วันที่ อังคาร มิถุนายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โอวาทสุดท้ายของท่านศาสดามูฮัมหมัด


 


ผ้าโพกศรีษะ เสื้อคลุม และไม้เท้าของท่านนบี(ศาสนทูต)มูฮัมหมัด

ที่ถูกเก็บรักษาไว้


                              โอวาทครั้งสุดท้ายของท่านศาสดามูฮัมหมัด

 หลังจากเสร็จพิธีฮัจญ์(แสวงบุญ)ในบริเวณวิหาร กะบะฮ์ แล้ว ในวันที่8 เดือนซุลฮิจญะฮ์ ท่านนบี(ศาสนทูต)มูฮัมหมัด ได้ไปที่ตำบลมินา และได้ค้างคืนที่บริเวณนั้น ในวันรุ่งขึ้น ท่านได้ลุกขึ้นทำละหมาด แต่เช้าตรู่ พอดวงอาทิตย์ขึ้น ท่านได้ขี่นางอูฐที่ชื่อ ก็อสวา ของท่าน ไปที่ภูเขาอาเราะฟาต ผู้คนที่ฮัจญ์ต่างก็ติดตามท่านไปทั้งหมดและเฝ้าดูแบบอย่างจากท่าน แล้วท่านก็สั่งให้ตั้งกระโจมตรงภูเขาด้านตะวันออกตรงจุดที่เรียกว่า นะมิเราะฮ์  ท่านสั่งให้ใส่อานอูฐของท่านแล้วท่านก็ขี่ต่อไปจนถึงหุบเขา อุรอนะฮ์

              ณ. ที่นั่น ท่านยังอยู่บนหลังอูฐ และได้เริ่มให้โอวาทแก่ผู้คนด้วยเสียงอันดัง ท่ามกลางผู้คนที่มากมาย “เราบีอะฮ์ อิบนุ อุมัยยะฮ์ “ ได้ถ่ายทอดคำพูดของท่านประโยคต่อประโยค เพื่อให้คนได้ยินโดยทั่วกัน ท่านเริ่มด้วยการสรรเสริญพระเจ้าและขอบคุณพระองค์

                  “โอ้ผู้คนทั้งหลาย จงฟังถ้อยคำของฉันให้ดี เพราะฉันไม่รู้ว่าจะได้พบกับพวกท่านในโอกาสเช่นนี้อีกหรือไม่ในอนาคต

  โอ้ท่านทั้งหลายชีวิตและทรัพย์สินของท่านเป็นสิ่งต้องห้าม และเป็นสิ่งที่คนใดคนหนึ่งจะมาล่วงละเมิดมิได้ จนกว่าพวกท่านจะได้พบกับองค์พระผู้อภิบาลเสมือนกับวันที่บริสุทธิ์นี้ ท่านทราบหรือไม่ว่าวันนี้เป็นวันอะไร ? ถ้าท่านยังไม่ทราบ ฉันจะบอกกับท่านว่า วันนี้เป็นวันแห่งการชุมนุมมนุษย์ชาติครั้งสำคัญยิ่ง ท่านทราบหรือไม่ว่าเดือนนี้คือเดือนอะไร ? เดือนนี้คือเดือนประกอบคุณงามความดี ท่านทราบหรือไม่ว่าแผ่นดินนี้คือแผ่นดินอะไร ? ณ ที่นี้คือแผ่นดินฮะรอม(ต้องห้ามหรือไม่อนุมัติ)ที่ต้องงดเว้นจากการทำความชั่วทุกประการ ดังนั้น ฉันขอบอกกับท่านไว้ด้วยว่า ชีวิต ทรัพย์สิน และเกรียติยศ ศักดิ์ศรีของท่าน ท่านจะต้องธำรงรักษาไว้ด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม เหมือนดังที่เป็นอยู่ ณ วันนี้ เดือนนี้ และสถานที่นี้ และเดือนนี้เป็นเวลาต้องห้ามสำหรับพวกท่าน และเมืองแห่งนี้เป็นเมืองต้องห้ามสำหรับพวกท่านทั้งหลาย พวกท่านทั้งหลายจะต้องได้รับการสอบสวนจากพระเจ้าของพวกท่านในกิจการงานทุกอย่างที่พวกท่านได้ประพฤติ ปฏิบัติไว้


          บุรุษนั้นมีสิทธิเหนือสตรี และสตรีมีสิทธิเหนือบุรุษเช่นกันในหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ดังนั้น พวกท่านจงปกป้องดูแลภรรยาของพวกท่าน ด้วยความรักความเมตตาเถิด แน่นอนใครที่ได้ปฏิบัติเช่นนั้นเท่ากับเขาได้ปกครองดูแลภรรยาของเขาเอาไว้ให้อยู่ในความพิทักษ์ อภิรักษ์ของพระผู้เป็นเจ้า พวกท่านทั้งหลายจงปกปักษ์รักษาความศรัทธา เชื่อมั่นให้คงไว้ในจิตใจของพวกท่าน และจงหลีกเลี่ยงออกห่างจากเรื่องบาปกรรม ความชั่ว ดอกเบี้ยเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับลูกหนี้ ให้ส่งคืนเฉพาะเงินต้นในจำนวนที่ยืมมา และเรื่องของดอกเบี้ยจะต้องถูกยกเลิกสิ้น


