ” เฉยๆมักจะหมายถึง “ด่านศุลกากร” ครับ พอร่ำลือกันว่า “ด่านฯชนคน” ก็ร่ำลือกันต่อว่าเป็น “ด่านฯเป๊ปซี่” แน่นอน เพราะมันก็คิดวิเคราะห์กันไม่ยาก คนหนึ่งชอบขับรถเร็ว แล้วก็ชอบไปอุดรตอนกลางคืน แถมวันนั้นจริงๆแล้วผมก็ไปอุดรจริงๆด้วยแหละ เพียงแต่ว่าผมกลับหนองคายมาก่อนที่จะเกิดเรื่องนี้ พอตื่นขึ้นมาตอนเช้าเจอผู้คนเขาจึงถามผมทันที ว่าเป็นอย่างไรบ้างบาดเจ็บอะไรไหม ผมก็เลยงงเต็กว่าเกิดอะไรขึ้น สืบสาวเล่าความไปก็จึงถึงรู้ภายหลังว่า “มีคนด่านฯไปขับรถชนคนกลางทางระหว่างหนองคาย-อุดรธานี เมื่อคืนนี้” เพียงแต่ว่า “ด่านฯคนนั้น” ไม่ใช่ผมแต่เป็น ท่านผู้ช่วยนายด่านฯ “สุวัฒน์ ด้วงปั้น” แต่เรืองนี้ก็ถือเป็นบทเรียนได้ว่า ใครที่มักทำอะไรแล้วมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดเหตุใดๆ พอมีเหตุนั้นเกิดขึ้นผู้คนก็มักจะคาดคิดไปก่อนทันทีว่าเป็นไอ้หมอนี้แน่ ทั้งๆที่เรื่องแน่ๆอาจจะไม่ใช่อย่างนั้น...

                     

                    ...วิวบริเวณสระน้ำของ "คุ้มพญารีสอร์ท"...เห็นแล้วต้องถ่ายรูปเลยแหละครับ...

...ผมมาขับรถช้าลงโดยปัจจุบันทันด่วนเมื่อปี พ.ศ.2547 เมื่อย้ายมาอยู่ “ด่านศุลกากรมุกดาหาร” ในวันหนึ่งที่ขับรถกลับบ้านในระยะทางประมาณ 600 กิโลเมตร คุณนายหมูเธอแปลกใจที่อยู่ๆผมก็ขับรถช้าลงจนอยู่ในเกณฑ์ 90 – 110 กม.ต่อชั่วโมง ทั้งๆที่ปกติผมจะขับในความเร็วตั้งต้นตั้งแต่ 120 กม.ต่อชั่วโมงขึ้นไป ผมตอบเธอไปว่า “ไม่อยากจะขับรถเร็วแล้ว...เบื่อ...” ปรากฏว่าได้อานิสงส์เกิดขึ้นในทันใด คือเธอปรบมือแสดงความยินดีกับผมอย่างกึกก้อง แถมด้วยหอมแก้มซ้ายทีขวาทีอย่างดีใจ อือมมม์...ทำดีมันได้ผลดีอย่างนี้นี่เอง...555 แต่แรกๆผมก็ง่วงนะครับ แต่ก็อาศัยว่าผมก็จะจอดรถบ่อยหน่อย แวะพักดื่มกาแฟบ้างอะไรบ้าง ต่อมาก็ชินไม่ง่วงไปโดยปริยาย อานิสงส์อย่างที่สองก็เกิดขึ้นในทันใดคือรถกินน้ำมันน้อยลง แต่ก่อน 600 กิโลนี่ ถ้าผมเติมเต็มมาจากมุกดาหารถึงบางบัวทองบ้านผม น้ำมันจะต้องหมดกลางทางก่อนให้ผมต้องเติมอีกหนึ่งครั้ง แต่หลังจากที่ขับ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผมสามารถขับรถถึงบ้านบางบัวทองได้โดยไม่ต้องเติมน้ำมันกลางทางเลย และอานิสงส์อย่างสุดท้ายก็คือตั้งแต่นั้นมาอุบัติเหตุชนิดเฉียดตายก็ไม่เคยเกิดขึ้นกับผมอีกเลย อุบัติเหตุที่ยังเกิดขึ้นก็มักจะเป็นอุบัติเหตุชนิดเล็กๆน้อยๆ เช่น ถอยชนตอไม้ต่ำๆเพราะมองไม่เห็น เสยฟุตบาทที่มันสูงเกินไป หรือสีไปครูดเข้ากับรถคันอื่นเพราะที่จอดมันแคบเท่านั้น รู้อย่างนี้จะขับช้ามาตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว ไม่ต้องใช้บุญเก่าแลกกับการเฉียดตายมาตั้งหลายครั้ง...555

                   

         ...คุณนายหมูระหว่างรอรับประทานอาหารในห้องอาหารของ "คุ้มพญารีสอร์ท" ครับ...

