วันที่ อังคาร มิถุนายน 2555

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สถานการณ์การเมืองในยุคสุดท้ายของท่านศาสดามูฮัมหมัด






                                                                                        ฉบับที่ 66

                                                                        อสัญกรรมของท่านศาสดามูฮัมหมัด

      วันที่............เดือน......................................พ.ศ.
ขอสันติจงมีแด่ไลลาน้องรัก
 

.               สถานการณ์การเมืองของท่านศาสดามูฮัมหมัดในยุคสุดท้าย
                   หลังจากพิธีฮัจญ์(แสวงบุญ) ครั้งแรกของท่านนบีที่ได้ทำแบบอย่าง ให้แก่บรรดาผู้คนนับเรือนแสนสิ้นสุดลง ไม่มีใครรู้ว่าครั้งนั้นจะเป็นการทำฮัจญ์ครั้งสุดท้ายของท่านนบี(ศาสนทูต)มูฮัมหมัดเช่นกัน ในด้านศาสนานั้น ภาระกิจทุกประการของท่านได้มาถึงจุดสมบูรณ์ทุกประการแล้วตามที่ท่านได้กล่าวไว้ในโอวาทครั้งนั้นว่า ท่านได้ทิ้งสองอย่างไว้ให้ผู้คนคือ วจนะแบบอย่างของท่าน และคัมภีร์อัลกุรอาน อันสมบูรณ์จากพระเจ้า
                   อีกด้านหนึ่งที่จะละเลยไม่กล่าวถึงมิได้ก็คือ เรื่องอำนาจทางการเมืองของท่าน  ที่พิสูจน์ได้จากผู้คนที่มาทำฮัจญ์(แสวงบุญ) ด้วยเหตุผลทางศาสนาจากทั่วสารทิศของอารเบีย จำนวนแสน ผู้คนเหล่านี้ มาจาก อัชชาม(ซีเรียปาเลสไตน์) อียิปต์ อีรัค เยเมน และจากทะเลทรายอารเบีย  หัวเมืองรอบด้านอารเบียเหล่านี้ต่างก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลการปกครองของมหาอาณาจักรอย่างเช่น ไบเซนไทน์ และเปอร์เชียร์ ผู้คนเหล่านั้นกลับไปพร้อมกับข่าวสาร ของศาสนาใหม่ที่ประกาศโดยศาสดาผู้ไม่รู้หนังสือผู้นี้ พวกเขามีความแข็งแกร่งที่จะเผยแผ่ศาสนาอิสลามต่อไปยังชุมชนของพวกเขา
               บาซาน ซึ่งเป็นชาวเปอร์เชียที่ดูแลเยเมน(ยะมัน) ที่ได้รับการแต่งตั้งจากอาณาจักรเปอร์เชีย เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองเยเมนจากท่านนบีให้กลับไปปกครองเยเมนอย่างเต็มตัวหลังจากที่เขาได้เปลี่ยนมารับศาสนาอิสลาม เขาประกาศอิสระภาพของเยเมนจากเปอร์เชียที่นับถือศาสนาโซโรแอสเตอร์ ผู้คนทั่วสารทิศของอารเบียเพ่งเล็งที่จะเข้าสวาภักดิ์ต่ออิสลามที่เริ่มเรืองอำนาจทางการเมืองชัดเจนขึ้นมาเทียบรัศมีกับ เปอร์เชียและไบเซนไทน์


