วันที่ อังคาร มิถุนายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รับประทานยาอย่างไรดี ??


วิธีการรับประทานยา

     เคยไหมคะ ที่เกิดป่วยแล้วไปหาหมอ ได้ยามารับประทาน  แต่ทานอย่างไรก็ไม่หายสักที โดยเฉพาะยาแก้อักเสบ คอเจ็บ ประมาณนี้  ทั้งนี้เป็นเพราะเรารับประทานยาไม่ถูกวิธีกันนะค่ะ

มาลองดูกันนะคะ

1.  ก่อนอื่นเมื่อได้ยาจากโรงพยาบาล ควรถามให้เข้าใจก่อนว่ารับประทานอย่างไร ก่อนหรือหลังอาหาร กี่มื้อ กี่เม็ด  อย่าใช้ความคุ้นเคยนะคะ เพราะจะทำให้เกิดการผิดปริมาณได้ ทั้งนี้ปริมาณของยาขึ้นกับอาการของคุณ  เช่น คุณเป็นโรคกรดกัดกระเพาะ ต้องทานยาเคลือบหนึ่งเม็ดมาแล้ว ไม่หาย อาจต้องเพิ่มปริมาณอีกนะคะเป็นสองเม็ด ถ้าไม่ได้ดูอาจจะยังทานหนึ่งเม็ดก็ไม่ดีขึ้น ทำความเข้าใจกับยาที่ได้รับนะคะ  และถ้าตัวใดคุ้นว่า ทานแล้วมีอาการแปลกๆ ก็ให้ถามเภสัชที่ให้ยาว่านั่นคืออาการข้างเคียง หรือ อาการแพ้ด้วยนะคะ

2. แล้วอาการข้างเคียง กับ อาการแพ้ ต่างกันอย่างไร  อาการแพ้คือคุณแพ้ยาตัวนั้น และไม่ควรรับประทานต่อไปอีก เพราะอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้  เช่นดิฉันแพ้ยาเยอะมาก (มากจริงๆค่ะ จนหมองงว่าจะให้ยาอะไรดี)  ยาพวกปวดข้อต่างๆ ดิฉันทานแล้วจะเกิดอาการหน้าบวม ปากบวม มีผื่นขึ้น คันตามข้อ นี่คืออาการแพ้  ทานกี่ครั้งก็เป็นเช่นนี้ สรุปว่าทานไม่ได้  แต่ในขณะที่แพ้นั้น ก็มีอาการอีกอย่างประกอบด้วยคือ แสบท้อง กัดกระเพาะ อันนี้ถือเป็นอาการผลข้างเคียง คือไม่ได้แพ้ แต่ทานแล้วจะมีอาการนี้ร่วมด้วย ดังนั้น คนที่ทานยาพวกนี้ คุณหมอจึงมักให้ยาเคลือบกระเพาะมาด้วย ก็ต้องเข้าใจและรับประทานคู่กัน บางคนสงสัยว่าหมอให้มาทำไม ไม่ได้เป็นโรคกระเพาะสักหน่อย ไม่ทาน ก็เกิดอาการปวดกระเพาะขึ้นมาได้   หรือยาแก้ปวดบางตัว ทานแล้วจะคลื่นไส้ เวียนหัว นี่เป็นอาการข้างเคียงค่ะ  ถ้าทนไม่ได้ก็ต้องบอกคุณหมอให้เปลี่ยนยาให้นะคะ ดังนั้น ไม่ว่า อาการแพ้ หรือ อาการข้างเคียง ก็อยากให้คุณสังเกตและจดชื่อยาไว้ถามคุณหมอ หรือ เภสัชที่ห้องยาก็ได้ค่ะ  เพิ่อสวัสดิภาพของคุณนะคะ ดิฉันมี list รายการแพ้ยาปนะมาณนามบัตรเลยค่ะ ไปหาหมอก็หยิบให้ดูทุกครั้ง  หรือบางครั้งหากไม่เจอหมอประจำตัวก็จะถามหมอว่า ให้ยาตัวไหน ทานได้หรือเปล่า หมอบางบคนไม่เข้าใจก็จะพูดทำนอง ผมเป็นหมอนะ ผมสั่งยาให้คุณ ไม่ใช่คุณสั่งเอง (แป่ววว) ก็ต้องอธิบายกันค่ะ