...ผมดูตามแผนที่ที่จะไป “คุ้มพญารีสอร์ท” ที่พักที่ผมจองผ่าน “เว็บไซด์เอ็นโซโก” มา ตามแผนที่ดูแล้วก็เข้าใจว่าพอถึงหน้าศาลเด็กเชียงใหม่ ก็ให้เลี้ยวขวาเลี้ยวแล้ว ตรงไปหน่อยเป็นสามแยกไฟจราจรให้เลี้ยวขวาอีกทีตรงไปก็จะเจอโรงแรมอยู่ซ้ายมือ เพียงแต่ว่าเมื่อผมเลี้ยวขวาหลังจากที่สี่แยก หลังจากเจอศาลเด็กอยู่ซ้ายมือแล้ว ตรงไปกลับพบสี่แยกสามแยกหลายแยกมากจนงงไม่รู้ว่าจะเลี้ยวขวาที่ตรงไหน ขับมาจนรู้ได้แน่ว่ามันเลยมาแน่แล้ว ผมก็เลยต้องโทรศัพท์ไปถามที่โรงแรม พนักงานบอกกับผมว่าให้ขับรถกลับมาที่ถนนเส้นเดิมแล้วเลี้ยวเข้ามาทาง “บิ๊กซี” จะง่ายกว่า อือมม์...ก็แล้วทำไมไม่เขียนไว้ในแผนที่นะว่าให้เข้าทางนี้ได้ จะได้ไม่ต้องโทรไปถาม...

... “คุ้มพญารีสอร์ท” จัดแต่งโรงแรมเป็นแบบสไตล์บูติคแบบล้านนา เอาแบบเรือนไทยทางภาคเหนือมาประยุกต์เข้ากับตัวโรงแรม ตัวอาคารเรือนพักนั้นเป็นเรือนครึ่งไม้ครึ่งปูนสองชั้น ต่อแถวยาวไปไปรูปเกือกม้า ตรงกลางเป็นสระน้ำใสๆนัยว่าให้ลงไปว่ายได้ แต่ดูๆไปคงไม่มีใครกล้าจะลงไปว่ายหรอกครับ เอาไว้ดูสวยๆน่าจะเบิกบานกว่า ภายในห้องพักก็ตบแต่งอย่างสวยงาม ยิ่งเตียงนอนเห็นแล้วก็อยากจะกระโจนเข้าใส่ทีเดียวแหละครับ ส่วนห้องน้ำก็น่าจะนอนเล่นเสียมากกว่าอยากจะอาบน้ำ 555 เขาทำเป็นสัดส่วนลงตัวทีเดียวครับ ระหว่างการจัดวางห้องอาบน้ำที่เป็นตู้กระจกแบบเป็นประตูเลื่อนปิดเปิด อ่างอาบน้ำที่จัดวางอีกมุมหนึ่งและโถชักโครกที่น่านั่งพิจารณาธรรมเป็นอย่างยิ่ง มากกว่านั้นยังมีหน้าต่างไม้อยู่หลังชักโครกอีกหนึ่งบาน ให้ผู้คนที่อยู่ในห้องนอน สามารถโผล่หน้ามาคุยกับผู้คนที่กำลังนั่งพิจารณาธรรมได้อย่างสะดวกด้วย...555

                   

           ...เตียงนอนในห้องพัก เห็นแล้วอยากจะกระโจนขึ้นไปนอนทีเดียวเชียวแหละครับ...

