วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตำนานไทย - พุไทยวัง : ตอนที่ 9.2 การตั้งเมืองเรณูนคร และเมืองสกลนคร


ตำนานไทย - พุไทยวัง

รวมเรียงโดย
นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา
สงวนลิขสิทธิ์
๕ สิงหาคม ๒๕๑๙

ประวัติผู้เขียน
http://www.kaowong.com/index.html
http://www.kaowong.com/Personal-01.html

คำนำและสารบัญ
http://www.oknation.net/blog/PhutaiKaowong/2012/05/20/entry-1

**************************************

ตอนที่ 9.2
   ตั้งเมืองภูแล่นช้าง 
   ตั้งเมืองเรณูนคร  
   ตั้งเมืองสกลนคร 

******************

ตั้งเมืองภูแล่นช้าง

พวกโคตรหลักคำกับหมอลำพ่อมอน (มหาราช), พรหมรังสี (พรหมดวงสี)  ทั้งสามคนเป็นตาแสงนายบ้านเป็นหัวหน้าครอบครัวชาวบ้านห้วยนายมแขวงเมืองวัง ก็พากันอพยพครอบครัวมาอยู่ ตามดำแนะนำของเจ้าอนุนครเวียงจันทน์ ที่ขุนนางผู้หนึ่งเป็นคนเสนอ ให้มาอยู่ที่ดงขี้ฮึ้นหลุบอีมันอีเติ่งอีด่อน คือที่เป็นเมืองภูแล่นช้างเดียวนี้โคตรหลักคำพาพวกไปตั้งอยู่ที่บ้านนาคอง (คุ้มหลวง) และไปตั้งอยู่ที่บ้านนาขาม (อยู่ริมบ้านโคกยาว) ที่เรียก บ้านพระเจ้าหลวง แต่พระเจ้าหลวงกาฬสินธุ์เอาไปแล้ว หมอลำพ่อมอนพาพวกไปตั้งอยู่ที่บ้านนาท่ม (บ้านเผิ้ง) ภายหลังย้ายมาอยู่ที่บ้านไคนุ่น พรหมรังสีพาพวกไปตั้งอยู่ที่บ้านนาคู วังกลุ่มทั้งหมดนี้เป็นไทยญ้อ นอกจากนี้มีไทยลาว ซึ่งเป็นพรรคพวกอพยพมาพร้อมกัน แต่แยกไปตั้งเป็นบ้านบัวขาว, บ้านบุ่งค้า, บ้านสามขา, บ้านแจนแลน รวมทั้งหมดเป็นแปดบ้าน พออยู่กันไปหลายปีมีไร่นาปลาหนองกิน ก็ไปมาค้าขายเยี่ยมยามญาติพี่น้องทางเมืองเดิม พวกพี่น้องได้ทราบความเป็นอยู่ดังนั้น ก็พากันอพยพติดตามมากินข้าวนาปลาหนองด้วยอีกมาก (ความตอนนี้เก็บจากบันทึกทางบั้งจุ้ม)

ทีนี้กล่าวเรื่องหมื่นเดช หมื่นเดชพ่อชื่อพานคินี เป็นคนพื้นเมืองวังนั่นเอง ไปเป็นมหาดเล็กเจ้าอนุที่นครเวียงจันทน์ ครั้งถึงพ.ศ. ๒๓๖๙ เจ้าอนุเป็นกบฎต่อประเทศไทย ทางกรุงเทพ ฯ จึงแต่งแม่ทัพนายกองคุมพลขึ้นไปปราบกบฎเจ้าอนุชนะ หมื่นเดชก็สมัครลงไปอยู่กรุงเทพ ฯ ครั้งต่อมาไทยทำศึกกับญวนแย่งประเทศเขมร ทางกรุงเทพ ฯ มีนโยบายจะเผด็จศึกญวน จึงได้แต่งแม่ทัพนายกองไปกวาดต้อนเอาครอบครัว ทางฟากโขงตะวันออกให้ข้ามมาอยู่ทางฟากโขงตะวันตกเสีย เพื่อตัดกำลังทางเสบียงอาหารของญวน หมื่นเดชผู้ชำนาญท้องที่เดิมของตนอยู่แล้ว ก็รับอาสาสมัครเป็นผู้นำกองทัพไทย ไปกวาดต้อนเอาครอบครัวชาวเมืองวัง ดังกล่าวมาแล้วในตอน ๑ หมื่นเดชมีความชอบจึงทรงพระกรุณาฌโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้หมื่นเดชเป็นพระพิชัยอุดมเดช เป็นเจ้าเมืองภูแล่นช้างดังกล่าวต่อไป
เมืองภูแล่นช้างที่ได้นามเช่นนี้ ตามราชบัณฑิตสถานกล่าวประวัติภูแล่นช้างว่า “เดิมเรียกบ้านแดนช้าง เพราะที่เขาทางทิศตะวันตกของตำบลนี้ (ห่างบ้านราว ๘๐๐ เมตร) เป็นแดนหากินของช้างป่า ภายหลังเรียกเพี้ยนไปเป็นภูแล่นช้าง”