          นับต่อแต่นี้ไป เรื่องของการอาฆาต พยาบาท และการแก้แค้นเข่นฆ่า ทดแทนกันด้วยเลือด เฉกเช่นในยุคอนารยชนเป็นเรื่องต้องห้าม การจองเวรล้างผลาญกันด้วยเลือดต้องสิ้นสุดอย่างเด็ดขาด

          โอ้ อารยะชนทั้งหลายบรรดาบ่าวทาส คนใช้ของพวกท่าน ที่อยู่ในความดูแลของพวกท่านนั้น จงเลี้ยงดูพวกเขาด้วยอาหารและเครื่องดื่มที่พวกท่านบริโภค และจงให้เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มแก่พวกเขาด้วยอาภรณ์ที่พวกท่านใช้ หากพวกเขาได้กระทำในสิ่งที่เป็นความผิดพลาด ที่ท่านไม่ปรารถนาจะอภัยให้พวกเขา ก็จงแยกทางกับเขาเสีย อย่าทำร้าย ทารุณกรรม เฆี่ยนตีพวกเขา เพราะเขาต่างก็เป็นบ่าวของพระผู้บริรักษ์เช่นเดียวกับพวกเรา


           โอ้ ประชาราษฎร์ทั้งหลาย มารร้ายนั้นได้หมดสิ้นซึ่งความหวังทั้งมวลที่จะได้รับการเคารพบูชาในปฐพีของพวกท่านแล้ว แต่กระนั้นก็ตามมันยังเป็นห่วงที่จะกำหนดพฤติกรรมอันต่ำต้อยของพวกท่านอยู่ เพราะฉะนั้นจงระวังมันไว้เถิดเพื่อความปลอดภัยแห่งตัวท่าน และศาสนทูตของท่าน


           โอ้ ปวงชนทั้งหลายพวกท่านจงระลึกและจดจำในสิ่งที่ฉันกล่าว พวกท่านต้องระลึกอยู่เสมอว่า มุสลิมทุกคนมีสถานะภาพเป็นพี่น้องกัน พวกท่านทั้งหลายมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน และขอให้ทุกคนพอใจในสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ความรับผิดชอบที่เรามีอยู่เสมอหน้ากัน พวกท่านแต่ละคนล้วนเป็นประชาชาติเดียวกัน จงปกปักพิทักษ์รักษาตัวของท่านให้ห่างไกลจากความอยุติธรรมทุกกรณี ขอให้บุคคลที่อยู่ ณ ที่นี้ จงนำสิ่งที่ได้ยินจากฉันไปบอกเล่าแก่บุคคลที่เขามิได้มาอยู่ ณ ที่นี้  เพราะอาจเป็นไปได้ว่าบุคคลที่ไม่ได้รับการบอกเล่านั้น อาจจะจำจารึกได้ดีกว่าบุคคลที่ได้ยินไปจากฉันโดยตรงก็เป็นได้ และผู้ที่ได้รับความไว้วางใจ เขาจะต้องไม่ให้ผู้ที่ไว้เนื้อเชื่อใจเขาต้องประสบความผิดหวัง


          โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลาย หากเมื่อถึงเวลาที่ฉันต้องจากพวกท่านไปแล้ว พวกท่านจงอย่าได้หันกลับไปต่อสู้เป็นปฏิปักษ์หลั่งเลือดกัน เหมือนอย่างเช่นสมัยแห่งความงมงายและโง่เขลาเบาปัญญาดังที่ได้ผันผ่านมา แท้จริงฉันได้มอบสิ่งหนึ่งแก่พวกท่านทั้งหลาย ซึ่งถ้าพวกท่านยึดเอาไว้อย่างมั่นคงแล้ว ท่านทั้งหลายจะไม่หลงทางออกไปสู่แนวทางที่เหลวไหลเป็นอันขาด สิ่งนั้นคือ(คัมภีร์) อัล-กุรอาน และ ซุนนะฮฺ(แบบอย่างการกระทำของท่านศาสดา) ของฉัน


          โอ้ ศรัทธาชนทั้งหลาย แท้จริงพระผู้เป็นเจ้าของพวกท่านนั้นมีพระองค์เดียว ต้นตระกูลของพวกท่านสืบมาจากเชื้อสายเดียวกัน นั่นคืออาดัม และอาดัมนั้นถูกสร้างมาจากดิน แท้จริงผู้ที่ทรงเกรียติในหมู่พวกเจ้านั้นคือผู้ที่มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ มากที่สุด ชนอาหรับหาใช่จะโดดเด่นกว่าชนชาติอื่น และชนชาติอื่นหาใช่จะเลอเลิศกว่าคนอาหรับไม่ นอกจากพวกเขามีความยำเกรงมากกว่ากันเท่านั้น