...ข้อพึงตำหนิเพียงอย่างเดียวของ “คุ้มพญารีสอร์ท” ก็คือ ราคาอาหารที่แพงเกินไป ผมกับคุณนายหมูไปถึงที่โน่นก็เที่ยงพอดี เราจึงคิดว่าจะทานอาหารเที่ยงกันที่นี่แหละ ก็จึงเดินไปที่ห้องอาหาร ซึ่งในตอนเช้าที่นี่ก็จะแปรสภาพเป็นที่ทานอาหารเช้าไปในตัว ตามเมนูอาหารนั้นราคาค่อนข้างจะแพงมาก ผมกับคุณนายหมูสั่ง “ผัดไทย” มาทานคนละจานกับขนมของคุณนายหมูเธออีกหนึ่งอย่าง ราคาค่าอาหารปาเข้าไปถึงหกร้อยกว่าบาท...แพงเกินเหตุไปนะครับ...!!!

                

                                          ...ให้ดูอีกมุมหนึ่งครับว่ามันน่านอนจริงๆ...

                     

                             ...มุมห้องน้ำครับดูแล้วไม่กล้าทำเลอะเทอะเลย...555

                    

                                        ...ห้องอาบน้ำก็ดูหรูหรามากทีเดียว...

...ตอนบ่ายเราไม่ได้ไปไหน คุณนายหมูเธอก็ดูจะง่วงนอน ยิ่งเห็นเตียงน่านอนเสียขนาดนั้น โรคง่วงเหงาหาวนอนของเธอก็กำเริบขึ้นมาอย่างฉับพลัน แล้วเธอก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง รีบปีนขึ้นเตียงเอาตัวอ้วนๆซุกเข้าไปในผ้าห่ม ไม่เกินห้านาทีหลังจากนั้นก็กรนครอก 555 ส่วนผมนั้นก็โทรศัพท์ไปหา “พี่เชษฐา กำเนิดพลอย” ซึ่งผมนัดหมายกับพี่เขาไว้ก่อนจะมาเชียงใหม่แล้วว่า มาถึงแล้วจะโทรไปหาแล้วจะได้นัดรับประทานอาหารร่วมกัน อันว่าพี่เชษฐานั้นพี่เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ “คุณกรรชัย กำเนิดพลอย” ดาราหนุ่มรูปหล่อนั่นแหละครับ แล้วก็เคยมีเรื่องมีราวฟ้องร้องกันเกี่ยวกับมรดกของคุณพ่อของทั้งคู่ เรื่องราวจะจบลงอย่างไรผมก็ไม่รู้ แล้วก็ไม่ได้ถามพี่เขาหรอกครับ เพราะไม่ได้อยากจะรู้อะไรอันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา พี่เขาเองก็คงจะไม่อยากที่จะเอ่ยถึงด้วยแหละครับ 555 ผมกับพี่เชษฐารู้จักกันมานานแล้ว ตั้งแต่ผมยังรับราชการอยู่ที่ “ด่านศุลกากรท่าอากาศยานกรุงเทพ” ที่ต่อมาก็ได้รับการเปลี่ยนสถานะให้ใหญ่โตขึ้นเป็น “สำนักงานศุลกากรท่าอากาศยานกรุงเทพ” หรือว่าเรียกง่ายๆก็คือ “สนามบินดอนเมือง” นั่นแหละครับ แต่ในแวดวงศุลกากรเขาจะเรียกศุลกากรที่ประจำอยู่ที่นี่ว่า “ด่านฯดอนเมือง” หรือไม่ก็ “ดอย” เพราะอักษรย่อของ “ด่านศุลกากรท่าอากาศยานกรุงเทพ” คือ “ดอย.” ตอนนั้นพี่เชษฐาเขาเป็นผู้จัดการโรงแรม แกรนด์ไฮเอทเอราวัณแผนกรักษาความปลอดภัยอยู่ บางครั้งพี่เขาก็มีหน้าที่ที่จะต้องรับรองแขกวีไอพีของโรงแรม ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ก็เลยมีการแนะนำกันต่อๆมาจนรู้จักกันกับผม แล้วก็เลยถูกอัธยาศัยกันเป็นอันดี พี่เชษฐามีแฟนชื่อว่า “คุณป้อม” คุณป้อมเธอเป็นบุตรสาวบุญธรรมของ “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” เธอเป็นคนที่มีรูปร่างดี บุคลิกดีและหน้าตาสวยมาก พี่เชษฐาก็แนะนำให้ผมได้รู้จักกับคุณป้อม แล้วก็เลยได้ไปรู้จักกับ “ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์” ภรรยาของท่านจอมพลฯไปด้วย นี่ถ้าหากว่าจอมพลสฤษดิ์ยังไม่สิ้น ไม่แน่ว่าผมอาจจะได้รับการแนะนำให้รู้จักท่านด้วยก็เป็นได้...555... ท่านผู้หญิงวิจิตราฯ นั้นท่านน่ารักมากและดูว่าท่านจะเอ็นดูผมเป็นพิเศษ อันนี้คุณป้อมเธอบอกผมนะครับ ผมไม่ได้วิเคราะห์เอาเอง คุณป้อมบอกว่าเวลาที่อยู่ที่บ้านท่านผู้หญิงจะเป็นคนดุ ไม่ใคร่จะมีใครกล้าคุยด้วยกับท่านฯ แต่เวลาที่ท่านมาเที่ยวที่สนามบินดอนเมือง เพื่อมาส่งคุณป้อมไปต่างประเทศ ในแต่ละคราวท่านมักจะขอเกาะแขนผมให้ผมพาเดิน ไปเที่ยวชมข้าวของต่างๆในร้านค้าปลอดอากร ผมสังเกตว่าท่านจะชอบคุยโดยเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังสนุกมาก ที่ผมชอบมากที่สุดเห็นจะเป็นสำเนียงภาษาอังกฤษของท่าน ที่เวลาท่านพูด ผมว่าคนอังกฤษแท้ๆก็ยังต้องอาย...