แต่ทางบรรพบุรุษเล่ากันว่า มีราชวงศ์คนหนึ่งเป็นลูกราชวงศ์เมืองวัง ได้ไปศึกษาเล่าเรียนที่นครเวียงจันทน์ สมัยเจ้าอนุครองนครเวียงจันทน์ ครั้งกลับมาอยู่ที่เมืองวังตามเดิมก็เข้ามารับราชการ ได้ปรับไหมใส่โทษแก่ชาวบ้านที่ปล่อยปละละเลยสัตว์เลี้ยง ให้เข้าทำอันตรายแก่เรือกสวนไร่นาผู้อื่น จนเป็นที่เดือดร้อนแก่ชาวเมือง เจ้าเมืองวังจึงขับราชวงศ์คนนี้ออกหนีจากเมืองวัง ราชวงศ์คนนั้นหนีข้ามโขงมาอยู่ที่บ้านนาคอง ครั้งหนึ่งพร้อมพวกไปที่ภูเขาลูกหนึ่ง พบแลนค้างอยู่ที่ต้นไม้ จึงช่วยกันฟันไม้ต้นนั้นให้ล้มลง เพื่อเอาแลนค้างตัวนั้นเป็นเสบียงเดินทางต่อไป พอถึงบ้านที่ตั้งใหม่แห่งหนึ่งพักทำครัวแลนตัวนั้นกินหมดสามขา บ้านนั้นจึงได้ชื่อว่า บ้านสามขา ครั้นเดินทางต่อไปอีกบ้านหนึ่ง ถึงคราวทำครัวเหลือแลนน้อยจึงป่นแจ่วกิน บ้านนั้นจึงได้ชื่อว่า บ้านแจ่วแลน เลยกลานเป็นบ้านแจนแลนทุกวันนี้ ด้วยเหตุนี้ภูเขาลูกนี้จึงได้ชื่อว่า ภูแลนค้าง และเรียกบ้านนาคองว่า บ้านภูแลนค้าง เลยกลายเป็นภูแลนช้างเมื่อภายหลัง จะเท็จจริงประการใดได้ฟังท่านเล่าเรื่องกันมาอย่างนี้

อนึ่งเรื่องแลนค้าง (ตะกวดค้าง) เป็นธรรมชาติของมัน ถึงฤดูเดือน ๓ - ๔ ฝนตกฟ้าปีใหม่ แลนที่ค้างอยู่ในโถน, ในโพรง, ในลำต้นไม้ มันจะลงมาพื้นดินหากินตามประสา แต่ถึงราวเดือน ๙-๑๐ ฝนตกชุก แลนจะเข้าโถน, เข้าโพรงไม้ไม่ลงดินอีก บางตัวเข้าโถน เข้าโพรงไม้ไม่ทัน ก็เกาะอยู่ตามลำไม้ จนเปลือกไม้ป่งหุ้มหรืองอกหุ้มเล็บแลนก็มี คล้ายกับว่าเวลานั้น มีสิ่งบังคับให้แลน.หน้า ๗๗ หาประโยคต่อ.....

ครั้งอยู่ต่อมาเหตุการณ์บ้านเมือง ก็เป็นไปดังกล่าวมาในตอน ๑ ถึงพ.ศ. ๒๓๘๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้หมื่นเดชซึ่งพาครอบครัว ๓๑๔ คน จากบ้านห้วยนายมแขวงเมืองวังมาตั้งอยู้บ้านภูแล่นช้างตามพวกเดิม เป็นพระพิชัยอุดมเดชเจ้าเมือง ให้เพี้ยโคตรหลักคำเป็นอุปฮาด ให้เพี้ยมหาราช (หมอลำพ่อมอน) เป็นราชวงศ์ ให้เพี้ยพรหมดวงสี (พรหมรังสี) เป็นราชบุตร ยกบ้านภูแล่นช้างขึ้นเป็น เมืองภูแล่นช้าง ขึ้นเมืองกาฬสินธุ์
จ.ศ. ๑๒๔๒ ปีมะโรงโทศก (พ.ศ. ๒๔๒๓) พระพิชัยอุดมเดชเจ้าเมืองภูแล่นช้างถึงแก่กรรม

จ.ศ. ๑๒๔๘ ปีจออัฐศก (พ.ศ. ๒๔๒๙) อุปฮาดท้าวเพี้ยกรมการเมืองภูแล่นช้าง มีบอกขอท้าวคำบุตรพระพิชัยอุดมเดช เป็นราชบุตรเมืองภูแล่นช้าง

จ.ศ. ๑๒๕๐ ปีชวดสัมฤทธิศก (พ.ศ. ๒๔๓๑) อุปฮาดผู้รักษาเมืองภูแล่นช้างถึงแก่กรรม ท้าวทองสุกได้เป็นผู้รักษาราชการบ้านเมืองต่อมา

ราว พ.ศ. ๒๔๕๑ ยุบเมืองภูแล่นช้างเป็นอำเภอ ขึ้นจังหวัดกาฬสินธุ์
พ.ศ. ๒๔๕๒ ยุบเป็นตำบลภูแล่นช้าง