          โอ้ มวลผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงสดับรับฟังถ้อยวาจาของฉันให้ดี จงรู้เถิดว่ามวลมุสลิมนั้นเป็นพี่น้องกัน และจงรู้เถิดว่าบรรดามุสลิมคือภารดรภาพน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีสิทธิและหน้าที่ทัดเทียมกัน ท่านทั้งหลายเป็นเครือญาติกันหมด จะไม่มีอะไรเป็นของมุสลิมคนหนึ่งคนใดโดยชอบธรรม นอกจากว่าเขาผู้นั้นจะมอบให้ด้วยความเต็มใจ และอย่าให้ใครในหมู่พวกท่านกดขี่ ข่มเหงทาสหรือลิดรอนสิทธิของเขาด้วยความไม่ชอบธรรม เพราะฉะนั้นจงอย่าประพฤติ ปฏิบัติการอยุติธรรม ต่อตัวของท่านและพี่น้องของท่าน”

      ท่านนบีมักจะขอให้โฆษกผู้ถ่ายทอดคำพูดของท่านกล่าวว่า

                         “ศาสนทูตของพระเจ้าถามว่า”ท่านรู้หรือไม่ว่าวันนี้คือวันอะไร””

                  ผู้ฟังก็ตอบว่า

                         “วันนี้คือวันฮัจญ์ใหญ่"

                          เมื่อกล่าวคำปราศรัยจบ บางประวัติศาสตร์มีกระแสรายงานว่า ท่านได้แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าและถามว่า

                         “โอ้ พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ได้นำคำสั่งสอนของพระองค์มาถ่ายทอดแล้วมิใช่หรือ?”

                        มีเสียงผู้คนได้ตอบมาจากทุกมุมว่า

                        “เป็นเช่นจริงแล้ว ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพยานเถิด”

              เมื่อเสร็จจากโอวาท ท่านได้ลงจากหลังอูฐและรอจนกระทั่งเที่ยงวัน เมื่อถึงเวลาท่านได้ทำละหมาดบ่าย พอดวงอาทิตย์คล้อย แล้วท่านก็ขึ้นอูฐไปยัง อัชเซาะเคาะรอต ณ.ที่นี้ท่านได้อ่านโองการจากพระเจ้า แก่ผู้คนทั้งหลายฟังว่า

  “วันนี้ข้า(อัลลอฮ์(พระผู้เป็นเจ้า))ได้ทำให้ศาสนาแก่พวกเจ้าสมบูรณ์แล้ว  และได้ประทานความกรุณาเมตตาอันครบถ้วนของข้าแก่เจ้าแล้ว วันนี้ข้าได้เลือกอิสลามไว้เป็นศาสนาของพวกเจ้า”

                                                         -(อัลกุรอาน 5/3)-

 เมื่ออบู บักร สหายผู้ซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นเสมือนขุนพลฝ่ายขวาด้านบุ๋น ของท่าน ได้ยินโองการอัลกุรอานโองการนี้ เขารู้สึกเศร้า ท่ามกลางผู้คนที่ปิติยินดีกันถ้วนหน้าของประชาชนที่ต่างก็รู้สึกว่าศาสนาของพระเจ้าได้มาถึงจุดที่ครบถ้วนแล้วทั้งแบบพิธีกรรมและการดำเนินชีวิตทางสังคมจากแบบอย่างของท่านนบี และมีคัมภีร์ที่สมบูรณ์ตามที่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ประทานให้แก่มนุษยชาติได้ยึดไว้ตลอดไป  เพราะเขารู้ว่าเมื่อข่าวสาส์นของพระเจ้าที่มีมาสู่มนุษยชาติครบถ้วนแล้ว นั่นก็หมายถึงว่าชีวิตและภาระกิจของท่านนบีในฐานะศาสนทูตของพระเจ้าคงจะปิดฉากลงในไม่ช้านี้ เพราะวันนี้ศาสนาได้มาถึงจุดที่สมบูรณ์แล้ว หลังจากที่ศาสนานี้ได้เดินทางมาตั้งแต่มนุษย์คนแรกคือ นบีอาดัม ที่สืบลูกหลายผ่านอารยธรรมที่แตกกันไปหลายชนชาติหลายภาษาและอาณาจักรและมาสิ้นสุดที่นบีองค์สุดท้ายคือ ท่านนบีมูฮัมหมัด

                                                       ขอพระเจ้าทรงเมตตากรุณา

 .                                          Abu Abbas bin HumzaH


โดย musachiza

 

กลับไปที่ www.oknation.net