                     

...คุณป้อม พี่เชษฐา คุณนายหมูและผมถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่จะได้เจอกันอีก...

...ต่อมาพี่เชษฐาได้ลาออกจากโรงแรมแกรนด์ไฮเอทเอราวัณ เพื่อที่จะไปอยู่ “โรงแรมเพนนินซูล่า” ซึ่งกำลังเปิดใหม่ ผมก็พลอยได้ไปรับประทานอาหารฟรีอยู่หลายครั้ง 555 แต่ต่อมาหลังจากที่ท่านผู้หญิงวิจิตราสิ้น พี่เชษฐากับคุณป้อมก็ย้ายออกจากกรุงเทพฯไปสร้างบ้านอยู่ที่เชียงใหม่ และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมจะได้ไปเที่ยวบ้านพี่เขา หลังจากที่ได้รับการชวนเชิญอยู่หลายครั้ง แถมยังอยากให้ไปนอนพักที่บ้านด้วย แต่ผมเกรงใจไม่กล้าไปนอนหรอกครับ มาครั้งนี้ก็จองโรงแรมไว้ก่อน เพื่อที่จะได้หาข้ออ้างได้ว่าเสียสตางค์จองโรงแรมไว้แล้ว 555 พี่เชษฐานัดหมายว่าตอนเย็นสักหกโมงเย็นจะให้ “บอย” หลานชายเอารถมารับที่ “คุ้มพญารีสอร์ท” เพื่อไปเที่ยวที่บ้านและรับประทานอาหารมื้อเย็นด้วยกัน...

...พอสักหกโมงเย็นกว่าๆ โทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น “บอย” หลานชายพี่เชษฐาบอกว่า เอารถมารับผมกับคุณนายหมูแล้ว รออยู่ที่ล็อบบี้โรงแรม ผมก็จูงคุณนายหมูเธอเดินออกไปขึ้นรถ บ้านพี่เชษฐาปลูกอยู่ที่ “แม่ริม” ต้องขึ้นเขาไปอีก ถนนหนทางดูแคบพอสมควร หากขับไม่ระวังกันมีหวังเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย แต่บอยบอกว่าขับจนชินแล้ว ชินแล้วก็ดีแล้ว อย่าเพิ่งมาไม่ชินเอาวันนี้ก็แล้วกัน 555 กว่าจะถึงก็ปาเข้าไปทุ่มกว่า ผมอุตส่าห์เอากล้องถ่ายรูปมาด้วย เพื่อที่ว่าจะมาถ่ายบ้านพี่เขา เพราะรู้ว่าคงจะสวยแน่นอน เพราะทั้งพี่เชษฐาและคุณป้อมต่างเป็นคนที่มีรสนิยมดีทั้งคู่ และบ้านหลังนี้ก็สร้างอยู่นมนานกว่าจะเสร็จ คงจะพิถีพิถันตามประสาคนมีรสนิยมดีและแถมมีสตางค์ 555 ...