ตั้งเมืองเรณูนคร

ประมาณระหว่างพ.ศ. ๒๓๖๐ ถึง ๒๓๖๙ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ทางบั้งจุ้มว่า พระยาราชเตโชทำอุบายฆ่าอ้ายเพื่อแย่งตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองวัง เมื่อตั้งตัวเป็นเจ้าเมืองวังแล้ว ก็ถูกไทหอเอาไปตัดประคนช้าง พระยาราชเตโชตกช้างฮ้างเมืองแล้ว ไทหอก็ตั้งเจ้าก่ำเป็นเจ้าเมืองวังแทน ต่อมาพระยาราชเตโชทำศึกกับเจ้าก่ำ พระยาศรีสุทอ (พระยาหัวศึก) กับพระยาราชเตโช ถูกแทงด้วยหอกตายในขณะหลบหนีไปคาฮั้วตามะเก๊าะ ยังเหลือแต่ท้าวเพ็ชรกับท้าวสายก็ยอมจำนน ขออยู่ใต้ปกครองของเจ้าก่ำๆ ไม่ให้อยู่ จึงไปร้องเรียนอ้อนวอนต่อเจ้าอนุเวียงจันทน์ให้ช่วยถึงสองครั้ง เจ้าก่ำก็ไม่ยอมให้อยู่ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ต่อมาจะเป็นปีศักราชเท่าใดไม่ทราบ ท้าวเพ็ชรกับท้าวสายก็พาครอบครัวญาติพี่น้องส่วนหนึ่ง อพยพข้ามโขงเข้ามาอยู่ในประเทศไทนเป็นครั้งแรก ชาวเรณูสูงอายุผู้หนึ่งจำชื่อไม่ได้เล่าว่า เดิมชาวเรณูมาจากเมืองวัง มาตั้งอยู่หนองหารธาตุเชิงชุม อันเป็นที่ตั้งเมืองสกลนครเดียวนี้เสียก่อน เมื่ออยู่ต่อมารู้สึกว่าลมพัดจัดเป็นระยะยาว มีลมแดงพัดร้ายแรงทุกปี ไม่เหมือนลมสมัยนี้ เห็นว่าไม่เหมาะแก่สุขภาพจึงพร้อมกันอพยพครอบครัวมาตั้งบ้านที่ดงหวายสายบ่อแก ให้ชื่อว่าเมืองเว มีท้าวเพ็ชรเป็นเจ้าเมื่องเป็สคนแรก ขึ้นกับเมืองนครพนม

เรื่องชื่อ “เมืองเว" คุณแม่มณีโคตร บัวสายบ้านอยู่ตำบลเรณู ชาวเมืองเรียก “เมะเทาะ” (เป็นเสี่ยวแม่ของผู้เขียน) บอกแก่ผู้เขียนว่า “เหตุที่ได้ชื่อว่าเมืองเวก็เพื่อให้ฟัดกับเมืองวังคือวังเว” เมื่อพิเคราะห์ดูเรื่องประกอบกับเหตุการณ์ในหนหลัง สมัยพระยาราชเตโชดังกล่าวมาแล้ว เห็นว่าเหมาะสม เพราะพระยาราชเตโชมีใจคดใจเวไม่ซื่อตรง กับอีกประการหนึ่ง แม่เล่าประวัติตระกูลของแม่ให้ฟังว่า แม่เป็นคนชั้นเหลนของเจ้าเมืองเวคนแรก ผู้เขียนจึงรู้สึกว่าแม่จำความต่อจากบรรพบุรุษได้ดี จึงเชื่อตามที่กล่าวว่า ที่ให้ชื่อว่าเมืองเวก็เพื่อให้ฟัดกับเมืองวังดังกล่าว เพื่อเป็นหลักฐานประกอบ ผู้เขียนขออนุญาตเล่าประวัติตระกูล ของคุณแม่มณีโคตรที่บอกแก่ผู้เขียน แต่จะไม่เล่าตามคำบอกของแม่โดยตรง เพราะสับสนฟังยาก จะเรียงคำพูดเสียใหม่ให้เข้าใจง่ายดังนี้ (๑) พระยาราชเตโชมีลูกชื่อท้าวเพ็ชรท้าวสายท้าวคำไพ (เจ้าเพ็ชรเจ้าสายเจ้าคำไพ) (๒) เจ้าเมืองเวคนแรก (เจ้าเพ็ชร) เมียชื่อม้อมแก้ว (ตายที่พนม) มีลูกด้วยกันชื่อเจ้าพรหมมา....... (๓) เจ้าพรหมมาเมียชื่อม้อมยา มีลูกด้วยกัน ๖ คนชื่อ เจ้าเหม็น, ม้อมคำ, เจ้าวงศ์, ม้อมใก้, เจ้าด้วง, ม้อมน้อย (๔) ม้อมใก้มีลูกชื่อนางมณีโคตร, นางหลู่, นางคำแพง, นางโง่น, นางทะ, นางกาบ, นางบุญเพ็ง