             จริงอยู่มิใช่ทุกที่ที่จะเห็นด้วยกับอิทธิทางการเมืองและศาสนาอิสลามที่กำลังแผ่ขยายจากอารเบีย แต่การต่อต้านท่านนบีมูฮัมหมัดนั้นก็มิได้รุนแรงถึงขั้นที่จะเรียกได้ว่าเป็นการก่อกบฏ หรือท้าทายอำนาจของท่านศาสดาผู้นำแห่งอารเบีย เพราะผู้คนที่ได้รับอิทธิพลทางการเมืองของอิสลามนั้นมิใช่มีเพียงแต่เรื่องสงครามและการเมืองเท่านั้น แต่มุสลิมใหม่เหล่านี้ มีดวงใจที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันไปสู่ทุกเมืองทั่วสารทิศในเรื่องการเชื่อมั่นอย่างแท้จริงในพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวโดยไม่มีขอบเขตของดินแดนหรือสายเลือดเข้ามาปิดกั้น
            ในช่วงเวลานั้น มีผู้หลายคนที่เห็นความสำเร็จของท่านนบี ในด้านการเมืองอันเป็นผลมาจากการประกาศศาสนาและสร้างศรัทธารวบรวมผู้คนเข้าด้วยกัน  โดยเฉพาะหัวเมืองที่ห่างไกลที่มิได้เข้าใจความเป็นมาและความบากบั่นของท่านนบีมากนัก พวกเขาจึงตั้งตนขึ้นเป็นศาสดาบ้าง แต่ก็เป็นไปได้ไม่นานนักพวกเขาก็เลิกไปเองเพราะมันไมใช่เรื่องง่ายๆ และรากฐานของอิสลามในเวลานั้นได้หยั่งรากลึกลงไปในอารเบียอย่างแข็งแรงแล้ว  คนเหล่านี้ทำสิ่งใดมิได้มากนักเพราะท่านนบียังมีชีวิตอยู่  เช่น ฎุลัยฮะฮ์ ผู้นำเผ่าบะนูอะชัด เขาเป็นวีรบุรุษและนักรบผู้กล้าแห่งอารเบียเป็นที่นับหน้าถือตา เขาอาศัยพื้นฐานเหล่านี้สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นศาสดาเพื่อสร้างศาสนาใหม่ ประกอบกับครั้งหนึ่งการพยากรณ์ถึงที่ตั้งของแหล่งน้ำในขณะที่ผู้คนของเขากำลังหลงทางในทะเลทราย ที่เม่นยำในครั้งนั้นเป็นข้ออ้างว่าเขาเป็นศาสดาที่มีญาณพิเศษทำให้ผู้คนศรัทธาในตัวเขา เขาซุ่มกำลังรอเวลาว่าเมื่อไรท่านนบีมูฮัมหมัด ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อนั้นเขาก็จะเข้ามาแทนที่ คอลีด อิบนุลวาลีด แม่ทัพของฝ่ายมุสลิมยกกำลังไปปราบปรามเขา ทำให้เขาพ่ายแพ้ หลังจากเหตุการณ์นี้เขาก็กลับมาสู่แนวอิสลามอย่างมีคุณธรรมอีกครั้งตั้งแต่นั้นมา
                   ยังมีชายที่ชื่อ มุซัยลิมะฮ์ ได้ให้ผู้ส่งสาส์นมายังท่านนบี และอ้างว่า
                   “ฉันเองก็เป็นศาสดาเหมือนกับท่าน ฉันจึงควรได้ดินแดนครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นเป็นของเผ่ากุรอยช์((กุเรช) ซึ่งเป็นเผ่าของท่านนบี) ถ้าเผ่ากุรอยช์เป็นผู้สัตย์จริง”
                        ท่านนบีกล่าวว่าหากไม่มีข้อตกลงที่ต้องให้ความปลอดภัยแก่ผู้ถือสาส์นแล้ว  ท่านคงจะสั่งให้ประหารผู้ถือสาส์นทั้งสองคนนั้นเสีย แล้วท่านก็สั่งให้ผู้ถือสาส์นทั้งสองคนให้กลับไปบอกแก่นายของเขาว่า
                       “ศาสดามูฮัมหมัด ได้ยินสาส์นของเขาแล้ว และรู้ถึงความเท็จจริงของสาส์นนั้น  แผ่นดินย่อมไม่เป็นของใครนอกจากของพระผู้เป็นเจ้า และพระองค์ทรงอนุญาตแก่ผู้ที่พระองค์ทรงเลือกในหมู่ข้าผู้เที่ยงธรรม และมีค่าควรของพระองค์ สันติเป็นของผู้ถูกนำไปในทางที่ถูกต้อง”
                         แต่ผู้ที่ตั้งตัวและปฏิบัติการรุนแรงก็คือ อัสวัด อัล อันซี เจ้าเมืองเยเมนที่ขึ้นครองหลังจาก บาซานสิ้นชีวิต เขาตั้งตัวเป็นผู้ทำเวทมนต์และเรียกให้ผู้คนมานับถือและศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของตัวเขา และรวบรวมผู้คนได้จำนวนหนึ่งเขายกทัพจากทางตอนใต้ของเยเมนและขับไล่เจ้าเมืองที่ท่านนบีแต่งตั้งออกไปจากดินแดนเยเมน และเดินทัพต่อมายังเมืองนัจญ์รอน ฆ่าบุตรชายของบาซานที่สืบมรดกจากบิดา และยึดภรรยาของเจ้าเมืองมาเป็นภรรยาของเขาแล้วรวบดินแดนเข้าด้วยกัน แต่สิ่งเหล่านี้ก็มิได้ทำให้ท่านนบีหนักใจแต่อย่างไร ท่านเพียงแต่มีคำสั่งให้เจ้าเมืองโดยรอบนั้นและตัวแทนของท่านโค่นล้ม อัสวัด ลงจากบัลลังก์ ก็สำเร็จลงอย่างง่ายดาย เพราะชาวเมืองส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี รวมทั้งภรรยาของเขาที่เขายึดมาจากเจ้าเมืองเดิม ได้สังหารเขาเพื่อแก้แค้นให้แก่สามีเก่าของนาง
                       จึงพอสรุปได้ว่า ปัญหาทางด้านการเมืองภายในอารเบีย หรือหัวเมืองทางตอนใต้อารเบียนั้นมิได้เป็นปัญหาใดๆเลยต่อท่านนบี ท่านรู้สึกเป็นกังวลเสมอมาต่อหัวเมืองทางเหนือในแถบซีเรียและปาเลสไตน์ ที่อยู่ภายใต้การปกครองอันแข็งแกร่งของโรมันตะวันออกแห่งไบเซนไทน์มากกว่า


โดย musachiza

 

กลับไปที่ www.oknation.net