...แต่พอไปถึงแล้วกลับถ่ายไม่ได้เลย เพราะทุ่มหนึ่งที่โน้นมืดสนิท มีแต่แสงสว่างเฉพาะบริเวณที่เปิดไฟเท่านั้นเอง แต่ผมก็สังเกตเห็นได้ว่า บ้านพี่เขาค่อนข้างจะใหญ่โต หากผ่านไปมาไม่รู้จักกันมาก่อน คงจะคิดว่าเป็นรีสอร์ทระดับ 5 ดาวที่ไหนสักแห่ง ที่สำคัญพี่เขาตั้งชื่อบ้านไว้ว่า “บ้านริมนา” หากฟังแต่ชื่อบ้าน ไม่มาเห็นของจริงคงจะคิดว่า เป็นบ้านแบบกระต๊อบมุงจากอยู่ริมนาเป็นแน่ 555 ก็ใครจะคิดเล่าว่า “บ้านริมนา” ที่ผมมาถึงนี้จะมีสภาพไม่ต่างไปจากโรงแรมชั้นดี พี่เชษฐาบอกว่าด้านล่างของบ้าน ซึ่งปลูกอยู่บนเชิงเขา จะเป็นที่นาของชาวบ้าน เวลามองลงไปจะเห็นข้าวเขียวขจีสวยมาก และคุณป้อมเองก็ห่วงว่าบ้านชื่อ “บ้านริมนา” แล้ว หากต่อไปชาวบ้านเกิดขายที่นาเสีย แล้วไม่ได้ทำนาเหมือนเดิม บรรยากาศอันสวยงามก็จะหายไป ซึ่ง “บ้านริมนา” ก็จะไม่กลายเป็นบ้านริมนาอีกต่อไป ก็เลยลงไปเจรจาต้าอวยกับชาวนา ขอซื้อที่นาทั้งหมดแล้วก็ให้ชาวนาเหล่านั้นทำนาอย่างเดิม เฮ้อ...ทุกข์ของเศรษฐีนี่ก็พิสดารไปอีกแบบ 555...

...พี่เชษฐากับคุณป้อมดีใจมาก ที่ได้เจอผมกับคุณนายหมูอีกครั้ง การพูดคุยก็เป็นการคุยแต่เรื่องเก่าๆโดยเฉพาะเรื่อง “ท่านผู้หญิงฯ” ที่เสียไป กับอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่อง “สุขภาพ” เพราะทั้งคุณนายหมู, ผมและพี่เชษฐา ต่างก็ผ่านการเจ็บป่วย ชนิดเข้าขั้นอันตรายมาแล้วทั้งนั้น การพูดคุยก็จึงเข้าอกเข้าใจกันพอสมควร ส่วนคุณป้อมถึงแม้ว่าจะอายุมากขึ้นตามวัย แต่รูปร่างและความสวยงามก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปกว่าเดิมเลย พี่เชษฐากับคุณป้อมเลี้ยง “สะเต๊ก” เนื้ออย่างดี โดยให้แม่ครัวที่บ้านปรุงเอง อ้อ...จะบอกให้นิดหนึ่งว่าแม่ครัวของพี่เขานั้น ไม่ใช่แม่ครัวธรรมดาๆทั่วไป แต่เป็นแม่ครัวที่เคยทำงานเป็นกุ๊กให้กับโรงแรมห้าดาวมาแล้วทีเดียวเชียว ฉะนั้นรสชาติไม่ต้องพูดถึงโรงแรมทำสะเต๊กได้อร่อยอย่างไร วันนี้ผมก็ได้รับประทาน “สะเต๊ก” อร่อยอย่างนั้น...!!!

                      

                                          ...ถึงแล้วครับ "งานราชพฤกษ์ 54"...

...หลังอาหารหนักก็ยังมีของหวานให้ทานอีกด้วย เป็น “Dessert” สไตล์อิตาลี ชื่ออะไรผมก็จำไม่ได้เสียแล้ว แต่รู้ว่าผมกินเกลี้ยงถ้วยเลย ฉะนั้น ไม่ต้องถามถึงรสชาติ 555 พี่เชษฐายังแถม “กาแฟชะมด” ให้กับผมอีกถ้วยหนึ่ง กาแฟชะมด ที่ทำมาจากเมล็ดกาแฟที่ “ตัวชะมด” กินเข้าไปแล้วถ่ายออกมานั่นแหละครับ ที่มาที่ไปของมันฟังดูแล้วไม่น่ากิน แต่ว่ามันดันกลับเป็นของอร่อยแล้วก็มีราคาแพงเสียด้วย ผมทราบว่าทุกวันนี้ในเมืองไทยก็มี “กาแฟชะมด” ระบาดเข้ามามาก แต่ส่วนใหญ่ล้วนไม่ค่อยจะน่าเชื่อถือว่ามันเป็น “ชะมด” จริง แต่ระดับ “พี่เชษฐา” แล้วผมเชื่อว่าพี่เขาต้องเสาะหาของแท้มาประดับลิ้นอย่างแน่นอน 555...