ต่อมาถึงพ.ศ. ๒๓๗๓ พระสุนทรราชวงศา (ฝ่าย) เจ้าเมืองยโสธร ซึ่งมาจัดราชการอยู่ที่เมืองนครพนม ได้เกลี้ยกล่อมพวกครัว เมืองพิน เมืองนอง เมืองตะโปน เมืองมหาชัยกองแก้ว เมืองวังมาขึ้น ตั้งอยู่ในเขตแขวงเมืองนครพนมเป็นอันมาก และต่อมาได้มีบอกขอตั้งเมืองสกลนคร เมืองวานรนิวาศ เมืองเรณูนคร เมืองท่าอุเทน (ในแขวงมณฑลอุดร) ขึ้น ดังนั้นเมืองเวหรือบ้านดงหวายสายบ่อแก จึงได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นเมืองเรณูนครเมื่อพ.ศ. ๒๓๗๓ แต่ชาวเมืองยังเรียกว่าเมืองเวอยู่อย่างเดิม จนถึงพ.ศ. ๒๔๔๙ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จมาถึงเมืองนี้ทราบเรื่องจึงรับสั่งให้เปลี่ยนชื่อว่า “เรณูนคร” ตามที่ได้รับพระราชทานมาแต่ครั้งรัชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๓

พ.ศ. ๒๓๘๔ เจ้าเมืองเชียงฮ่ม, อุปฮาด, ราชวงศ์, ท้างเพี้ย, ครอบครัว ที่ถูกกวาดต้อน มาตั้งอยู่ที่บ้านห้วยหัวขัว ใต้บ้านท่าคอยตำบลโพนทองเดียวนี้ ภายหลังรวมเข้าเป็นเมืองเรณูนครเดียวกัน
กล่าวเรื่องเมืองเรณูนคร ว่าใครเป็นเจ้าเมือง, เจ้าอุปฮาด, เจ้าราชวงศ์, เจ้าราชบุตร ปกครองเมืองนี้ก็เป็นเรื่องมืดมัวทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งฝ่ายชาวพื้นเมืองและฝ่ายเอกสารของราชการ ไม่ตรงกัน ชาวพื้นเมืองบอกเล่าว่า ท้าวเพ็ชรท้าวสายเป็นพี่น้องกัน คราวตั้งเมืองเรณูนคร ท้าวเพ็ชรถือหนังสือบอกขอตั้งท้าวสายลงไปกรุงเทพ ฯ ตอนขากลับตายเสียกลางทาง ส่วนคุณแม่มณีโคตรบอกผู้เขียนว่า ท้าวสายเป็นพี่ท้าวเพ็ชรเป็นน้องท้าวคำไพเป็นน้อง ว่าเดิมท้าวเพ็ชรเป็นจ้าวเมืองเวเรณูนคร ภายหลังไปตายที่อื่นจึงให้ท้าวสายเป็นแทน ข้อที่ว่าท้าวสายเป็นพี่นั้นผู้เขียนไม่เห็นด้วยเลย เพราะที่ไหน ๆ แม้แต่ทางบั้งจุ้มก็ยังเรียกท้าวเพ็ชรท้าวสาย อันเป็นธรรมเนียมเรียกชื่อพี่ก่อนชื้อน้อง และข้อที่ว่าท้าวเพ็ชรไปตายที่อื่นนั้น คงตายเมื่อลงปรับเมือง ตาทที่ปรากฎมีชื่อในสาส์นของเจ้าพระยาจักรี

เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๑ แล้วจึงตั้งท้าวสายเป็นเจ้าเมืองแทน (ความตอนนี้กระมัง ที่ทำให้ชาวเมืองหลงเข้าใจผิดว่า ท้าวเพ็ชรไปรับเมืองให้ท้าวสาย และอาจเข้าใจเลยไปว่าท้าวสายเป็นพี่ท้าวเพ็ชร) อย่างไรก็ดีเรื่องท้าวสายได้เป็นเจ้าเมืองเมื่อพ.ศ. ๒๓๘๘ พระสุนทรราชวงศาเจ้าเมืองยโสธรกับพระประทุมเทวา หน้า ๗๙ จึงได้เป็นเจ้าเมืองเรณูนครแก่คราวนั้นด้วย เรื่องนี้คุณถวิล เกษรรา ชาวเรณูนครได้พยายามค้นคว้านำสืบหลายประเด็น จนสุดสามารถของผู้พิพากษาจังหวัดอ่างทองแล้ว ในที่สุดก็ต้องสันนิษฐานพิพากษาเอาว่า ควรเป็นเจ้าเมืองเรณูนครตามลำดับชื่อต่อไปนี้ (๑) พระแก้วโกมล (เจ้าเพ็ชร) (๒) พระแก้วโกมล (เจ้าสาย) (๓) พระแก้วโกมล (เจ้าไพร) (๔) พระแก้วโกมล (เจ้าสิงห์) (๕) พระแก้วโกมล (เจ้าพิมมะสอน) (๖) พระแก้วโกมล (เจ้าเหม็น) (๗) หลวงชาญยุทธกิจ (กา เตโช) เป็นนายอำเภอเรณูนครเมื่อยุบเมืองลงเป็นอำเภอแล้ว  ส่วนเจ้าอุปฮาด, เจ้าราชวงศ์, เจ้าราชบุตร ซึ่งเคยมีตามธรรมเนียมสืบมาแต่บรรพบุรุษ ก็สุดสามารถของท่านผู้พิพากษาจะค้นหามาได้แล้ว