3.ทีนี้ได้ยามาแล้ว ก็ปฏิบัติตาม order นะคะ ทานก่อนอาหาร ก็ควรประมาณ ครึ่งชั่วโมง เนื่องจากยาจะดูดซึมได้ดีในขณะที่ท้องว่าง และควรทานยากับน้ำเปล่า ที่อุณหภูมิปกติ ไม่ใช่น้ำร้อนหรือน้ำเย็น  น้้ำร้อนอาจทำให้ยาแคปซูลแตกตัวก่อนถึงกระเพาะ คุณจะรู้สึกถึงความขมของยาข้างในได้ ส่วนน้ำเย็นอาจทำให้คุณเจ็บคอ หรือยาไม่ละลาย  การทานยาควรทานตามหมอสั่งและไม่ทานยาตัวอื่นเพิ่มอีก เช่น บางคนทานยา และทานวิตามิน(ซึ่งทานเป็นประจำ)ควบคู่ไปด้วย  ทั้งนี้เพราะยาบางตัวมีปฏิกิริยาต่อกัน ทั้งในแง่การส่งเสริมและต่อต้าน  เอาละสิ ส่งเสริมคืออะไร ส่งเสริมคือ ถ้าคุณทานยา ตัวหนึ่งแล้วทานวิตามินหรือยาอื่นควบไปด้วย(นอกจากที่หมอสั่ง)  มันอาจจะส่งเสริมให้ยาตัวนั้นออกฤทธิ์แรงขึ้น และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่แรงขึ้น  เช่นหากคุณปวดท้อง เป็นโรคกระเพาะ คุณควรหลีกเลี่ยงการทานวิตามินซีในขณะท้องว่าง เพราะวิตามินซีมีฤทธิ์กัดกระเพาะอ่อนๆได้  สำหรับคนปกติอาจไม่เป็นไร  แต่ถ้าคุณมีปัญหา ปัญหาของคุณอาจจะรุนแรงขึ้นค่ะ ( วิตามินซีที่กัดกระเพาะน้อยกว่าปกติ จะใช้ชื่อว่า Buffered C ค่ะ และจะออกฤทธิ์ยาวนานกว่าในการสลายตัวค่ะ) หรือการทานยาแก้แพ้ควบคู่กับยานอนหลับจะทำให้คุณหลับเพลินเลยค่ะ ยกเว้นพวกตาแข็งอย่างดิฉัน    การรับประทานยาไทรอยด์กับยาขับปัสสาวะ อาจทำให้ช็อคได้ค่ะ  ส่วนฤทธิ์ต่อต้านคือ การทานยาพร้อมกับยาหรือสิ่งอื่นๆที่ทำให้ฤทธิ์ยาลดลง เช่นการทายาแก้อักเสบ ไปกับ นมหรือกาแฟ พวกนี้จะทำให้การดูดซึมลดลงค่ะ คุณถึงไม่หายสักทีไงคะ

4. รับประทานยาให้ถูกนะคะ คือ โดยเฉพาะยาแก้อักเสบ เจ็บคอ  หมอให้ยามาทานห้าวัน พอทานไปสองวัน คอดีขึ้นหยุดทาน อันนี้ผิดอย่างแรงและมีผลเสียหลายอย่างคือ คุณอาจจะกลับเป็นใหม่ได้อีก และยาเดิมอาจใช้ไม่ได้ผลแล้ว เพราะร่างกายชินกับยา ต้องใช้ยาที่แรงขึ้น แพงขึ้นด้วย สามีิฉันเป็นตัวอย่างที่ดีมาก ต้องคอยกำกับการกืนยา ไม่เช่นนั้นพอดีขึ้น เลิกกินแล้ว เป็นยังงี้ทุกทีค่ะ  แต่ยาบางตัวไม่จำเป็นต้องทานจนหมด เมื่อไม่มีอาการก็สามารถเลิกได้ เช่น ยาลดน้ำมูก แน่นจมูก ยานอนหลับ  แต่ยาลดกรดนี่ขอแนะนำว่ายังควรทานต่อไปทั้งที่ไม่มีอาการเพราะเป้นการคุมอาการไว้ ดีกว่าปล่อยให้กำเริบอีกค่ะ

5.ยาหลังอาหาร บางตัวจะเขียนว่า "รับประทานหลังอาหารทันที" นั่นแสดงว่าเจ้าตัวนี้กัดกระเพาะค่ะ ถ้าทานหลังอาหารทันทีแล้วยังปวดท้อง (อาการข้างเคียง) ก็ให้ทานพร้อมอาหารได้เลย คือทานข้าวไปสักครึ่งท้องก็ทานยาได้ค่ะ  ยาก่อนนอน ควรทานก่อนเวลาเข้านอนประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง นะคะ และเมื่อทานยาก่อนนอนแล้ว ไม่ควรมีกิจกรรมที่อันตรายเช่น ขับรถ ใช้เครื่องมือต่างๆ เพราะยาก่อนนอนมักจะมีฤทธิ์ง่วง และอาจเป็นอันตรายได้ มียานอนหลับตัวหนึ่งที่เคบมีชื่อดังว่า ยาหลอกสาว ทานเข้าไปแล้ว ถ้าคุณไม่เคยทานมาก่อน คุณอาจจะหลับคาโต๊ะภายในสิบนาที โดยไม่รู้ตัวเลยค่ะ ดังนั้น การทานยาก่อนนอนควรทานแล้วก็ทำอะไรเบาๆ เช่นอ่านหนังสือ หรือสวดมนต์ ดูทีวี เท่านั้น เผื่อง่วงก็จะได้หลับไปเลยนะคะ 