...  “กาแฟชะมด” ก็อร่อยดีนะครับ รสชาติมันออกจะกลมกล่อมนุ่มนวล ไม่เข้มไม่แข็งไม่ขมเหมือนกาแฟทั่วๆไป ซึ่งรสชาติอย่างนี้เหมาะแก่การดื่มแบบ “อเมริกาโน” เท่านั้น อย่าไปใส่ครีมใส่น้ำตาลเชียวนะครับ มิฉะนั้นอาจจะไม่ได้รสชาติอะไรเลย ยิ่งถ้าชงแบบ “กาแฟเย็น” ยิ่งมิควรใหญ่ เพราะจะทำให้กาแฟที่รสชาติหอมหวานราคาแพง กลายเป็นกาแฟน้ำล้างชามที่รสชาติจืดสนิทไปทีเดียวเชียว...

...ผมกับคุณนายหมูอยู่คุยกับพี่เชษฐาและคุณป้อมจนถึงสี่ทุ่ม ก็เลยขอลากลับที่พักเพื่อมาพักผ่อน บอยหลานชายพี่เชษฐาก็มาส่งผมเหมือนเดิม กว่าจะถึง “คุ้มพญารีสอร์ท” อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหลับนอนก็ปาเข้าไปห้าทุ่มกว่าทีเดียว...

...รุ่งเช้าหลังจากตื่นขึ้นมาทำธุระส่วนตัวส่วนหัวกันเรียบร้อยแล้วทั้งสามีภรรยา เราก็ลงกันมารับประทานอาหารเช้ากัน ที่ห้องอาหารเดิมที่เรากินมื้อเที่ยงราคาแพงๆกันเมื่อวาน แต่มื้อนี้เราจะรับประทานกันอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องห่วงเรื่องราคาอีกต่อไป เพราะว่าราคาค่าอาหารถูกรวมไปกับราคาค่าห้องเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้น...ลุย 555

                       

  ...คุณนายหมูพร้อมแว่นกันแดด, หมวกและรถเข็น เตรียมพร้อมสำหรับงานราชพฤกษ์แล้วครับ...

...กินอาหารเช้ากันเสร็จ เราก็เก็บข้าวของเพื่อ “Check Out” ออกจากโรงแรม ออกมาเจอผู้จัดการโรงแรม ไม่รู้ว่าอยู่แผนกไหน ยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์ตรงล็อบบี้ มาสอบถามผมว่ามีอะไรขาดตกบกพร่องบ้าง ผมตอบว่ามี เธอทำหน้าตาตกใจ ถามว่ามีอะไรขาดไปหรือ ผมตอบว่า “หมอนข้าง” เธอหัวเราะ ผมก็เลยได้ทีถามไปว่า เพราะอะไรทำไมทั้งโรงแรมห้าดาวหกดาวเรื่อยไปจนไม่มีดาว ไม่มีที่ไหนสักแห่งที่จะบริการ “หมอนข้าง” ให้กับแขก ทั้งๆที่บางแห่งก็มีอะไรต่อมิอะไรให้เยอะแยะไปหมดจนเกินความจำเป็น เช่น ชุดคลุมอาบน้ำ ตู้เซฟ รองเท้าแตะและชุดนอน เธอหัวเราะแล้วก็ตอบว่า “เอ...นั่นนะสิ” 555