ฝ่ายคุณแม่มณีโคตร บัวสายบอกลำดับเจ้าเมืองเรณูนคร แก่ผู้เขียนไว้เมื่อ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๘ จึงขอนำมาเทียบกับที่กล่าวข้างบนดังต่อไปนี้ (๑) พ่อเจ้าพรหมมา (เจ้าเพ็ชร) (๒) พ่อเจ้าอุปฮาดตาบอด (เจ้าสาย) (๓) พ่อเจ้าราชบุตร คือปู่บัวเพ็ชรจุ้มนามสกุลเตโช (เจ้าคำไพ) (๔) เจ้าพิมมะสอน (พ่อนายหน่อเมือง) (๕) เจ้าเหม็น (ยุบเมืองเป็นอำเภอ) (๖) คุณหลวงชาญ (เป็นนายอำเภอ) เทียบแล้วขาดเจ้าสิงห์

อนึ่ง ผู้เขียนขอสรุปว่าการที่ได้เขียนเป็น “เจ้าอุปฮาด, เจ้าราชวงศ์, เจ้าราชบุตร” แตกต่างไปจากที่แห่งอื่นนั้น ก็มิได้มีเจตนาเคลือบแฝงด้วยเหตุอื่นประการใดทั้งสิ้น แต่หากมีประสงค์จะธำรงไว้หรือว่า ให้ตรงตามลูกหลานชาวเมืองใช้เรียกกันเป็นปกติ สืบมาแต่บรรพบุรุษซึ่งเรียกตาม “คองเมือง” ของขุนบุรม (บุลม, บรม) กษัตริย์ราชวงศ์แถนพระองค์สุดท้ายของไทย ผู้ครองแคว้นสิบสองจุไทยระหว่างพ.ศ. ๑๒๘๐ - ๑๓๐๐ เท่านั้น ตระกูลเจ้าเมืองเรณูนครเป็นตระกูล “ไทลอ”


ตั้งเมืองสกลนคร

จากบั้งจุ้มกล่าวว่า เจ้าฟ้าคำแดง (พระยาคำพิฑูรย์) เจ้าเมืองน้ำน้อยอ้อยหนู ในแคว้นสิบสองจุไทย (สิบสองเจ้าไทย, สิบสองพุไทย) มีโอรส ๗ องค์ชื่อ หาญโปง หาญแดง หาญแพง หาญตุ้ย หาญสุกสุ้ย หาญปุ้ย หาญดอกเลากับลูกหญิงคนหนึ่งเป็นลูกหัวปีไม่ทราบชื่อรวมเป็น ๘ องค์ ครั้งหนึ่งมีเหตุทางเมืองเดิม โอรสทั้ง ๗ จึงอพยพครอบครัวชาวเมืองปุง, เมืองไล่, เมืองน้ำน้อยอ้อยหนู มาสร้างเมืองวังขึ้นที่ริมฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ตรงกันข้ามกับพระธาตุพนม ประกอบด้วยอีกหลายหัวเมืองระหว่างพี่น้อง คณะญาติ, เสนาอำมาตย์, ไทหอและพลเมืองที่ติดตามมา ทั้งหมดขึ้นกับเมืองวัง ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลาง ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

เฉพาะท้าวหาญโปง ประจำอยู่ที่เมืองมหาชัยกองแก้ว คณะญาติและประชาราษฎร์ทั้งหลาย พร้อมกันทำพิธีแต่งตั้งให้ท้าวหาญโปง เป็นเจ้าเมืองวังคนแรก สถาปนาบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น “พระยาคำพิฑูรย์” ตามนามพระบิดาอยู่ต่อมาวกน้อง ๆ ก็ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นพระยาทุกคน เว้นแต่หาญปุ้ยไม่ปรากฎ และเพราะพระยาคำพิฑูรย์เกิดก่อนเนอ้ายทั้งหลาย ย่อมมีลูกหลานเติบโตกว่าพวกน้อง ๆ แต่ท่านจะมีลูกกี่คนชื่อไรทางบั้งจุ้มก็มิได้บันทึกไว้ ผู้เขียนพยายามค้นคว้าสอบหาก็ไม่มีทางจะทราบได้ (ต่อนี้ไปขออภัยเว้นวรรคเล่าเรื่องการสืบประกอบสักเล็กน้อย)

เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๙ ข้าพเจ้าผู้เขียนได้ไปพักนอนที่บ้านลุงค่าย ศิริขันธ์ในเมืองสกลนคร ๒ คืน เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนได้โอกาศเยี่ยมเยือนพี่น้องเมืองสกลนคร เมื่ออายุได้ ๕๒ ปีแล้วส่วนลุงค่ายได้ ๗๐ ปี ซึ่งก็ไม่เคยรู้จักกับท่านมาก่อนเลย เหตุที่ได้มาพักที่นี่ก็เนื่องจากนายวิถี เสนาะเสียงหลานชาย เขาได้เมียสายเลือดเดียวกันอยู่บ้านท่าวัดริมหนองหารยังไม่มีลูก มาสำนักอยู่ที่นี่เป็นผู้พามา วันหนึ่งผู้เขียนไม่สบายตัว หลานสะใภ้ทราบเรื่องเขารีบไปซื้อยามาให้โดยไม่รู้ตัวนึกรู้สึกขอบคุณความดีเขามาก ต่อไปนี้ขออนุญาตเล่าเรื่องสนทนาปราศัย กับลุงค่ายระบายอารมย์สักเล็กน้อย ทุกวันลุงหลานคุยกันเสมอ ตอนเช้าคุยกันที่เตาไฟหน้าบ้านพื้นสูง ๒ ศอก มีควายบักเถิ๊กใหญ่ผูกอยู่ข้าง ๆ ลุงเอาใจใส่เลี้ยงดูมันอย่างดี ผู้เขียนเริ่มสนทนาตามประสาที่ถือว่า ชาวสกลนครเป็นคนร่วมสายเลือดเดียวกัน โดยเข้าใจเอาว่าฝ่ายลุงค่ายคงถ่ายทอดมาทางท้าวหาญโปง ส่วนผู้เขียนมีสายเลือดมาทางหาญดอกเลาผู้น้องหล้า จึงส่งภาษาพุไทยตามธรรมเนียม ลุงค่ายฟังเสียงแล้วคงแปลกหูจึงท้วงว่าผู้เขียนเป็น “พุไทยวัง” ผู้เขียนถามทวนไปว่าลุงเป็นอะไร ลุงค่ายตอบว่าเป็น “ลาว” ผู้เขียนนึกแปลกใจที่ลุงค่ายพูดถึงยาสูบว่า “ยาปุก” (ซึ่งเป็นภาษาเฉพาะของพุไทย) แทนที่จะพูดว่า “ยาเมา” ตามภาษาลาว ซึ่งพุไทยก็ใช้คำนี้เหมือนกัน แต่เข้าใจว่าลุงค่ายคงหมายถึงเป็น “ลาวเก่า, ลาวหลวง” ซึ่งก็ได้แก่พุไทยนั่นเอง เนื่องจากนามสกุลลุงค่ายว่าศิริขันธ์ ผู้เขียนจึงถามถึงเรื่องนายเตียง ศิริขันธ์ ลุงค่ายตอบว่าไม่รู้เป็นตายเท่ากัน ผู้เขียนเปลี่ยนทีท่าถามถึงต้นตระกูล ของผู้เป็นเค้าเป็นใหญ่พามาตั้งเมืองสกลนคร ลุงค่ายตอบว่าได้ยินแต่อาดญาพ่อ (คุณพระบริบาลศุภกิจ) บอกว่าชื่อ “โปงเลง ๆ เป็นไทลอ” ผู้เขียนดีใจนึกว่าแน่แล้วชื่อ “หาญโปง” แต่คนชั้นหลานเหลนจำได้พอเลา ๆ หรือว่าจำได้พอเป็นกุลเท่านั้น แล้วถามต่อไปอีกว่า ในเมืองสกลนครมีคนชาติภาษาใดบ้าง ลุงค่ายตอบว่ามีผู้ไทยกะเลิง (อยู่คุ้มวัดศรีชมพู), ผู้ไทยกะตาก, ผู้ไทยกะป๋อง, ผู้ไทยซะเงย, ไทยเซะ (อยู่ตะวันตกวัดธาตุ), ลาวกาฬสินธุ์ (อยู่คุ้มกลางตะวันออกเทศบาล), ลาวมหาชัย(คือลาวสิบสองจุไทย), ลาวเวียงจันทน์, พวน (อยู่ข้างวัดธาตุหย่อนไปหาโรงพยาบาล) ลาวเวียงจันทน์นั้นแตกศึกมาอยู่มหาชัยกองแก้ว, แกว, ไทยโย่ย (ปะขาวพันนา)ในขณะที่ลุงค่ายพูดว่า “ไทยเซะ” ผู้เขียนพูดสอดขึ้นทันทีว่า “มิแม่นข่าบ้อ” (มิใช่ข่าหรือ?) เพราะรู้อยู่ว่ามีข่าเมืองเซะเมืองเตา ติดตามมาพร้อมคราวอพยพจากสิบสองจุไทย มาสร้างเมืองวังดังกล่าวแล้ว และพร้อมกันนั้นลุงค่ายยกมือไห้วผู้เขียน ๆ ก็ไหว้ตอบรับ ผู้เขียนรู้สึกว่าลุงค่ายสนใจเรื่องประวัติเมืองสกลนครมาก จึงชวนผู้เขียนจะพาไปหาพ่อนายเตียง ผู้เขียนไม่ตอบ ลุงค่ายเลยพาไปดูหนองหารและสระพังทอง ในถ้อยทีของลุงค่ายใคร่จะให้ผู้เขียน ได้เล่าเรื่องสิ่งรู้เห็นเป็นไปไว้บ้าง แต่ก็จนใจที่ไม่ใช้นักเขียน เป็นแต่นักสนใจในประวัติชาติตระกูลของตนเท่านั้น ไปนั่งพักอยู่ที่ศาลาริมหนองหาร อากาศสดชื่นลมโชยดีเหลือเกิน แลเห็นริมหนองหารกว้างใหญ่ติดขอบฟ้าสวยงาม จะแปลกตาแปลกใจของผู้เขียน ซึ่งหมกมุ่นอยู่แต่ในหุบเขาเมืองกุดสิมนารายณ์ ว่าจะตื่นเต้นสักเพียงใดนั้นก็เหลือที่จะพรรณา เหลือบไปเห็นดอนสวรรค์เป็นเกาะกลางน้ำหนองหาร ก็ยิ่งช่วยชื่นใจให้เป็นทบทวี นั่งดูอยู่ครู่หนึ่งก็นึกถึงภาพพ่อที่ได้มาถึงที่นี้ และได้เล่าเรื่องดอนสวรรค์ให้ฟังสมัยเมื่ออายุ ๕ - ๖ ขวบ และนำกะปิจุ้งหนองหารมาให้ชิมเป็นครั้งแรก สระพังทองขณะนั้นชาวเมืองกำลังหาปูปลา นัยว่าจะรื้อเสริมสร้างสระใหม่ด้วยเหตุลักษณะภูมิประเทศอุดมสมบูรณ์ด้วยประการทั้งปวง ญาติพี่น้องทางเมืองมหาชัยกองแก้ว มาตั้งเป็นเมืองสกลนครอยู่ที่นี้ จึงได้รับความเจริญรุ่งเรืองกว่าสายญาติแขนงอื่น สมกับที่ว่าตั้งอยู่ในที่อันเป็น “ปฎิรูปเทศ” หรือว่าตั้งอยู่ในประเทศที่อันสมควร ในระหว่างพำนักอยู่กับลุงค่าย ท่านให้ความอบอุ่นแก่ผู้เขียน เสมอเหมือนวัฒนธรรมบรรพบุรุษ ในบ้านนี้มี ๔ คนไม่มีเด็ก ลุงค่ายมีอารมณ์ขันกล้าหาญช่างสังเกต เมื่อหนุ่มคงคึกคนองถึงขนาดเล่าถึงการอยู่กินกับคุณป้าเมื่ออายุแก่ ฟังแล้วขบขันแทบอดหัวเราะไม่ได้ เมื่อกำลังหนุ่มแน่นจับผู้ร้ายได้ ลุงเล่าว่าพอไปถึงเหวหำหดตรงทางสายสกล - กาฬสินธุ์ ก็ให้ผู้ร้ายนั่งริมเหวแล้วใช้ปืนยิงถีบลงเหวเลย ผู้เขียนเสียมรรยาทท้วงขึ้นว่าลุงไม่กลัวบาปหรือ? ลุงค่ายนิ่งหน้าซีดคงโกรธผู้เขียนไม่น้อย ทุกวันลุงจัดอาหารมาสู่กินอย่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ วันหนึ่งกินลาบปลาตองอร่อยมาก ผู้เขียนก็กินตามประสา อิ่มแล้วลุงค่ายชมผู้เขียนว่ามีสมบัติผู้ดี การสนทนาปราศัยไล่เลียงรู้ว่าผู้เขียนเป็นครู ป.ป. (คุณวุฒิไม่ได้สอบ) ลุงค่ายให้ ป.ม. เลย ก่อนเขียนเรื่องนี้ไม่นานนัก สอบถามได้ความว่า ลุงค่ายถึงแก่กรรมได้ ๒ ปีแล้ว ผู้เขียนจึงขอส่งความห่วงอาลัยในเรื่องที่กล่าวมานี้ ว่าได้ทำเสร็จแล้ว ไปสู่ดวงวิญญาณลุงค่ายให้รับทราบไว้ด้วย

