วันที่ อังคาร มิถุนายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เราจะฝากอะไร...ไว้กับอนาคตของชาติ


หากเรากล่าวถึงอนาคตของชาติ คนส่วนใหญ่คงจะนึกถึงคำขวัญหนึ่งที่ว่า

 “เด็กในวันนี้ คือผู้ใหญ่ในวันหน้า” วันนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงเด็กในวัยอุดมศึกษา

 วัยที่เข้าใกล้วัยแห่งการทำงาน หรืออาจจะนับอย่างเป็นทางการได้ว่า “วัยผู้ใหญ่”

วัยที่จะเป็นกำลังของชาติในอนาคต

ตราบเท่าที่ได้สัมผัสกับนักศึกษาในห้องเรียน สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ชัดเจนในทุกรุ่น

ของนักศึกษา คือนักศึกษาส่วนใหญ่มักจะมีความสนใจในสิ่งที่เราสอนได้ไม่เกินครึ่งชั่วโมง

เต็มที่หนึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นจะได้ยินเสียงพูดคุย และอาการกระวนกระวาย ไม่อยู่กับที่

อยากออกจากห้องเรียน ซึ่งภาษาทางการแพทย์กล่าวว่าอาการเหล่านี้คืออาการของคนเป็น

“สมาธิสั้น” นั่นเอง ขณะที่ผู้เขียน ซึ่งก็คือผู้สอนได้กวาดสายตาไปทั่วห้อง

ขณะที่พูดเรื่องราวเนื้อหาในบทเรียน จะเจออากัปกิริยาหลายๆอย่าง

ที่แปลกแยกออกจากคนที่ตั้งใจเรียน อาทิเช่น นักศึกษาก้มหน้ากดโทรศัพท์มือถือ

สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต อย่างแบล๊คเบอรี่ ไอโฟน ไอแพด,นักศึกษาจับกลุ่มคุยกัน,

บางคนหลับ,บางคนเอาขนมขึ้นมากิน ,บางคนเดินออกจากห้องเรียน เ

มื่อผู้สอนว่ากล่าวตักเตือน ก็ได้รับความร่วมมือชั่วครู่ สักพักก็เหมือนเดิม

            ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้ถามถึงข่าวสารสำคัญจากนักศึกษา

ปรากฎว่านักศึกษาไม่เคยรับทราบเรื่องดังกล่าวมาก่อน ทำให้ผู้เขียน

ต้องถามถึงการรับรู้ข่าวสาร หรือการเสพข่าวสารจากสื่ออะไรบ้าง

อย่างเช่น หนังสือพิมพ์,วิทยุ,โทรทัศน์ คำตอบคือนักศึกษาเลือกรับรู้

ข่าวสารจากอินเทอร์เนท อาจารย์จึงถามต่อว่า

เว็บไซท์อะไรบ้างที่นักศึกษาเข้าไปอ่านข่าว

นักศึกษาตอบว่า facebook ซึ่งก็หมายความว่า ข่าวที่นักศึกษาอ่านคือข่าวที่ถูกคัดลอก

แล้วนำมาแปะบนหน้าfacebook ซึ่งลิงค์มาจากคนอื่นๆต่อๆกันในอินเทอร์เนท

ซึ่งมีความสมบูรณ์ของข่าวไม่ใช่100เปอร์เซ็นท์

            การสั่งงานการบ้าน เด็กสมัยนี้ไม่รู้จะกล่าวว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้าย

อาจารย์สั่งงานอะไรมา ก็แค่กดเข้าไปใน google

เจอข้อมูลที่ต้องการแล้วก็กด copy+paste บางทีอาจจะไม่เคยอ่าน

ไม่เคยจัดหน้าหรือเปลี่ยนตัวอักษร ก็สั่งprint มาส่งอาจารย์ได้แล้ว

 แม้ว่าอาจารย์จะบอกว่าห้ามเอาข้อมูลจากอินเทอร์เนทก็ตาม 

 บางทีอาจเห็นขีดเส้นใต้เต็มไปหมด เพราะเอาข้อมูลมาจากเว็บไซท์ Wikipedia

 ที่เป็นสารานุกรมที่คนต่างเข้ามาแชร์ข้อมูล โดยข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อมูลที่สมบูรณ์ด้วยซ้ำไป

 ผู้เขียนเคยแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการ สั่งงานที่นักศึกษาสามารถ

ใช้หนังสือแบบเรียน หรือข้อมูลที่แจกในห้องเรียน เพื่อป้องกันการคัดลอก

หรือเอาข้อมูลมาจากอินเทอร์เนท โดยให้ส่งหลังหมดคาบเรียน

 ผลปรากฎว่านักศึกษาก็ยังสามารถลอกงานมาได้

จากสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ท ที่ผู้ปกครองซื้อให้ ด้วยความคิดที่ว่า

ลูกจะได้ทันเทคโนโลยี ใช้เป็นอุปกรณ์การศึกษา

            ในสมัยที่ผู้เขียนเป็นวัยรุ่น ยังจำได้ว่าเวลามีสื่ออะไรใหม่ๆ

 หรือเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามา ความแหวกแนวก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มผู้ใหญ่เสมอๆ

 หากแต่ในวันนี้ ผู้เขียนก็ไม่อาจจะฟันธงได้ว่า ถ้าหากมองในมุมกลับกัน

วัยรุ่นสมัยนี้ก็มองเราเป็นพวกหัวโบราณ ไม่ทันสมัย เหมือนที่เราเคยว่าผู้ใหญ่

คนรุ่นพ่อรุ่นแม่เราในอดีต

            บทความนี้เขียนขึ้น เพราะอยากสะท้อนถึง สิ่งที่ทำให้เด็กในยุคนี้

 เป็นแบบนี้ ด้วยผู้เขียนยังเชื่อว่า เด็กคือผ้าขาว

 คือความบริสุทธิ์ที่ถูกแต่งแต้มด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

 และไม่อยากจะโทษเทคโนโลยี เพราะรู้ว่าประโยชน์นั้นมีมาก

ถ้าเรารู้จักใช้ หากแต่อยากจะบอกกับผู้ใหญ่ ที่เป็นผ้าสีที่ถูกแต่งแต้มสีสัน

 ให้ตระหนักถึงความเป็นไปของอนาคตของชาติ ที่เราจะฝากเอาไว้

 ในวันที่เราเฒ่าชะแร แก่ชรา เขาเหล่านี้จะเป็นกำลังหลักของสังคม

 ถ้าเรายังไม่หาหนทางแก้ไข ในอนาคต

เราก็คงต้องยอมรับสังคมที่ไม่รู้ว่าจะมีทิศทางพุ่งลงเหวไปลึกแค่ไหน

 ถึงเวลานั้นเสียงบ่นของเรา ก็จะเป็นเสียงที่ลอยหายไปในกลีบเมฆ ไร้คนสนใจเท่านั้นเอง

           

nuning comeback

 

โดย nuning

 

กลับไปที่ www.oknation.net