...ผมขอแผนที่สำหรับไปดูงานราชพฤกษ์กับพนักงานโรงแรมมาด้วย เพราะถึงแม้ว่าจะเคยไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่องานราชพฤกษ์โลกเมื่อปี 2549 แต่ก็ลืมไปเสียแล้ว กลัวจะหลงทาง ดูจากแผนที่แล้วก็เห็นว่าน่าจะไปไม่ยาก ตรงๆไปตามทางหลวงหมายเลข 11 อย่างเดียวแล้วก็ไปเลี้ยวขวาเอาตรงทางที่จะออกไปจังหวัดลำพูน แต่พอขับเข้าไปจริงๆก็ออกจะงงๆอยู่ไม่น้อย เพราะแผนที่กับสถานที่จริงดูจะแตกต่างกัน พอดีกับที่ว่าน้ำมัน E20 ในถังน้ำมันรถผม เหลืออยู่อยู่แค่สองขีดพอดี ผมก็เลยเลี้ยวเข้าปั๊มบางจากข้างหน้า เพื่อเติมน้ำมันแล้วก็จะได้โอกาสสอบถามเส้นทางไปในตัวด้วย เด็กปั๊มบอกพี่ยูเทิร์นหน้าปั๊มนี้เลย แล้วก็เลี้ยวซ้ายยาวโลดไปถึงงานเลย เฮ้อ...ดีว่าผมตัดสินใจถูกที่เลี้ยวเข้าปั๊มน้ำมันก่อน มิฉะนั้นคงได้เลยไปไกล เสียเวลาเสียค่าน้ำมันฟรีไปอีก รู้สึกว่าไอ้เจ้าโรงแรมที่ผมพักนี้ คงจะต้องปรับปรุงเรื่องแผนที่เสียจริงๆ เพราะตอนขับมาโรงแรมก็ทีหนึ่งแล้วที่พาผมหลง...!!!

                        

                       ...มุมนี้สีสันอย่างนี้ คุณนายหมูไม่ถ่ายไม่ได้เลยครับ ชอบมาก...

...ถึงที่งานราชพฤกษ์ เจ้าหน้าที่เพิ่งจะเปิดประตูทางเข้าอยู่พอดี ผมวนไปหาที่จอดรถ เพื่อจะได้จอดให้ได้ใกล้ที่สุด แต่จอดแล้วยังไงๆก็ยังเดินไกลอยู่ดี 555 ผมเอารถเข็นของคุณนายหมูออกมาจากท้ายรถ รถคันนี้ถูกหอบเอามาจากกรุงเทพฯ ก็เพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ ทีแรกคุณนายเธอก็ทำท่าจะไม่ยอมนั่ง จะทำเก่งขอเดินไปเอง แต่พอชี้ให้ดูว่าเราจะต้องเดินไปถึงไหน แล้วก็ยังต้องเดินดูดอกไม้ในงานอีก เธอก็ยอมนั่งแต่โดยดี 555 ผมเข็นรถไปจนถึงปากทางเข้า แดดยามเช้ายังไม่ร้อนนัก มีลมโชยพัดมาอ่อนๆด้วย ดูว่าวันนี้น่าจะไปได้สวย ก่อนทางเข้างาน ก็เลยแวะถ่ายภาพมุมสวยเสียก่อนสักสองสามภาพ ยื่นบัตรเข้างานที่ได้รับอภินันทนาการมาจาก “คุ้มพญารีสอร์ท” สำหรับสองคนเสร็จ ผมกับคุณนายหมูก็พากันชี้นกชมไม้ถ่ายรูปกันเพลิดเพลินไป...

                             

                          ...คนหนึ่งชอบถ่าย อีกคนหนึ่งชอบถูกถ่าย เราจึงไปกันได้ครับ 555...

                             

                                  ...ท่าอะไรของเธอก็ไม่รู้ครับ ผมก็ยังงงๆกับเธอ 555...

                             

            ...มุมนี้จัดได้สวยงามดีครับ แต่พอดูๆไปสักสองสามแห่ง มันก็ชักจะเริ่มซ้ำกันแล้วครับ...

                           

...ซุ้มนี้เป็นของบริษัทเอกชนอะไรสักแห่งหนึ่ง เขาจัดได้สวยงามดีครับ ที่สำคัญข้างในเย็นดีเพราะติดแอร์ 555...

                           

        ...กอดกันอย่างนี้ไม่ใช่คู่แต่งงานใหม่นะครับ 17 ปีแล้ว 555 ถ้านับตั้งแต่พบกันก็ 22 ปีแล้ว...

                            

                                   ...ดูท่าเหมือนนางแบบเราจะเริ่มเหนื่อยแล้วครับ...

                          

                                  ...ก็เลยได้ที่แวะอาคารจัดแสดงกล้วยไม้แห่งนี้...