เรื่องสอบถามหาลูกหลานพระยาคำพิฑูรย์ (หาญโปง) ก็ได้ความเท่าที่เล่ามานี้ จึงหันมาเก็บเรื่องเอาจากบันทึกเอกสารต่าง ๆ ในตอน ๑ แต่การเขียนคำว่า “อุปฮาด, ราชวงศ์, ราชบุตร” จะไม่เขียนตามในบันทึกทุกแห่ง เพราะพ้นสมัยจะเป็นภัยต่อราชบัลลังก์แล้ว จึงมุ่งประสงค์จะเขียนให้ตรงตามความจริง ๒ ประการคือ เพื่อให้ตรงตาม “คองเมือง” ของขุนบุรม (บุลม, บรม) กษัตริย์ราชวงศ์แถนพระองค์สุดท้าย ของไทย ผู้ครองแค้วนสิบสองจุไทยระหว่าง พ.ศ. ๑๒๘๐ - ๑๓๐๐ ประการหนึ่ง กับอีกประการหนึ่งเพื่อให้ตรงตาม ที่บรรพบุรุษได้ใช้สืบกันมาไม่ขาดระยะ ทั้งนี้เพื่อธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอดีตดึกดำบรรพ์ของไทย ที่ใช้มาแต่ปฐมบุรมมะกัป เพื่อเยาวชนรุ่นหลังจะได้เรียนรู้เป็นประวัติศาสตร์สืบไป ดังต่อไปนี้

พระยาคำพิฑูรย์ (หาญโปง) มีลูกชื่อ (๑) เจ้าอุปฮาดตรี (เจ้าคำสาย) (๒) เจ้าราชวงศ์ (คำ) (๓) ท้าวจุลนีอิน (๔) ท้าวห้าว (๕) ท้าวโถง (บุตรท้าวห้าว) (จากหนังสือจังหวัดสกลนครพิมพ์ฉลอง ๒๕ ศตวรรษและสาส์นตราเจ้าพระยาจักรี)