6. ข้อสำคัญอีกอย่าง คือ เมื่อทานยา ไม่ว่ามื้อใดก็ตาม ไม่ควรทานแล้ว ล้มตัวลงนอนทันที เพราะยาอาจจะเดินทางไม่ถึงกระเพาะ อาจจะคาค้างอยู่ตามหลอดทางเดินอาหาร หากคุณดื่มน้ำตามไม่มากพอ และจะออกฤทธิ์ผิดที่นะค่ะ  พยายาม ดื่มน้ำตามมากๆ (ไม่ต้องกลัวยาจางนะคะ) แล้วก็นั่งสักห้าถึงสิบนาทีก่อนนอน หรือนอนยกหัวสูงเข้าไว้ค่ะ

7. อาหารบางอย่างก็มีปฎิกิริยาต่อยานะคะ เช่น นม  กาแฟ ส้ม เช่นการรับประทานกาแฟ กับยาขับปัสสาวะ เพราะกาแฟมีฤทธิ์ขับปีสสาวะอ่อนๆอยู่แล้วค่ะ  (ลองสังเกตดูสิคะ) 

8. เดี๋ยวนี้จะมีปิ่นโตยา คือกล่องใส่ยาเป็นมื้อเช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน ก็จะเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องรับประทานยา หลายโรค และรับประทานทุกวัน ลูกหลานอาจจะจัดให้ท่านทานได้ง่ายๆ เพพื่อให้ได้ยาครบและถูกต้องตามเวลา จะได้หายจากอาการต่างๆหรือควบคุมโรคได้ค่ะ

9. กรุณาระวังการรับประทานยาเสริม เช่น ยาหม้อ ยาสมุนไพร ยาลดความอ้วน ยาเพิ่มความหล่อด้วยนะคะ พวกนี้อาจมีผลต่อยาที่คุณรับประทาน และร่างกาย เช่นยางบางตัวจะมี สเตียรอยด์ ผสมเป็นต้นค่ะ

10.ข่อสุดท้าย หากคุณไม่ได้มีหมอประจำตัวนะคะ อย่าลืมบอกโรคอื่นๆที่คุณเป็นด้วยนะคะ เช่น ความดัน เบาหวาน ไขมัน เพราะหมอจะได้จัดยาให้ถูกและไม่ตีกันค่ะ สุดท้ายของสุดท้าย สำหรับคนที่เป็นโรคประจำตัว ไม่ใช่การป่วยเป็นครั้งๆนะคะ  ที่ดิฉันแนะนำให้ทำก็คือ ให้คุณหมอจ่ายยามาเป็นตัวอย่างสักอาทิตย์ก็พอ เช่น คนเป็นโรคเบาหวาน ความดัน แล้วเราก็นำซองยานั้นไปซื้อยาที่ร้านข้างนอก ส่วนใหญ่ แถวโรงพยาบาลรัฐใหญ่ๆ เช่นศิริราช รามา จุฬา จะมีร้านยาเปิดใกล้ๆ และขายยาในราคาถูกกว่าราคาตามโรงพยาบาลเอกชน ชนิดที่คุณสามารถประหยัดเงินไปหาหมอได้อีกครั้งเลยละค่ะ แต่ยาบางตัวก็จะหาซื้อตามร้านไม่ได้นะคะ เช่น ยานอนหลับ ยาแก้หวัดเจ้าปัญหา เป็นต้น แต่ยาธรรมดาๆเช่น ยาเบาหวาน ทำนองนี้ สามารถซื้อได้ค่ะ บางร้านถูกกว่ากันชนิดเห็นฝุ่นเลยค่ะ

ขอออกตัวก่อนว่า ดิฉันไม่ได้จบเภสัชฯนะคะ แต่เขียนจากประสบการณ์การทานยาของดิฉันเอง ซึ่งทานยามาเยอะมาก  ดังนั้นก็ถือว่า "เก็บมาเล่า"แล้วกันนะคะ ถ้าหากมีข้อผิดพลาดตรงไหนก็ตักเตือนได้ค่ะ  ขอบคุณนะคะ สวัสดีค่ะ

โดย กมลกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net