...ผมดูว่างานคราวก่อนของ “ราชพฤกษ์” เมื่อปี 2549 น่าจะแกรนด์กว่านี้ ครั้งนี้ดูจะกร่อยๆไป ซุ้มดอกไม้น้อยลง แล้วก็ความหลากหลายของดอกไม้ก็มีน้อย เดินไปชมสักสองสามซุ้ม ดอกไม้ก็เริ่มจะซ้ำกันแล้ว ซุ้มส่วนใหญ่เป็นของบริษัทฯเอกชนใหญ่ๆ เช่น ปตท. ฮอนด้า โตโยต้า กรุงไทย แล้วก็พวกรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมทรัพยากรธรรมชาติ การไฟฟ้าฯ การประปา โทรศัพท์ ส่วนซุ้มของต่างประเทก็ดูจะมีน้อยกว่าคราวที่แล้วมาก พอเริ่มสายบรรยากาศก็เริ่มร้อนขึ้นมาเรื่อยๆ ผมก็เลยมองหามุมเย็นๆเพื่อจะแวะพัก เพราะทั้งคนเข็นและคนถูกเข็นเหงื่อเริ่มจะผุดออกมาเม็ดโป้งๆแล้ว พอดีว่าเดินไปถึงซุ้มสวนกล้วยไม้ รู้สึกว่าจะเป็นของกระทรวงเกษตรฯ หรือของกรมวิชาการเกษตร หรือไงนี่ แต่ยังไงก็เป็นกรมฯที่อยู่ในกระทรวงเกษตรนั่นแหละนา 555 แวะพักถ่ายรูปอยู่ในสวนกล้วยไม้อยู่นานพอสมควรครับ เพราะนอกจากจะไม่ร้อนแล้ว กล้วยไม้ของเขาก็จัดตัดแต่งได้สวยงามน่าถ่ายรูปทีเดียวเชียว...

...ออกจากสวนกล้วยไม้ ผมเข็นรถคุณนายหมูออกมาได้อีกสักสองสามซุ้ม ก็รู้สึกว่าคงจะไม่ไหวแล้ว โปรแกรมเดิมที่ตั้งใจว่าจะอยู่ถึงเย็น แล้วค่อยไปลำพูนคงจะต้องขยับปรับเปลี่ยนแล้ว พอดีว่าคุณนายหมูเธอร้องหาห้องน้ำ ผมก็เลยเข็นเธอเข้าไปในอาคารหาห้องน้ำให้เธอเข้า เสร็จแล้วก็ไปหาเครื่องดื่มเย็นๆดับร้อนสักนิด จากนั้นก็ถามความเห็นคุณนายเธอว่า จะดูต่อหรือว่าจะไปลำพูนเลย คุณนายเธอก็คงจะเหนื่อยแล้วล่ะ แม้ว่าจะไม่ต้องเดินเลย แต่เพราะอากาศที่อบอ้าวจึงทำให้เพลียเร็ว เธอก็ตอบโดยไม่ลังเลเลยว่าไปลำพูน ผมก็เลยเข็นรถเธอออกจากงาน ตรงไปที่จอดรถ แล้วเราสองสามีภรรยาก็โบกมือบ๊ายบายเชียงใหม่ มุ่งหน้าตรงไปลำพูน...

                              

...กล้วยไม้สีขาวนี่ของโปรดผมเลยครับ แต่สำหรับคุณนายหมูของเธอต้องประเภทสีสันจัดจ้าน...

                             

    ...ชื่ออะไรบ้างผมก็ไม่รู้หรอกครับ อ่านแล้วก็ไม่เคยจำ รู้แต่ว่ามันสวยดีก็พอใจแล้ว...

                             

  ...มาซุ้มนี้ชมเพลินไปเลยครับ เพราะเขาจัดเอาไว้สวยงามมาก ที่สำคัญ "ไม่ร้อน" 555...

                          

...ดอกนี้รู้สึกว่าจะชื่อ "ควีนสิริกิตต์" ใช่ไหมครับ ผมจำได้เพราะดอกมันมีลักษณะแปลกตาดี...

                                 

                       ...จำลองไว้แบบเป็นป่ากล้วยไม้เลย สวยดีนะรับ...

                                

...ตรงนี้ก็เป็นซุ้มใหญ่ คนถ่ายรูปกันมากเลยครับ ผมต้องรอตั้งนานกว่าจะปลอดคนให้ถ่ายรูปได้ โดยไม่ติดภาพคน...

                    ...ไว้พบกันใหม่ตอนหน้า ลาแล้วครับ สวัสดี...

    

โดย เป๊ปซี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net