พ.ศ. ๒๓๗๓ พระสุนทรราชวงศา (ฝ่าย) ซึ่งมาจัดราชการอยู่ที่เมืองนครพนม ได้เกลี้ยกล่อมครัวเมืองพิน เมืองนอง เมืองตะโปน เมืองมหาชัยกองแก้ว เมืองวังมาขึ้น ตั้งอยู่เขตแขวงเมืองนครพนมเป็นอันมาก และต่อมาได้มีบอกขอตั้งเมืองสกลนคร เมืองวานรนิวาศ เมืองเรณูนคร เมืองท่าอุเทน (ในแขวงมณฑลอุดร) ขึ้น ดังนั้นบ้านธาตุเชิงชุมครัวเมืองมหาชัยกองแก้ว จึงได้รับยกฐานะขึ้นเป็นเมืองสกลทวาปี ตั้งเจ้าอุปฮาดตรี (เจ้าคำสาย) เป็นเจ้าเมืองสกลทวาปี (ส่วนตำแหน่งเจ้าอุปฮาด, เจ้าราชวงศ์, เจ้าราชบุตรไม่ปรากฎ)
ต่อมาเจ้าอุปฮาดตรี (เจ้าคำสาย) เจ้าเมืองสกลทวาปีถึงแก่กรรม มีท้องตราขึ้นมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าราชวงศ์ (คำ) ว่าราชการเมืองสกลนคร ให้ราชวงศ์เมืองกาฬสินธุ์ว่าที่อุปฮาด ท้าวจุลนีว่าที่ราชวงศ์ (จากสาส์นตราเจ้าพระยาจักรีอ้างถึงห้องตราซึ่งโปรดขึ้นมาแต่ก่อนแล้ว) ระยะนี้เปลี่ยนชื่อเมืองสกลทวาปีเป็นเมืองสกลนคร

พ.ศ. ๒๓๘๑ เจ้าราชวงศ์ (คำ), ราชวงศ์เมืองกาฬสินธุ์, ท้าวอินทรท้าวโสดาหลานราชวงศ์เมืองกาฬสินธุ์บุตรหลานท้าวเพี้ย ลงไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แจ้งราชการ ณ กรุงเทพ ฯ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าราชวงศ์ (คำ) เป็นพระยาประเทศธานีเจ้าเมืองสกลนคร ราชวงศ์เมืองกาฬสินธุ์เป็นที่อุปฮาด ท้าวจุลนีเป็นที่ราชวงศ์ ราชบุตรเมืองกาฬสินธุ์เป็นราชบุตรเมืองสกลนคร (จากสาส์นตราเจ้าพระยาจักรี)
(พระยาประเทศธานีมีบุตรชายใหญ่ชื่อท้าวชัย รวม ๗ คน หญิง ๖ คน, อุปฮาด (สาว) มีบุตรชาย ๙ คน หญิง ๕ คน, ราชวงศ์ (จุลนีอิน) มีบุตรชายใหญ่ชื่อโง่นคำ รวม ๙ คนหญิง ๑๒ คน, ราชบุตร (ต่าง) มีบุตรกี่คนไม่ปรากฎ – จากหนังสือจังหวักสกลนครพิมพ์ฉลอง ๒๕ ศตวรรษ)

พ.ศ. ๒๔๑๕ ในรัชกาลที่ ๕ ได้โปรดเกล้า ฯ ตั้งท้าวโง่นคำ (บุตรเจ้าราชวงศ์อินเก่า ให้เป็นพระศรีสกุลวงศ์ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมืองสกลนคร ตามคำขอของเจ้าเมือง

พ.ศ. ๒๔๓๐ พระศรีสกุลวงศ์ (โง่นคำ) ได้เป็นเจ้าเมืองสกลนคร รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาประจันตประเทศธานี (ซึ่งเกิดเมื่อ วัน ๑ ฯ ๒ ค่ำปีกุน วันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๓๘๒ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ อายุ ๘๕ ปี) สุดสิ้นคนพื้นเมืองได้เป็นเจ้าเมืองแต่เพียงนี้ ต่อไป พระยาสุรเดช (กาจ) เป็นเจ้าเมืองแทนแล้วก็สับเปลี่ยนเรื่อยมา

ต้นตระกูลของพระยาคำพิฑูรย์ (หาญโปง) หรือว่าต้นตระกูลเจ้าเมืองสกลนคร เป็น “ไทลอ”

***********************************************

*** นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ซึ่งเป็นคุณตาเจ้าของ Blog นี้ (PhutaiKaowong) ท่านมีความตั้งใจเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับตำนานไทยต่างๆ และหนังสืออีกหลายเรื่องก่อนที่ท่านสิ้นลมหายใจ โดยกำชับให้ลูกหลานได้นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ดังนั้นเจ้าของ Blog จึงขอนำข้อความทั้งหมดมาเผยแพร่ตามเจตนารมย์ของคุณตาทั้งหมดโดยจะไม่ขอแก้ไขข้อความใดๆ เนื่องจากท่านมีความประสงค์ให้คงคำศัพท์และข้อความทั้งหมดไว้ตามที่ท่านได้เขียนและรวบรวมไว้...

โดย PhutaiKaowong

 

กลับไปที่ www.oknation.net